ถ้าจะให้บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของแบรนด์โทรศัพท์มือถือที่มีประวัติอันยาวนานคงต้องมีแบรนด์ Nokia รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งในครั้งนี้จะขอย้อนเวลากลับไปเพื่อบอกเล่าประวัติความยิ่งใหญ่ที่ผ่านมาของแบรนด์ Nokia ว่ากว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้นั้นต้องผ่านและพบเจอกับอุปสรรคอะไรกันบ้างจนสามารถยืนหยัดอยู่ในวงการโทรศัพท์มือถือจนถึงปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ซึ่งจะมีซักกี่คนที่ทราบว่าโทรศัพท์มือถือแบรนด์ดังอย่าง Nokia นั้นไม่ได้เริ่มต้นธุรกิจจากบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือแต่เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ

 

  • ซึ่งในปี ค.ศ. 1865 บริษัท Nokia ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยวิศวกรนามว่า Fredrik Idestam โรงงานตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่มีชื่อว่า Nokia ในประเทศฟินแลนด์ และบริษัท Nokia นั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้กลายเป็นโรงงานผลิตเยื่อกระดาษรายใหญ่ทันที

  • ปี ค.ศ. 1867 เจ้าของบริษัท Nokia ได้คิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อเข้าร่วมแข่งขันในงาน Paris Wood Exposition ที่จัดขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งผลปรากฏว่าได้รับรางวัลเหรียญทองแดง ทำให้ทางบริษัท Nokia มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

  • ปี ค.ศ. 1902 ทางบริษัท Nokia ได้ขยายธุรกิจของตัวเองจากโรงงานผลิตเยื่อกระดาษไปสู่ธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทาง Nokia นั้นก็ได้เริ่มสร้างโรงผลิตไฟฟ้าขึ้นเอง
  • ในปี ค.ศ. 1903 ต่อมาในช่วงสงคราม โลกครั้งที่ 1 ธุรกิจการส่งออกกระดาษของ Nokia ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจนประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันนั่นเองธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้ากลับเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมากในประเทศฟินแลนด์ ทำให้ช่วยพยุงกิจการด้านกระดาษที่ขาดทุนอย่างสูงไว้ได้
  • ปี ค.ศ. 1918 บริษัท Finnish Rubber Works (FRW) ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตภัณฑ์ยางในประเทศฟินแลนด์ และเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของโรงงานผลิตไฟฟ้าของ Nokia ได้เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนรายใหญ่ของ Nokia หลังจากที่ไม่สามารถรองรับการขาดทุนของธุรกิจได้ จนต้องตกไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท FRW ต่อจากนั้นมา

  • ปี ค.ศ. 1922 บริษัท Cable Works ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านสายเคเบิล และสายโทรศัพท์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Nokia จากความสนใจของ บริษัท FRW แม้จะมีความหลากหลายของธุรกิจที่รวมเข้าด้วยกันแต่ Nokia ก็ยังคงผลิตสินค้าออกมาทั้ง 3 ประเภท เช่น กระดาษ ผลิตภัณฑ์ยาง (รองเท้ายาง, ยางรถยนต์) และสายเคเบิล โดยสินค้าทั้งหมดออกจำหน่ายในนามของ Nokia อีกด้วย

  • ต่อมาในปี ค.ศ. 1960 ทาง Nokia เริ่มขยายธุรกิจของตัวเองอีกครั้งด้วยการก่อตั้งแผนกอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา ซึ่งหลังจากการก่อตั้งในครั้งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของ Nokia ในอนาคตอีกด้วย
  • ปี ค.ศ. 1979 ทาง Nokia ได้เริ่มต้นเข้าสู่วงการธุรกิจสื่อสารด้วยการก่อตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Mobira ซึ่งเป็นการร่วมทุนกันระหว่าง Nokia และบริษัทผู้ผลิตทีวีชั้นนำในยุคนั้นอย่าง Salora

