ปัญหาที่บรรดาผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต มือใหม่ต่างประสบพบเจอมีอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจวิธีการใช้งาน, การขาดความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมือถือและแท็บเล็ตนั้นเติบโตขึ้นอย่างมาก จนกล้าพูดได้ว่าคนที่ไม่ตามเทคโนโลยี เมื่อเริ่มจับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตครั้งแรก จะมีอาการมึนๆ ออกมาเหมือนกัน และคำถามที่ถามกันบ่อยมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ "มันเล่นเน็ตได้มั๊ย" เพราะนอกจากเราจะมีมือถือไว้ใช้โทรศัพท์, ส่งข้อความ, ดูนาฬิกา, จดบันทึก ฯลฯ แล้ว เรื่องที่ดึงดูดให้คนสนใจคงจะหนีไม่พ้นโลกของ "โซเชียลเน็ตเวิร์คและอินเทอร์เน็ต" แต่หลายคนมักจะงงว่า แล้วจะทำอย่างไรอุปกรณ์มือถือหรือแท็บเล็ตของคุณสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ?

บทความนี้จึงขออธิบายให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมือใหม่ได้เข้าใจถึง "Mobile Internet", "Wi-Fi", "3G" ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่างมากและถือเป็นเรื่องที่ควรรู้อย่างยิ่ง

Mobile Internet

เรารู้กันดีว่า "Internet" หรืออินเทอร์เน็ตในภาษาไทยคือการเชื่อมโยงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโน็ตบุ๊คเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ผู้ใช้สามารถท่องเว็บไซต์, ดูคลิปบน Youtube, เล่น Facebook, Chat ผ่านโปรแกรมสนทนาได้อย่างสะดวก ซึ่งสำหรับอุปกรณ์คอมนั้นต้องใช้สาย LAN (Local Area Network) หรือไม่ก็ผ่านเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) โดยภายในอุปกรณ์คอมนั้นต้องมีอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณเช่น LAN Card, Wireless Card มาทำหน้าที่รับ-ส่งข้อมูลที่เราต้องการมาให้กับอุปกรณ์คอม

เมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นที่นิยม จึงมีผู้ริเริ่มพัฒนามือถือที่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ในตัว ซึ่งคำว่า "Mobile Internet" ก็เลยหมายถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่นั่นเอง

ในมือถือที่เล่นอินเทอร์เน็ตได้ยุคแรกๆ นั้นใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า "WAP" (Wireless Application Protocal) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือได้เสมือนกับเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน  เพียงแต่หน้าตาอาจจะไม่สวยงามเหมือนกับเปิดอินเทอร์เน็ตบนเครื่องคอมพิวเตอร์

ในสมัยที่ WAP ยังเป็นที่นิยมนั้น มาตรฐานเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบใหม่ ๆ ถูกกำหนดขึ้น มามากมายไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี HSCSD (High Speed Circuit Switching Data), GPRS (General Packet Radio Service อย่าสับสนกับคำว่า GPS นะครับไม่เหมือนกัน),  EDGE (Enhanced Data Rate for GPRS Evolution) ทั้งหมดที่เอ่ยถึงนั้นยังอยู่ในยุคก่อนจะมี 3G ทั้งสิ้น และในปัจจุบันก็ยังเปิดให้บริการอยู่บนอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานซิมการ์ดเช่น ฟีเจอร์โฟน, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต (ที่มีซิมการ์ด) โดยจะคิดค่าบริการตามเงื่อนไขที่ทางผู้ให้บริการเครือข่ายได้กำหนดไว้

Wi-Fi 

เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีอีกอันหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นและนำมาใช้งานกันอย่างแพร่หลายบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ก็คือ "Wi-Fi" (Wireless-Fidelity) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต คล้ายกับ EDGE/GPRS เพียงแต่ว่าจะมีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลมากกว่า และรูปแบบการใช้งานนั้นก็คล้ายกับการเชื่อมต่อ Wireless LAN ของอุปกรณ์คอมหรือโน๊ตบุ๊คนั่นเอง

เทคโนโลยี Wi-Fi ก็มีการพัฒนามาตรฐานของตัวเองไปเรื่อยๆ เช่นกัน โดยเราจะสังเกตได้จากตัวเลขบอกมาตรฐานของ Wi-Fi เช่น IEEE 802.11b, 802.11a, 802.11g, 802.11e, 802.11i, 802.11n ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถใช้งาน Wi-Fi ด้วยความเร็วที่มากขึ้น, ไกลขึ้น, สัญญาณ Wi-Fi สม่ำเสมอมากขึ้น, ความปลอดภัยข้อมูลเยอะขึ้นนั่นเอง

