ข่าวไอที ข่าวมือถือ ใหม่

ค้นหาคำที่ต้องการ
Ex. มือถือ, เครื่องเล่นเพลง



ข่าวล่าสุด
Focus ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ฟิล์มกันรอย จับมือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เดินหน้าโรดโชว์เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ขยายตลาดถนอมสายตา Focus ขึ้นแท่นเบอร์ ...
CAT Telecom จับมือ CSC Thailand พัฒนาคลาวด์โซลูชั่นให้ครบวงจรยิ่งขึ้น CAT Telecom จับมือ C...
CTH จัดใหญ่ ให้คอบอลได้เฮ! พาทัวร์ถึงถิ่น บินเชียร์ ศึกวันแดงเดือด CTH จัดใหญ่ ให้คอบอล...
ViewSonic เปิดตัวจอ VG Series ที่สุดแห่ง Visual Solution สำหรับการใช้งานเพื่อธุรกิจ ViewSonic เปิดตัวจอ ...
BEC-TERO MUSIC จับมือ JYP ENTERTAINMENT เสิร์ฟคอนเทนต์เพลงทุกรูปแบบ ถูกลิขสิทธิ์ในประเทศไทย BEC-TERO MUSIC จับมื...
Audition พาเกมเมอร์ กระทบไหล่ศิลปิน K-POP สุดชิค ‘Boys Republic’ ในงาน MTV WORLD STAGE 2014 Audition พาเกมเมอร์ ...
โปรโมชั่นพิเศษเอาใจคนรักหนัง ลุ้นรับรางวัลจาก Acer รวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาท โปรโมชั่นพิเศษเอาใจค...
Acer ต้อนรับหน้าฝน ด้วยโปรโมชั่น Let's Play on the Rainy day Acer ต้อนรับหน้าฝน ด...
Samsung เผยโฉม Galaxy S5 4G+ รองรับการเชื่อมต่อ LTE-A พร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 805 Samsung เผยโฉม Galax...
เผยข้อมูลรายละเอียดและฟีเจอร์ของกล้องถ่ายรูป Galaxy Note 4!! เผยข้อมูลรายละเอียดแ...
 
ตอบ: 50
อ่าน: 30,891
Font-size:

iPhone 4 สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดจาก Apple มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iOS 4 เปิดตัวด้วยดีไซน์ที่หรูหราคลาสสิค สวยงามด้วยขอบ Stainless Steel จอแสดงผล Retina Display ให้ความคมชัดมากยิ่งขึ้น ภายในใส่เทคโนโลยี Three-axis Gyroscope สำหรับจับความเคลื่อนไหวของตัวเครื่องได้รอบทิศทาง ช่วยให้การควบคุมเกมส์แบบโมชั่นมีความสมจริงยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังสร้างความประทับใจด้วยฟังก์ชั่นสนทนารูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า Facetime จริงอยู่อาจจะคล้ายกับการสนทนาแบบวีดีโอคอลล์ที่ใช้งานผ่าน 3G แต่ Facetime จะอาศัยเครือข่าย Wi-Fi ซึ่งปัจจุบันนี้ ในประเทศไทยถือว่า Wi-Fi มีสัญญาณครอบคลุมมากกว่าเครือข่าย 3G ที่จำกัดการใช้งานอยู่บางพื้นที่ อีกทั้งระบบ Wi-Fi สามารถใช้บริการได้ฟรี (ในกรณีใช้ในบ้านพักอาศัย ที่ทำงาน โรงแรม หรือ ตามจุดให้บริการ Hot spot ที่ไม่เรียกเก็บค่าบริการ)

กล่องบรรจุภัณฑ์ของ iPhone 4 มีขนาดพอที่จะใส่ตัวเครื่องได้พอดี และมีความหนาพอที่จะใส่อุปกรณ์ต่างๆ ไว้ชั้นล่าง สิ่งที่มากับ iPhone 4 ประกอบไปด้วย หูฟัง ขนาด 3.5 มิลลิเมตร, สายเคเบิ้ล USB, หัวปลั๊ก 3 ขา (ไม่สามารถเสียบกับผนังบ้านของไทยได้โดยตรง ต้องนำหัวปลั๊ก Adapter มาต่ออีกที), แผ่นพับแนะนำการใช้งานเบื้องต้น, เอกสารเกี่ยวกับตัวเครื่อง, แผ่นสติ๊กเกอร์โลโก้แอปเปิ้ล (ไม่ทราบให้มาติดกับอะไร) และ มีอุปกรณ์ช่วยดึงถาดใส่ซิมการ์ดแนบมาด้วย ลักษณะคล้ายคลิปหนีบกระดาษ (สายเคเบิ้ลที่แถมมาให้ นอกจากจะใช้เชื่อมต่อโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์แล้ว ยังใช้เชื่อมต่อกับหัวปลั๊ก เพื่อชาร์จแบตเตอรี่อีกด้วย)

