ย้อนเวลากลับไปในอดีตแบรนด์ที่ต้องบอกว่าได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในบ้านเราอย่างกว้างขวาง สำหรับอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์มือถือ เชื่อว่าหลายคนไม่ลืมแบรนด์ "BlackBerry" กันแน่นอน โดยเรามักนิยมเรียกกันว่า "BB" จุดเด่นที่ทำให้แบล็คเบอร์รี่สามารถประสบความสำเร็จในช่วงสมัยนั้นคือ แอพฯ BlackBerry Messenger (BBM) ที่นำโลกใบใหญ่มาย่อไว้ภายในอุปกรณ์ขนาดเล็ก และสุดท้ายก็ได้กลายมาเป็นฟีเจอร์ยอดฮิตภายในระยะเวลาไม่นาน และบริษัทก็รุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ด้านเทคโนโลยีก็พัฒนาตามไปไม่มีหยุดอยู่ที่เดิม ส่งผลให้ถ้าปรับตัวไม่ทัน หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่คาดการณ์ล่วงหน้า จึงทำให้ถึงจุดจบได้ในที่สุด ดังนั้นเรามาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของแบรนด์นี้ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงยุติบทบาทการทำสมาร์ทโฟน 

ทว่าก็ยังมีหลายคนยังไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนแบล็คเบอร์รี่มีที่มาที่ไปอย่างไร, ผู้ก่อตั้งคือใคร ปีใด หรือว่าทำไมถึงจะต้องตั้งชื่อบริษัทว่า "BlackBerry" เพราะฉะนั้นมาดูกันว่าทำไม...?

สำหรับบริษัท BlackBerry เดิมทีไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แต่ได้ใช้ชื่อบริษัทว่า "Research In Motion" (RIM) ซึ่งบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไร้สายก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1984 หรือ พ.ศ. 2527 จากชายทั้ง 2 คนนามว่า Mike Lazardis (ประธาน) และ Douglas Fregin (รองประธาน) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองวอเตอร์ลู รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา


Mike Lazardis (คนซ้าย) และ Douglas Fregin (คนขวา)

4 ปีต่อมาได้กลายเป็นเจ้าแรกในทวีปอเมริกาเหนือที่สามารถพัฒนาการส่งข้อมูลไร้สายเป็นผลสำเร็จ ตามมาด้วยอุปกรณ์อื่นๆ และในปีค.ศ. 1996 ไฮไลท์ผลิตภัณฑ์จาก RIM ก็คือเพจรุ่น Inter@ctive Pager 900 ที่มีความสามารถสื่อสาร 2 ทางคือ ทั้งการรับ-การส่งข้อความ (Two-way Messaging) จึงทำให้ไม่ต้องไปฝากข้อความกับโอเปอเรเตอร์อีกแล้ว พร้อมยังสามารถใช้งานข้อความอิเล็กทรอกนิกส์ หรือ E-mail ส่งผลให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในทวีปอเมริกา และทวีปยุโรป

2 ปีต่อมา (ปีค.ศ. 1998) RIM เปิดตัวเพจเจอร์  "RIM 950" ซึ่งพัฒนาให้สามารถส่งข้อมูลรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ขนาดเล็กลงกว่าเดิม จับถือได้สะดวกมือ และในปีเดียวกันบริษัทยังได้รับรางวัลต่างๆ รวมถึงพาร์ทเนอร์หรือพันธมิตรทางธุรกิจอีกหลายราย ก็ถือว่าเป็นยุคทองของบริษัทเลยทีเดียว หลังจากเข้าตลาดหุ้นไปเมื่อปีที่แล้ว


RIM 950

และเมื่อปี.ศ.ศ. 1999 ทางบริษัท RIM ได้เปิดตัว "RIM 850" โดยมีหน้าตาคล้ายกับรุ่น 950 แต่แตกต่างตรงที่ใช้คลื่นความถี่ไม่เหมือนกัน ในขณะที่ความสามารถอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาเหมือนกันคือ รับส่งข้อความ, อีเมล์, นาฬิกาปลุก, ปฏิทิน, เครื่องคิดเลข เป็นต้น


RIM 850

สำหรับ RIM 850 ก็ยังมีอีกชื่อหนึ่งก็คือ BlackBerry 850 (อ้างอิงจากเว็บไซต์ crackberry.com) แต่ได้เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมถึงต้องตั้งชื่อว่า "BlackBerry"....?