การสังเกตว่าอุปกรณ์มือถือ-อุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณรองรับ Wi-Fi หรือไม่ สามารถดูได้จากข้อใดข้อหนึ่งด้านล่าง

  • ข้อมูลสเปคเครื่อง จะระบุไว้ว่ารองรับ Wi-Fi
  • มีเมนู Wi-Fi อยู่ภายในอุปกรณ์มือถือ/แท็บเล็ต
  • มีสัญลักษณ์/ ไอคอน Wi-Fi กำกับอยู่
  • สอบถามผู้ผลิต-ผู้ขาย

***อุปกรณ์บางชิ้น (น้อยมากๆ) อาจจะต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อใช้รับ-ส่งสัญญาณ Wi-Fi เนื่องจากไม่มีตัวรับ-ส่งสัญญาณ Wi-Fi ภายในตัว

การเปิดใช้งาน Wi-Fi บนอุปกรณ์มือถือ/แท็บเล็ตนั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยอุปกรณ์แต่ละชิ้นจะมีวิธีการเปิดใช้งานแตกต่างกัน เช่น แตะไอคอน Wi-Fi เพื่อเปิดใช้ หรือไปที่ Menu การเชื่อมต่อเพื่อเปิดใช้งาน Wi-Fi เป็นต้น

การใช้งาน Wi-Fi นั้นเริ่มแรกนิยมใช้ภายในบ้าน, ออฟฟิต หรือร้านอาหาร, ร้านกาแฟ ซึ่งเมื่อเปิดใช้งาน Wi-Fi บนอุปกรณ์มือถือได้แล้ว ระบบจะทำการค้นหา "สัญญาณ Wi-Fi" ที่เดินทางมาถึงอุปกรณ์เครื่องนั้น และให้ผู้ใช้เป็นคนเลือกว่าจะใช้งานเครือข่าย Wi-Fi อันไหน ซึ่งอาจจะมีรหัสผ่านสำหรับเข้าใช้งาน (หรืออาจจะไม่มี ขึ้นอยู่กับเครือข่าย Wi-Fi นั้นตั้งค่าไว้อย่างไร)

เมื่อเข้าใช้งาน Wi-Fi ได้ ก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เช่นเดียวกับอุปกรณ์คอมฯ และสามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่นบางอย่างที่ต้องใช้บริการอินเทอร์เน็ตถึงจะใช้งานได้ เช่น Facebook, Twitter, Whatsapp, LINE MSN, Google+, เบราว์เซอร์

ในขณะที่เทคโนโลยี Wi-Fi พัฒนาขึ้น ก็มีการนำ Wi-Fi ไปใช้ตามจุดต่างๆ นอกเหนือจากภายในบ้าน เช่น ในห้างสรรพสินค้า, ในสถานที่จัดงานขนดใหญ่ หรือแม้กระทั่งในชุมชน หรือในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก ก็มีการตั้งตัวกระจายสัญญาณ Wi-Fi ไว้ในหลายๆ จุด ในกรุงเทพก็มี Bangkok Wi-Fi, หรือในใจกลางเมืองก็มีบริการ Free Wi-Fi โดยทางผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละเจ้านิยมทำโปรโมชั่น Free Wi-Fi เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้งานเครือข่ายของตน

3G

เมื่อมี Wi-Fi แล้วจะมี 3G ไปทำไม ? ก็เพราะว่า Wi-Fi นั้นเป็นการเชื่อมต่อในระยะไม่ไกลนัก เมื่อเราต้องเดินทางในระยะไกลเป็นกิโลเมตร สัญญาณ Wi-Fi จะส่งไปไม่ถึง และถ้าจะให้สัญญาณ Wi-Fi ครอบคลุมทุกจุด ต้องตั้งเสาสัญญาณ Wi-Fi อีกเยอะมากซึ่งไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้นเทคโนโลยี 3G จึงได้เข้ามาแทนที่ โดย 3G จะมีรัศมีในการส่งสัญญาณเป็นระยะทางในหลักกิโลเมตร โดยมีความเร็วในการรับ-ส่งสัญญาณน้อยกว่า Wi-Fi แต่ก็มากกว่า EDGE/GPRS

การสังเกตว่าอุปกรณ์มือถือ/แท็บเล็ตหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณรองรับ 3G หรือไม่ ต้องมีองค์ประกอบดังนี้