iPhone 4 โดดเด่นด้วยจอแสดงผล ระบบสัมผัส Multi-Touch ความละเอียด 326 ppi (960x640 พิกเซล) กว้าง 3.5 นิ้ว เคลือบผิวด้วยวัสดุชั้นสูง แบบเดียวที่ใช้กับเฮลิคอปเตอร์ หรือ รถไฟความเร็วสูง มีความทนทานเป็นพิเศษ และ ป้องกันรอยขีดข่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหนือจอแสดงผล มีลำโพงเสียง และ เลนส์กล้องด้านหน้า สำหรับสนทนาผ่านระบบ Facetime หรือ ใช้ถ่ายภาพตนเอง นอกจากนี้ภายในยังใส่ Proximity sensor สำหรับตรวจจับระยะห่าง ช่วยเปิด/ปิดแสงไฟหน้าจออัตโนมัติในระหว่างสนทนา และยังมี Ambient light sensor สำหรับตรวจจับแสงสว่างโดยรอบ เพื่อปรับความสว่างหน้าจอให้อัตโนมัติ

ปุ่ม Home ที่ติดตั้งอยู่ด้านล่างจอแสดงผล ถือเป็นเอกลักษณ์ของโทรศัพท์ไอโฟนตั้งแต่รุ่นแรก ใช้สำหรับกดเพื่อย้อนกลับ แต่สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS 4 สามารถกดปุ่ม Home สองครั้งติดกันเพื่อสลับการใช้งานกับแอปพลิเคชั่นอื่นที่เปิดค้างไว้ หรือ เรียกว่าระบบ Multi-tasking

มุมบนมีปุ่ม Power สำหรับเปิดหรือปิดการทำงานเครื่อง โดยการกดค้างไว้ แต่ถ้ากดเพียง 1 ครั้งสั้นๆ ในระหว่างที่เปิดใช้เครื่องอยู่ จะเป็นการเปิด/ปิดหน้าจอ เพื่อล็อคการใช้งานและประหยัดพลังงานแบตเตอรี่

อีกมุมหนึ่งมีช่องเสียบชุดหูฟัง ขนาดหัวต่อ 3.5 มิลลิเมตร และข้างกันมีรูไมโครโฟนตัวที่สอง ใช้กรองเสียงสภาพแวดล้อมเพื่อให้การสนทนาชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสนทนาผ่านระบบ Facetime ซึ่งต้องพูดคุยผ่านสปีคเกอร์โฟน

ด้านล่างมีช่องเชื่อมต่อสายเคเบิ้ลเรียกว่า Dock Connector (30 เข็ม) ประกบข้างด้วยไมโครโฟนตัวหลัก (ไมโครโฟนตัวที่สองอยู่ด้านบน) และ ลำโพงเสียง

ด้านซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าจอเข้าหาตัว) มีปุ่มเปิด/ปิดเสียงเรียกเข้า ออกแบบมาให้กดโดยการเลื่อนซ้าย/ขวา เพื่อใช้งานได้รวดเร็ว ถัดลงมาเป็นปุ่มเพิ่มระดับเสียง และ ปุ่มลดระดับเสียง

ด้านขวามือ (เมื่อหันหน้าจอเข้าหาตัว) มีช่องเสียบซิมการ์ด ออกแบบมาให้เรียบในระดับเดียวกับขอบ Stainless Steel มีรูขนาดเล็กสำหรับใช้เข็มจิ้มเพื่อดึงถาดใส่ซิมการ์ดออก สำหรับซิมการ์ดที่รองรับ iPhone 4 จะต้องมีขนาดเล็กกว่าปกติ เรียกว่า Micro SIM

มุมบนซ้ายของด้านหลัง ติดตั้งกล้องถ่ายรูป ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED สามารถบันทึกวีดีโอ ความละเอียด HD (720p) ความเร็วสูงสุด 30 เฟรมต่อวินาที และสามารถใช้งาน Facetimeได้เช่นกัน เพื่อส่งภาพที่คุณเห็นไปให้คู่สนทนาได้รับชมไปพร้อมกับคุณ

หน้าจอหลัก จัดวางแอปพลิเคชั่นต่างๆ ในรูปแบบตาราง โดยมีแอปพลิเคชั่นหลักวางเรียงอยู่แถวล่างสุด ฉากหลังหรือวอลล์เปเปอร์สามารถปรับเปลี่ยนได้ และ ที่เพิ่มเข้ามาใหม่นั่นคือการสร้างโฟลเดอร์ เพื่อรวมแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานในลักษณะเดียวกันไว้ สะดวกในการค้นหาและเปิดใช้

ที่หน้าจอหลัก เมื่อกดปุ่ม Home หรือเลื่อนหน้าจอมาทางซ้าย จะพบกับเครื่องมือค้นหา และ ถ้าเลื่อนหน้าจอไปทางขวาก็จะแสดงไอคอนของแอปพลิเคชั่นที่แสดงไม่หมดในหน้าแรก