  • ปี ค.ศ. 1981 เป็นจุดเริ่มต้นของทาง Nokia อย่างแท้จริงด้วยการเปิดตัวระบบเครือข่ายโทรศัพท์ที่มีชื่อว่า Nordic Mobile Telephone (NMT) ซึ่งถือว่าเป็นระบบโทรศัพท์ในยุคของ 1G (first-generation) บนย่านความถี่ 450MHz
  • ปี ค.ศ. 1982 ทาง Nokia ได้เปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่ตัวแรกที่นำมาประยุกต์ใช้บนรถยนต์ในชื่อรุ่น Mobira Senator และในปีเดียวกันนี้ทาง Nokia ยังได้เปิดตัว Nokia DX200 ชุมสายโทรศัพท์แบบดิจิตอลและเป็นบริษัทแรกที่เริ่มต้นใช้อีกด้วย

 

  • ปี ค.ศ. 1984 ทาง Nokia ยังคงไม่หยุดยั้งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และได้เปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่นำมาประยุกต์ใช้บนรถยนต์รุ่นใหม่ในชื่อรุ่น Mobira Talkman

  • ปี ค.ศ. 1987 Nokia ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่น Mobira Cityman ที่ชูจุดเด่นด้วยขนาดที่เล็กลงเป็นอย่างมาก จนสามารถถือได้ด้วยมือเดียว และมีน้ำหนักเพียง 800 กรัม ซึ่งมีราคาในการวางจำหน่ายขณะนั้นที่ 180,200 บาท (£3,400)

  • ปี ค.ศ. 1991 นายกรัฐมนตรีประเทศฟินแลนด์ นามว่า "Harri Holkeri" ได้มีนโยบายให้สร้างมาตรฐานเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือขึ้น ซึ่งเรารู้จักกันดีในชื่อ GSM ที่ย่อมาจาก Global System for Mobile Communications โดยระบบดังกล่าวถูกสร้างขึ้นด้วยอุปกรณ์ของบริษัท Nokia อีกด้วย

  • ปี ค.ศ. 1992 ทาง Nokia ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นแรกที่รองรับคลื่น GSM ในชื่อรุ่น Nokia 1011 โดยประธานบริหารของ Nokia ในขณะนั้นอย่าง Jorma Ollila ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า "เขาจะมุ่งเน้นพัฒนาโทรศัพท์มือถือและระบบการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้นอีกเพื่ออนาคตอีกด้วย"

  • ปี ค.ศ. 1994 ทาง Nokia ยังได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือซีรีย์ 2100 ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่มาพร้อมเสียงริงโทน Nokia Tune อีกทั้ง Nokia ยังตั้งเป้ายอดจำหน่ายของรุ่นนี้ไว้ที่ 400,000 เครื่องทั่วโลก แต่วางจำหน่ายจริงสามารถทำยอดขายได้มากถึง 20 ล้านเครื่องทั่วโลกอีกด้วย

  • ปี ค.ศ. 1998 ทาง Nokia ได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำระดับโลกในตลาดโทรศัพท์มือถือ
  • ปี ค.ศ. 1999 Nokia ยังคงแสดงความเป็นผู้นำอยู่เช่นเดิม ด้วยการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่น Nokia 7110 ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่รองรับคุณสมบัติการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์มือถือ โดยการรองรับเทคโนโลยี Wireless Application Protocol (WAP)

  • ปี ค.ศ. 2000 Nokia ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือด้วยการเปิดตัว Nokia 3310 ซึ่งถือเป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดรุ่นหนึ่งด้วยยอดขาย 126 ล้านเครื่องทั่วโลกอีกด้วย

  • ปี ค.ศ. 2001 Nokia ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมกล้องถ่ายรูป ในชื่อรุ่น Nokia 7650 ที่มีระบบปฏิบัติการ Symbian OS อีกด้วย และรุ่นดังกล่าวได้ถูกนำไปโปรโมทบนภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่างเรื่อง Minority Report

  • ปี ค.ศ. 2002 Nokia ยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่รองรับการบันทึกวิดีโอได้ ในชื่อรุ่น Nokia 3650 และในปีเดียวกันนี้ทาง Nokia ยังได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นแรกที่สามารถรองรับเทคโนโลยี 3G ในชื่อรุ่น Nokia 6650 เพื่อการใช้งานด้านความบันเทิงที่ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

  • ปี ค.ศ. 2003 Nokia ได้สร้างปรากฏการณ์บนโลกโทรศัพท์มือถืออีกครั้งด้วยการเปิดตัว Nokia N-GAGE ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Symbian 6.1 ที่รองรับการเล่นเกมส์เต็มรูปแบบ พร้อมด้วยฟังก์ชั่นด้านความบันเทิงที่ครบครัน