ซึ่งจุดเริ่มต้นก่อนจะใช้ชื่อสุดน่ารักอย่าง BlackBerry เดิมทีนั้นบริษัท RIM ได้ว่าจ้างบริษัท Lexicon Branding ผู้รับจ้างการคิดแบรนด์ให้กับผลิตภัณฑ์โดยทาง RIM กำหนดข้อแม้ว่าต้องหลีกเลี่ยงคำว่า "E-mail" เพราะมีผลวิจัยว่าทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อีกทั้งต้องเป็นชื่อที่รู้สึกไพเราะเมื่อได้ฟัง ดังนั้นทีมงานจึงนึกถึงผลไม้ BlackBerry ขึ้นด้วยเหตุผลที่ว่ารูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์มีแผงปุ่มคียบอร์ด QWERTY เหมือนกับพวงของผลไม้ดังกล่าวประกอบกับเฉดสีเครื่องก็มีสีดำสนิท (ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ cio.com.au)

อย่างไรก็ดีบริษัท RIM ก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนออกมาวางจำหน่ายต่อเนื่องพร้อมใช้ชื่อ BlackBerry ทำตลาดโดยตลอด ก่อนที่ปีค.ศ. 2013 งาน BlackBerry 10 ผู้บริหาร Thorsten Heins ก็ได้ประกาศภายในงานว่าบริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น BlackBerry อย่างเป็นทางการพร้อมระบุไม่ยอมถอยในวงการนี้แน่นอนโดยได้กำหนดกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจภายใต้แคมเปญ "One brand. One promise" เพื่อกลับมาทวงคืนผู้นำตลาดอีกครั้งหนึ่ง

BlackBerry ยังคงเดินหน้าทำตลาดสมาร์ทโฟนสู่ตลาดให้เหล่าสาวกโดยตลอด ภายในงาน MWC 2015 ก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ "BlackBerry Leap" ทว่าเป็นแบบหน้าจอสัมผัสไม่มีแผงปุ่มกด QWERTY อย่างที่เคยมีมาเหมือนรุ่นก่อนๆ โดยมีราคาเปิดตัว $275 หรือประมาณ (8,895 บาท) > ค่าเงินต่างจากในปัจจุบัน คลิกอ่านข่าวเปิดตัว : Siamphone.com

สเปกเบื้องต้นของรุ่นนี้

  • ขนาดตัวเครื่อง : 144 x 72.8 x 9.5 มม.
  • ระบบปฏิบัติการ : BlackBerry OS 10.3.1
  • หน้าจอ : ขนาดกว้าง 5 นิ้ว ความละเอียด 720p
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon S4 CPU Dual Core 1.5GHz
  • Ram : 2GB DDR2
  • Rom : 16GB eMMC
  • MicroSD Card สูงสุด : 128GB
  • กล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ไฟแฟลช แตะเพื่อโฟกัส รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุด 1080p พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหว
  • กล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ : 2800 mAh

นอกจากเปิดตัวรุ่นหน้าจอสัมผัสไปแล้ว ก็ยังคงไม่ลืมมนต์เสน่ห์ของตนเอง ด้วยการเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่นนามว่า BlackBerry Classic ที่ยังคงนำแป้นพิมพ์แบบปุ่มกด QWERTY มาใช้งานและมีดีไซน์ที่คงความเรียบง่ายเป็นเอกลักษณ์ โดยสเปกก็ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก

ทว่าการเปิดตัวสองรุ่นนี้กับไม่ได้สร้างความฮือฮาและแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ได้มีสเปกหรือคุณสมบัติเด่นๆ อะไรที่น่าดึงดูด แถมก็ยังมีคู่แข่งอย่าง Apple ที่เปิดตัว iPhone 6 และ iPhone 6 Plus รวมถึงด้าน Samsung Galaxy S6 & S6 edge และแบรนด์อื่นๆ เน้นจัดเต็มเรื่องสเปกและราคาถูก ส่งผลให้แบล็คเบอรี่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม 

