สัญลักษณ์หรือโลโก้ของแบรนด์แต่ละแบรนด์นั้น ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของบริษัทแต่ละบริษัทเลยก็ว่าได้ และยังเป็นจุดสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตัวบริษัท สินค้า และผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกันอีกด้วย แต่เชื่อว่าอาจมีอีกหลายๆ คนคงเคยสงสัยหรือไม่รู้ว่าโลโก้ของบริษัทต่างๆ ที่เราเคยเห็นนั้นมีที่มาอย่างไร หรือมีความหมายอย่างไรกันแน่ ทำไมถึงดีไซน์ออกมาแบบนี้ วันนี้เรามีคำตอบส่วนหนึ่งมาฝากกันกับโลโก้ของ 5 แบรนด์ดังในแวดวง IT

เริ่มกันที่ Google Inc.

บริษัท Google ที่หลายๆ คนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีนั้น มีโลโก้บริษัทเป็นตัวอักษรคำว่า Google ซึ่งแต่ละตัวอักษรมีการแต่งเติมสีสันให้ดูแตกต่างกัน โดยทาง Google ต้องการที่จะสื่อให้เห็นถึงความแตกต่างทางด้านความคิด และความสนุก (Playfulness) ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งสัญลักษณ์ใดๆ นั้นเอง และมีการเติมความสนุกในรูปแบบของสีเข้ามา

และจะเห็นว่าสีทั้งหมดในโลโก้ของ Google นั้นจะเป็นแม่สีทั้งหมดยกเว้นตัวอักษรเพียงตัวเดียวคือตัว “ L ” ที่เป็นสีเขียว โดยสีเขียวนั้นเป็นสีที่ได้จากการผสมของแม่สี (secondary color) และนั้นเองเป็นอีกสิ่งที่ทาง Google พยายามจะสื่อถึงบุคลิกอีกตัวตนของบริษัทที่ไม่สามารถใช้กฎเกณฑ์ใดๆ มาเปลี่ยนแนวทางของบริษัทได้ เพราะขนาดตัว L บนโลโก้ของบริษัทยังไม่สามารถเปลี่ยนไปตามกฎได้เลย

Android (หุ่นเขียว)

ระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์พกพาอันเลื่องชื่อของ Google "Android OS" มาพร้อมโลโก้เป็นรูปหุ่นยนต์สีเขียว โดยโลโก้หุ่นยนต์สีเขียวนี้มีที่มาจาก Irina Blok นักออกแบบที่เคยทำงานกับ Google เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเขากับเพื่อนได้รับมอบหมายให้ออกแบบโลโก้หรือสัญลักษณ์ที่จะสามารถสื่อให้ผู้คนที่เห็นนึกถึงหุ่นยนต์ได้ทันที โดยเธอได้เริ่มความคิดในการออกแบบจากการดูของเล่นต่างๆ ที่เป็นแนวอวกาศและวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่จะสามารถช่วยให้เธอได้ไอเดียในการออกแบบได้

จนในที่สุดเธอได้ไปสะดุดกับสัญลักษณ์ของห้องน้ำที่เป็นรูปตัวละครผู้ชายและผู้หญิงเปลือยเปล่า เธอจึงได้นำแรงบันดาลใจนั้นมาออกแบบโลโก้หุ่นยนต์ ด้วยการนำมาเติมเสาอากาศ และปรับแต่งๆ ต่าง จนเธอและทีมงานเห็นพ้องร่วมกันว่าโลโก้ที่จะมาเป็นสัญลักษณ์ของระบบปฏิบัติการ Android นั้นต้องสื่อถึงการทำงานร่วมกันที่ทุกคนในโลกสามารถปรับแต่งได้ตามใจต้องการเหมือนที่ Android OS เป็นนั้นเอง จนในที่สุดก็ได้เป็นโลโก้หุ่นยนต์สีเขียวแบบในปัจจุบันที่ไม่ว่าใครก็สามารถนำไปปรับแต่งให้เป็นรูปแบบต่างๆ ตามที่หลายคนต้องการได้ ตามเจตนารมณ์ในการออกแบบของเธอ