  • ปี ค.ศ. 2004 Nokia ยังคงเป็นผู้นำในตลาดโทรศัพท์มือถือด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 35% แต่ทาง Nokia ยังคงพอใจแม้ว่าจะตั้งเป้าไว้ที่ 40% ก็ตาม
  • ปี ค.ศ. 2005 Nokia สามารถจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ รุ่น Nokia 1100 ในประเทศไนจีเรียได้มากถึงหลักพันล้านเครื่อง และสามารถทำยอดจำหน่ายทั่วโลกแตะหลักสองพันล้านเครื่องด้วยเช่นกัน

  • ปี ค.ศ. 2007 ทาง Nokia ได้เรียกคืนโทรศัพท์กว่า 46 ล้านเครื่องเนื่องจากพบว่าแบตเตอรี่อาจจะมีข้อผิดพลาด ซึ่งจังหวะนั้นคู่แข่งอย่าง Apple ได้ออกมาเปิดตัว iPhone พอดิบพอดี
  • ปี ค.ศ. 2008 ยอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือของ Nokia ทำได้ลดลง เนื่องจากในปีดังกล่าวในช่วงไตรมาสที่ 3 ทาง Nokia ทำได้เพียง 30% ซึ่งคิดเป็น 3.1% ของไตรมาสนี้ แต่ในขณะเดียวกันยอดจำหน่าย Apple iPhone มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 327.5% อีกด้วย
  • ปี ค.ศ. 2009 Nokia ได้ประกาศปลดพนักงานจำนวน 1,700 อัตราทั่วโลกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของบริษัท เนื่องมาจากยอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบกว่าทศวรรษอีกด้วย
  • ปี ค.ศ. 2010 ได้มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอย่าง iPhone และ Android ทำให้อนาคตของบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia เริ่มสั่นคลอน โดยทาง Nokia ได้แต่งตั้งอดีต CEO ของทาง Microsoft นามว่า Stephen Elop เพื่อเข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ของบริษัท Nokia อีกด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ดีทาง Nokia ยังคงมีแผนปลดพนักงานจำนวน 1,800 อัตรา แม้ว่าผลกำไรจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

  • ปี ค.ศ. 2011 Stephen Elop ได้กล่าวเตือนพนักงานด้วยประโยคที่ว่า "พวกเรากำลังยืนอยู่ท่ามกลางสงครามของแพลตฟอร์ม" และหลังจากนั้นทาง Nokia ได้ประกาศร่วมมือกับทาง Microsoft เพื่อเข้าชิงชัยสงครามแพลตฟอร์มกับทาง Apple และ Google Android อีกด้วย ต่อมาทาง Nokia ยังคงมีแผนปลดพนักงานอีกราว 4,000 อัตรา จากพนักงานทั่วโลกที่มีทั้งหมด 65,000 คน เนื่องจากตลาดของสมาร์ทโฟนถูกครอบงำโดย Samsung และ Apple ทำให้ยอดจำหน่ายของ Nokia ลดลงเป็นอย่างมาก
  • ปี ค.ศ. 2012 ทาง Nokia ได้ปลดพนักงานอีกราว 4,000 อัตรา และย้ายโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนไปยังฝั่งเอเชีย และในปีเดียวกันนี้ทาง Nokia ยังประกาศปิดโรงงานผลิตในประเทศฟินแลนด์อีกด้วย

  • ปี ค.ศ. 2013 Nokia ได้กลับมามีผลกำไรเพิ่มขึ้นหลังจากหยุดชะงักมานานถึง 18 เดือน และต่อมาถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ซึ่งทาง Microsoft ประกาศเข้าซื้อส่วนธุรกิจโทรศัพท์มือถือของ Nokia ด้วยมูลค่าสูงถึง 7.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

  • และปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นปีของ Nokia ด้วยเช่นกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงในตระกูล Lumia ไปแล้วมากมายหลายรุ่น และยังมีฟีเจอร์โฟนตระกูล Asha รวมถึงล่าสุดทาง Nokia ยังได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีย์ใหม่ที่รันบนระบบปฏิบัติการ Nokia X Software Platform และในอนาคตทาง Nokia จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกบ้างหรือจะมีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่มาเขย่าวงการอีกหรือไม่ต้องรอดูกันต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Mon, 29 May 2017 20:31:16 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)