จึงสรุปว่า BlackBerry ไม่ผิดที่คงเอกลักษณ์ของตนเองไว้ แต่การเดินเกมผิดพลาดในทิศทางการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้ต่อผู้ใช้อย่างกว้างขวาง ประกอบกับแอพพลิเคชั่นยังมีน้อยจึงทำให้ผลดำเนินธุรกิจสมาร์ทโฟนก็อยู่ในภาวะไม่กระเตืองมากนักเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ 

 

เมื่อเดินทางมาถึงเดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม ก็มีข่าวว่า BlackBerry กลับมาทำกำไรได้อีก จากการปรับกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ใหม่ ลดค่าใช้จ่ายภายในรวมถึงปรับโครงสร้างองค์กร แต่ในการปรับส่งผลให้มีปลดพนักงานออกอีก ดังนั้นหมายความว่าสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

แต่แล้วก็ถึงเวลาต้องยอมรับระบบปฏิบัติการ BlackBerry OS มาช้าไปและไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดให้ทั้ง User และนักพัฒนา จึงต้องหันไปพึ่งแพลตฟอร์มอื่นแทน นั่นคือ "แอนดรอยด์" โดยมีข่าวลือว่าสมาร์ทโฟนรุ่นต่อไปของพวกเขาจะใช้ OS ดังกล่าวในการขับเคลื่อนและเดือนเดียวกัน (มิถุนายน) นาย John Chen ก็ออกมาสร้างกระแสเพิ่มเติม โดยระบุว่าเราจะทำแอนดรอยด์โฟนแน่นอนถ้าทำให้ปลอดภัยได้ (อ้างอิง http://crackberry.com)

ผ่านไปไม่กี่เดือน BlackBerry ก็เปิดตัวแอนดรอยด์โฟนรุ่นแรกของพวกเขาอย่างเป็นทางการแล้ว ผสมผสานระหว่าง ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์กับความปลอดภัยที่ขึ้นชื่อของแบล็คเบอรรี่ แต่สเปกก็ไม่น่าประทับใจเช่นเดียวกับจุดเด่นไม่มีเลยทว่ามีราคาวางจำหน่ายสูงถึง $699 หรือประมาณ 24,xxx บาท รายละเอียดเบื้องต้นมีดังต่อไปนี้

BlackBerry Priv มีสเปกเบื้องต้นดังต่อไปนี้

  • ระบบปฏิบัติการ : แอนดรอยด์เวอร์ชั่น 5.1.1 Lollipop
  • ขนาดตัวเครื่อง : 147 (184 เมื่อสไลด์ขึ้น) x 77.2 x 9.4มม.
  • นํ้าหนัก : 192 กรัม
  • หน้าจอ : แบบ Curved ขนาดกว้าง 5.43 นิ้ว (2560 x 1440 พิกเซล) ครอบทับด้วย Corning Gorilla Glass 4
  • หน่วยประมวลผล : Snapdragon 808 CPU Hexa-Core แบบ 64 บิต (เหตุผลที่ไม่ใช้รุ่น 810 อาจเป็นเพราะปัญหาจากความร้อน)
  • GPU : Adreno 418
  • Ram : 3GB
  • Rom 32GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 2TB
  • แบตเตอรี่ : 3410 mAh รองรับการชาร์จเร็วและไร้สาย

ด้านระบบเชื่อมต่อ BlackBerry Priv จะมีดังนี้ 2G, 3G, 4G LTE, GPS, NFC, USB 2.0, Wi-Fi Direct 2x2 MIMO, Wi-Fi 802.11 b/g/n 2.4GHz - 5GHz, Bluetooth 4.1+LE และรูเสียบหูฟัง 3.5 มม.