Apple

Apple Inc. เป็นอีก 1 บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการ IT ทีหลายๆ คนรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของบริษัทที่เป็นรูปผลแอปเปิ้ลแหว่งนั้นเอง ซึ่งก่อนจะมาเป็นรูปผลแอปเปิ้ลแหว่งแบบในปัจจุบันนั้น ทาง Steve Jobs เคยได้ใช้โลโก้ของบริษัทมาแล้ว 2-3 แบบ โดยทาง Ronald Wayne เป็นผู้ออกแบบโลโก้แรกที่เป็นรูปของ เซอร์ ไอแซก นิวตันนั่งอยู่ใต้ต้นไม้และมีแอปเปิ้ลตกลงบนหัวให้กับ S. Jobs ตามข้อตกลงร่วมที่จะใช้ชื่อบริษัทว่า "Apple"

ต่อมาเมื่อบริษัทเริ่มขยายใหญ่ขึ้น S. Jobs จึงว่าจ้าง Rob Janoff เป็นผู้ออกแบบโลโก้ใหม่ให้กับบริษัท แต่หลังจากได้เลือกใช้โลโก้เป็นรูปแอปเปิ้ลคาดด้วยสีสันต่างๆ แล้ว กลับให้ผลตรงกันข้ามผู้บริโภคหลายๆ คนกลับมองว่าเป็นลุกเชอรี่บ้าง ลูกมะเขือเทศบ้าง ทาง R. Janoff จึงกลับไปออกแบบใหม่ด้วยการทำให้ผลแอปเปิ้ลมีรอยแหว่งเหมือนโดนกัด และคำว่ากัด (Bite) ในภาษาอังกฤษก็พ้องเสียงกับคำว่า Byte ที่เป็นหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ด้วยนั้นเอง และทาง S. Jobs ก็เลือกใช้โลโก้แอปเปิ้ลแหว่งเป็นโลโก้ของบริษัทเรื่อยมาจนปัจจุบัน

Sony

เป็นอีกบริษัทที่เมื่อเอยชื่อ ผู้ใช้งานหลายๆ คนมันจะนึกถึงอุปกรณ์ที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ในแวดวง IT สำหรับชื่อและโลโก้ของ Sony นั้นยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าจริงๆ แล้วมีที่มาอย่างไรกันแน่ แต่หากอ้างอิงจากข้อมูลที่ลงในนิตยสารฮิฮิ ฉบับที่ 13 จะสามารถชี้ได้ว่าคำว่า Sony ที่ใช้เป็นโลโก้ของบริษัทในทุกวันนี้มีที่มาอย่างไร

Sony เป็นแบรนด์สินค้าจากประเทศญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกแบรนด์หนึ่งเลยก็ว่าได้ โดยคุณมาซารุ อิบุกะ และ อากิโอะ โมริตะ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมา และนำชื่อ SONY มาใช้ โดยเป็นคาดกันว่าน่าจะเกิดจากการผสมของคำว่า Sonus ที่ในภาษาละตินมีความหมายว่า เสียง, Sunny มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า อากาศดี และ Sonny boys ที่เป็นศัพท์สแลงในภาษาญี่ปุ่น มารวมเข้าด้วยจนเกิดเป็นคำว่า Sony ที่เป็นคำที่ไม่มีความหมายในภาษาใดๆ เลย แต่ผู้คนทั่วโลกและเกือบทุกภาษารู้จักคำนี้เป็นอย่างดี

Amazon

บริษัทด้าน Shop Online รายใหญ่ของโลกที่หลายๆ คนอาจคุ้นเคยหรือใช้งานกันบ่อยๆ สำหรับโลโก้ของ Amazon นั้นมีลักษณะเป็นคำว่า Amazon.com และตามด้วยรอยยิ้มด้านล่าง หากเราสังเกตดีๆ ในโลโก้ของ Amazon นั้นจะมีรอยยิ้มลักษณะเหมือนลูกศรที่ชี้จาก A ไป Z ซึ่งนั้นมาจากความหมายที่ทาง Amazon ตั้งใจจะสื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่า ทาง Amazon มีทุกอย่างที่คุณต้องการตั้งแต่ A ถึง Z เลยนั้นเอง

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Mon, 24 Apr 2017 06:38:05 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)