  • รองรับการใช้งานซิมการ์ด
  • มีช่อง/ถาดใส่ซิมในตัว
  • รองรับการใช้งานข้อมูลเครือข่าย (package data)

*** บางรุ่นอาจจะต้องติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อให้ใช้งานซิมการ์ดได้ (ไม่มีช่องใส่ซิมการ์ดในตัว)

การเปิดใช้งาน 3G (package data) นั้นมีค่าใช้จ่าย โดยผู้ให้บริการจะเรียกเก็บโดยอ้างอิงจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้บนซิมการ์ด มีค่าบริการและแพคเกจราคาที่แตกต่างกัน (โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากผู้ให้บริการเครือข่ายโดยตรง) โดยผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละเจ้าในประเทศไทยนั้นใช้คลื่นความถี่ 3G ที่แตกต่างกัน จึงต้องดูรายละเอียดสเปคเครื่องให้แน่ชัดว่ารองรับ 3G ที่ึความถี่ใดบ้าง (850, 900, 1800, 1900, 2100MHz) 

การใช้งาน 3G บนมือถือ-แท็บเล็ตผ่านซิมการ์ดนั้นใช้ซิมแบบธรรมดาทั่วไป แต่จะมีซิมการ์ดบางอันเป็นแบบ Net SIM (Internet SIM) ซึ่งอาจจะมีหมายเลขโทรศัพท์หรือไม่มีก็ได้ โดย Net SIM ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือหรือผ่าน AirCard โดยเฉพาะ และ Net SIM บางอันก็ใช้โทรศัพท์ได้ บางอันก็ใช้เล่นอินเทอร์เน็ตได้อย่างเดียวเท่านั้น

วิธีเปิดใช้งาน 3G บนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต นั้นคล้ายกับการเปิดใช้งาน Wi-Fi แต่ต่างกันที่ไม่ต้องใส่รหัสผ่าน โดยผู้ใช้ต้องเข้าไปที่เมนูการจัดการเครือข่ายและการเชื่อมต่อ และทำการเปิดใช้งานเครือข่ายมือถือ 3G (Package data)

เมื่อเข้าใช้งาน 3G ได้ ก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เช่นเดียวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi แต่ต่างกันตรงที่ 3G มีการคิดค่าบริการและมีพื้นที่ให้บริการครอบคลุมมากกว่านั่นเองครับ และถ้าตั้งค่าเครือข่ายอัตโนมัติไว้บนมือถือ-แท็บเล็ต เมื่อเล่นอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ที่มีสัญญาณ 3G อ่อนมากๆ ระบบค้นหาสัญญาณในโทรศัพท์มือถือ-แท็บเล็ตก็จะนำเทคโนโลยี EDGE/GPRS มาใช้เล่นอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติครับ

สรุปสั้นๆ คือ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตส่วนใหญ่มักจะถูกติดตั้งตัวรับสัญญาณ Wi-Fi มาให้ในตัว เพื่อให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายอย่างสะดวก แต่การเลือกใช้เครือข่าย Wi-Fi (ที่บ้าน, ที่ทำงาน, ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ) นั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ที่ต้องเข้าไปตั้งค่าและใส่รหัสผ่าน

ส่วนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตทีั่รองรับสัญญาณ 3G ได้นั้นจะต้องสามารถใส่ซิมการ์ดเพื่อเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการเครือข่าย และเรียกใช้งานบริการข้อมูล 3G (package data) ซึ่งโดยทั่วไปมือถือ-แท็บเล็ตที่รองรับ 3G จะมีราคาตัวเครื่องสูงกว่าแบบรองรับ Wi-Fi เพียงอย่างเดียว เนื่องจากรุ่น 3G จะมีทั้งตัวรับสัญญาณ 3G และตัวรับสัญญาณ Wi-Fi ติดตั้งอยู่ในเครื่อง

การเปิดใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน 3G มีค่าใช้จ่าย (ขึ้นอยู่กับแพคเกจที่ผู้ใช้เลือกจากผู้ให้บริการเครือข่าย) มือถือ-แท็บเล็ตบางเครื่องก็รองรับ 3G ทุกเครือข่าย บางเครื่องก็รองรับเฉพาะบางเครือข่าย ผู้ใช้ควรศึกษาสเปคของเครื่องและสอบถามผู้ขายอีกครั้งหนึ่งเพื่อความแน่ใจครับ

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

สินค้าออนไลน์ONLINE STORE

    หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Thu, 21 Sep 2017 13:15:34 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)