ส่วนกล้องดิจิตอลด้านหลังจะมีความละเอียด 18 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมเลนส์ 6 ชิ้น, รูรับแสง f/2.2, เซ็นเซอร์ BSI, ระบบป้องกันภาพสั่นไหว (OIS), ไฟแฟลชคู๋ LED และระบบ PDFA (Phase Detect Auto Focus) โามารถบันทึกวีดีโอความละเอียด 4K ทั้งก็ยังมีคุณสมบัติ OIS ด้วย สุดท้ายกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมโหมด Wide Selfie และการบันทึกวีดีโอ HD

ต้องบอกก่อนว่าการที่ BlackBerry จะสามารถผลิตแอนดรอยด์โฟนรุ่นแรกของพวกเขาได้ ก็มีความยากลำบากอยู่ครับ อ่านเรื่องราว

ข้อมูลเพิ่มเติมคำว่า PRIV มาจากส่วนผสมของคำว่า สิทธิพิเศษและส่วนตัว โดยชื่อย่อดังกล่าวคือจุดเด่นที่สมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวมี ความเป็นส่วนตัวคือระบบความปลอดภัยที่แบล็คเบอรี่ออกแบบ ขณะที่สิทธิพิเศษเป็นเรื่องราวของการอัปเดต

  • ปล่อยแพตช์ความปลอดภัยให้ทุกเดือน ตามโครงการ Android Monthly Security Updates 
  • กรณีที่มีช่องโหว่ร้ายแรง บริษัทจะออก Hotfix ให้อัปเดตแก้ไขทันที

อ้างอิงข้อมูล : http://blogs.blackberry.com

เข้าสู่ช่วงท้ายปี 2015 มีบทสัมภษณ์มาเล่าสู่กันฟังครับ โดยนาย John Chen ระบุว่าเขาอาจจะทำรุ่นที่สองก็เป็นได้ในปีหน้า (2016) หากสมาร์ทโฟนรุ่นก่อนหน้านี้ BlackBerry Priv จะสามารถสร้างผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ก็ยังเล็งส่วนตลาดช่วง Mid-Range เอาไว้ด้วย (อ้างอิง)

เข้าสู่ช่วงเดือนมกราคม 2016 ผู้บริหารของบริษัทประกาศว่าสมาร์ทโฟนของพวกเขาต่อจากนี้จะเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ทั้งหมด ส่วน OS ของตนเองจะไม่มีการพัฒนาอีกต่อไป เช่นเดียวกับการออกอุปกรณ์ใหม่ๆ ด้วยระบบปฏิบัติการ BlackBerry 10 

เดือนต่อมากุมภาพันธ์ 2016 ทางบริษัทตัดสินใจปลดพนักงานออกอีกประมาณ 200 คน รวมถึงนาย Gary Klassen บิดาผู้สร้างแอพฯ แชทยอดฮิต BlackBerry Messenger หลังจากเขาทำงานมาเกือบ 16 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เพราะฉะนั้นเราลองมาทำความรู้จักแอพฯ ดังกล่าวให้มากขึ้นกันครับ

สำหรับ BlackBerry Messenger หรือ BBM มีวันเกิดวันที่ 1 สิงหาคม ปีค.ศ. 2005 โดยผู้พัฒนาคือนาย Gary Klassen เริ่มแรกการใช้งานแอพฯ เขา (Gary) ก็ได้ให้พนักงานประมาณ 100 คนทดลองดาวน์โหลดใช้งานดูขณะนั้นเป็นเวอร์ชั่น 1.0 ผลปรากฏว่าตัวแอพฯ ยังมีปัญหาอยู่บางประการเขาจึงนำจำลองสถานการณ์การแชทหลากหลายรูปแบบดู เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งสุดท้ายก็ลงตัวในระบบที่ว่านำ PIN-PIN มาแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว โดยจะเป็นตัวเลขผสมกับตัวอักษร และผู้ใช้ก็สามารถรู้ว่าข้อความของเรานั้นถูกส่งไปตอนไหน เช่นเดียวกับตอนอ่าน

และหลังจากปล่อยให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้เริ่มเล่น ก็ส่งผลให้บริษัท BlackBerry ดังเป็นพลุแตกเรียกว่าเป็นยุครุ่งเรืองเลยทีเดียว เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนของพวกเขาทำยอดขายได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อเวลาผ่านมาถึงปี ค.ศ. 2007 - ค.ศ. 2008 ทำเนียบยอดขายไม่ใช่แบล็คเบอรรี่อีกต่อไปแต่กลายเป็นรุ่นที่เข้ามาปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟนอย่าง iPhone ผสมกับแอนดรอยด์โฟนที่เริ่มเข้ามาตีตลาดมากขึ้น ส่งผลให้แบล็คเบอรรี่ถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายแอพฯ ดังกล่าวต้องเข้าไปอยู่ในตลาดของ Google Store และ App Store