รูปภาพด้านบนแสดงแผงปุ่มกดตัวเลข สำหรับกดโทรออก แล้วยังมีไอคอนทางลัดที่ด้านล่าง สำหรับใช้งานด้านการโทร เช่น ประวัติการโทร, รายชื่อในสมุดโทรศัพท์ เป็นต้น

ในการพิมพ์ข้อความ หรือ ป้อนข้อมูล iPhone 4 มีแผงปุ่มกดแบบ QWERTY มาให้ใช้ในรูปแบบเสมือนจริง หรือจำลองปุ่มกดไว้บนหน้าจอ และ รองรับภาษาไทย

 

ความสามารถใหม่ในระบบปฏิบัติการ iOS 4 สำหรับ iPhone 4 นั่นก็คือรองรับระบบ Multi-tasking เพียงกดปุ่ม Home สองครั้งติดกัน ไอคอนของแอปพลิเคชั่นที่เปิดค้างไว้ ก็จะเลื่อนขึ้นมาจากด้านล่าง ผู้ใช้สามารถแตะไอคอนของแอปพลิเคชั่นที่ต้องการสลับไปใช้ได้ทันที หรือ ถ้าต้องการปิดการใช้งานแอปพลิเคชั่นนั้น ก็ให้แตะที่ไอคอนค้างไว้ ขนขึ้นเครื่องหมาย แล้วจึงแตะที่เครื่องหมายลบ บนไอคอนที่ต้องการปิด

การกดปุ่ม Home สองครั้งติดกัน นอกจากจะเป็นการสลับใช้แอปพลิเคชั่นแล้ว ยังสามารถเลื่อนมาที่หน้าจอซ้ายมือเพื่อฟังเพลงได้อีกด้วย

Three-axis Gyroscope ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวแบบรอบทิศทางที่ Apple นำมาใส่ไว้ใน iPhone 4 เมื่อนำมาใช้งานร่วมกับ Accelerometer ทำให้ผู้ใช้งานพบประสบการณ์ใหม่ในการควบคุมเกมส์แบบสมจริง ผู้ใช้สามารถถือ iPhone 4 แล้วหมุนรอบตัวเองเพื่อดูฉากในเกมส์แบบรอบทิศทางสามมิติ โดยฉากในเกมส์ก็จะหมุนตามการเคลื่อนไหวตัวเครื่องไปด้วย

Facetime การสนทนาพร้อมส่งภาพจากกล้องด้านหน้า หรือด้านหลัง ไปให้คู่สนทนาได้ชมแบบสดๆ หรือเรียกว่าวีดีโอคอลล์ เพียงแต่ Facetime ไม่ต้องอาศัยเครือข่าย 3G แต่อาศัย Wi-Fi แทน วิธีการใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก เพียงเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi ทิ้งไว้ จากนั้นทำการโทรออกไปหาผู้รับตามปกติ (ผู้รับสายจะต้องใช้ iPhone 4 มีเชื่อมต่อ Wi-Fi เช่นกัน) ระหว่างรอรับสายให้กดปุ่ม Speaker เพื่อสนทนาผ่านลำโพง และ เมื่อมีผู้รับสายให้กดปุ่ม Facetime เพื่อเปิดใช้งานกล้อง โดยผู้ใช้สามารถสลับการใช้งานได้ทั้งกล้องด้านหน้าและด้านหลัง

ประโยชน์ของ Facetime นอกจากการสนทนาแบบเห็นหน้า นั่นคือการสื่อสารที่มากกว่าคำพูด เพราะผู้ใช้สามารถรับรูปถึงอารมณ์ของคู่สนทนามากกว่าฟังแต่เสียง อีกทั้งการแสดงภาพเคลื่อนไหวภาพยังทำได้ราบรื่น (ขึ้นอยู่กับความเร็วของสัญญาณ Wi-Fi ในเวลาใช้งาน) ที่สำคัญผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่ม (นอกจากค่าบริการอินเตอร์เน็ต Wi-Fi) ถ้าให้เทียบกับการสนทนารูปแบบวีดีโอคอลล์ผ่านเครือข่าย 3G ต้องยอมรับว่า Facetime เหนือกว่า ทั้งเรื่องสัญญาณ Wi-Fi ที่ครอบคลุมมากกว่าเครือข่าย 3G ค่าบริการที่ถูกกว่า และ ความเร็วในการแสดงผล

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ iPhone 4
http://community.siamphone.com/viewtopic.php?t=340703

แคตตาล็อกตัวเครื่อง : http://www.siamphone.com/catalog/apple/iphone_4.htm

วันที่: 17 สิงหาคม 2553
รายงานโดย: พิเชษฐ เมฆขาว


เรื่องที่คุณอาจสนใจ


หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Sat, 23 Aug 2014 10:31:57 +0700 (แคชมีอายุ 3600 วินาที)