หากจะกล่าวถึงปัจจัยในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่องในปัจจุบันคงจะหนีไม่พ้นเรื่องความละเอียดของหน้าจอแสดงผลที่เป็น 1 ในปัจจัยหลักสำหรับการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนของใครหลายคนอย่างแน่นอน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสมาร์ทโฟนในราคาระดับเดียวกัน รุ่นไหน แบรนด์ไหนจะมีหน้าจอที่คมชัดและสวยกว่ากัน?

หลายคนคงเคยได้ยินหรือได้เห็นคำว่า " PPI (Pixel Per Inch)" ซึ่งเกี่ยวข้องกับจอแสดงผลกันมาบ้าง ที่ในช่วงหลังๆ มานี้ผู้ผลิตมือถือแต่ละแบรนด์ต่างกล่าวถึงกันมากขึ้น ต่างจากเมื่อสมัยก่อนที่มักจะกล่าวถึงเรื่องของ CPU (Quad-core, Dual Core ฯลฯ) ในการโปรโมตผลิตภัณฑ์มากกว่า ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักคำว่า " PPI" กันให้มากขึ้นอีกนิด

ค่า PPI หรือ Pixel Per Inch นั้นมักจะใช้บอกถึงความละเอียดภาพที่แสดงผลบนหน้าจอแสดงผลในแง่ของจำนวนเม็ดพิกเซลต่อพื้นที่แสดงผลขนาด 1 ตารางนิ้ว ยกตัวอย่างเช่น มือถือแบรนด์หนึ่งมีหน้าจอความละเอียด 440 PPI นั้นหมายความว่าในพื้นที่หน้าจอขนาด 1 ตารางนิ้วนั้น จะมีเม็ดพิกเซลเล็กๆ เรียงกันถึง 440 พิกเซลเลยทีเดียว หากเปรียบเป็นการปลูกข้าว ก็เท่ากับว่าในพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว นั้นมีต้นข้าวปลูกอยู่ถึง 440 ต้นนั้นเอง

ค่า PPI ยิ่งมากยิ่งดีจริงหรือ?

ตามทฤษฎีแล้วค่า PPI ที่มากกว่าน่าจะมีหน้าจอที่สวยและคมชัดกว่านั้นเอง แต่....จริงๆ แล้วไม่ได้มีแค่นั้น

Steve Jobs เคยบอกไว้ว่าตาของมนุษย์เรานั้นมีขีดจำกัดในความสามารถแยกแยะความละเอียดของหน้าจอได้เต็มที่ระดับ 326 PPI เท่านั้น (เป็นที่มาของชื่อ Retina Display ที่ใช้เรียกหน้าจอของ Apple ที่มีความละเอียดระดับสูงสุดที่สายตามนุษย์แยกออก) ดังนั้นถ้าเป็นไปตามที่ Steve jobs กล่าวไว้ นั้นหมายความว่าหากเรานำหน้าจอแสดงผลสองชิ้นมาเทียบกัน ซึ่งแต่ละชิ้นมีค่า PPI ไม่เท่ากันและต่ำกว่า 326 PPI เราจะสามารถเห็นถึงความแตกต่างของการแสดงผลบนหน้าจอได้

ในทางกลับกันถ้าหน้าจอมีค่า PPI เกิน 326 PPI เมื่อมองด้วยตาเปล่าเราจะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของการแสดงผลได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น หน้าจอ iPhone 5 (326 PPI) เทียบกับ HTC One (468 PPI) แม้ HTC One จะมีค่า PPI มากกว่า iPhone 5 แต่เราก็ไม่สามารถแยกความต่างได้ชัดเจนเนื่องจากความละเอียดเลยระดับสูงสุดที่สายตามนุษย์แยกออก (326 PPI) ไปแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม คุณภาพของจอแสดงผล ความสวยงามและความคมชัดของจอแสดงผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับความละเอียดพิกเซลเพียงอย่างเดียว โดยจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน (เช่น ชนิดและเทคโนโลยีของหน้าจอที่ใช้ (IPS, AMOLED ฯลฯ), ระดับความสว่าง, คุณภาพในการผลิต, ปริมาณการใช้พลังงาน เป็นต้น)

แล้วเราจะรู้ค่า PPI นี้ได้อย่างไร? โดยส่วนมากแล้วทางผู้ผลิตจะบอกมาในสเปกของเครื่องอยู่แล้วแต่เราก็สามารถคำนวณหาค่า PPI ได้จากสูตรทางคณิตได้เช่นกัน
ค่า PPI = (Squt(ความกว้าง2+ ความยาว2)) / ขนาดหน้าจอ (นิ้ว)
เช่น iPhone 5 มีความละเอียดหน้าจอ 1136x640 พิกเซล มีขนาดหน้าจอ 4 นิ้ว หากแทนลงสูตรการหาค่าทางคณิตจะได้เป็น (Squt(11362+6402))/4 = 326 ppi นั้นเอง

สุดท้ายแล้วค่า PPI เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนได้ตรงความต้องการมากขึ้นเท่านั้น แต่ท้ายสุดแล้วเราควรจะเลือกซื้อในรุ่นที่เราชอบและตอบโจทย์ในการใช้งานในชีวิตประจำวันของเราได้มากกว่า เพื่อการใช้งานที่คุ้มค่าและมีความสุขไปกับมันไปนานๆ

 

RELATED TO:

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Sat, 25 Mar 2017 07:45:14 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)