อย่างไรก็ตามแอพฯ ดังกล่าวก็ครบรอบ 10 ปี ไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งถ้านับปีนี้ด้วยก็มีอายุครบ 11 ปีแล้ว รูปภาพด้านล่างคือลำดับเหตุการณ์ที่น่าสนใจของ BBM (อ้างอิง)

ต่อมาหลังปลดพนักงาน BlackBerry ส่อแวววิกฤตอีกครั้งเมื่อผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คชื่อดังทั้ง Facebook และ WhatsApp ประกาศเลิกพัฒนาแอพฯ ให้กับแบล็คเบอรรี่ อีกทั้งผลกำไรช่วงแรกของปียังลดลงอีกด้วย เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกเดียวกันของปีที่แล้ว 

ส่งผลให้แบล็คเบอรี่ต้องประกาศปรับลดราคา BlackBerry Priv ลงอีก $50 เหลือ $649 หรือว่าประมาณ 22,xxx บาท พร้อมยอมรับว่าสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวนั้นมีราคาที่สูงไปและก็เดินเกมผิดพลาดที่มุ่งขายกลุ่มรุ่นท็อปก่อน อีกทั้งระบุอีกว่าในปีนี้อาจมีสองรุ่นใหม่ แบ่งเป็นรุ่นหน้าจอทัชสกรีนกับรุ่นที่มีแผงปุ่ม QWERTY โดยทิ้งท้ายกับวลียอดฮิต หากธุรกิจสมาร์ทโฟนไม่สามารถทำกำไรได้ก็อาจพิจารณาออกอย่างถาวร

เข้าสู่เดือนมิถุนายน 2016 บริษัทแบล็คเบอรรี่ประกาศผลกำไร ปรากฏว่าอยู่ในขั้นวิกฤตโดยลดลงอีกเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พร้อมกับพูดถึงว่าสมาร์ทโฟนรุ่น Mid-range จะสามารถสร้างเงินได้ นั่นหมายความว่ารอชมรุ่นกลางกันเลย

หนึ่งเดือนถัดมานาย Ralph Pini หัวหน้าแผนกปฏิบัติการและการจัดการทั่วไปอุปกรณ์แบล็คเบอรี่ ได้บอกว่า BlackBerry Classic จะไม่มีผลิตอีกต่อไปแล้วเช่นเดียวกับอุปกรณ์ BBOS รุ่นก่อนๆ เนื่องจากอยู่มานานเกินกว่าความทันสมัยของตลาดสมาร์ทโฟนในปัจจุบันนี้ (อีกหนึ่งครั้งที่เดินเกมผิดพลาด)

เพราะการมีสินค้าที่ล้าสมัยหรือไม่เป็นที่ตอบรับของผู้บริโภค ย่อมเกิดค่าใช้จ่ายที่จมและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด รวมถึงปัจจัยอื่นๆ 

ต่อมาช่วงสิ้นเดือนเดียวกันแบล็คเบอรรี่ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน DTEK50 เคลมว่าเป็นแอนดรอยด์ที่มีความปลอดภัยที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบภายในที่ถูกออกแบบมาให้ปกป้องข้อมูลส่วนตัว และภัยร้ายต่างๆ รวมถึงให้มีการอัปเดทแพทเสริมด้านความปลอดภัยทุกเดือน พร้อมยกโฉมเปลี่ยนแปลงดีไซน์ และไม่มีอีกแล้วคีย์บอร์ดที่เป็นเอกลักษณ์

สเปก BlackBerry DTEK50 มีหน้าจอกว้าง 5.2 นิ้วความละเอียด FullHD โดยหน้าจอมีคุณสมบัติกันรอยขีดข่วน ระบบแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 6.0 ประมวลผลด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 617 CPU quad-core 1.5GHz, GPU Adreno 405, RAM 3GB, ROM 16GB, MicroSD Card สูงสุด 2TB และแบตเตอรี่ 2,610 mAh รองรับ Quick Charge 2.0

ส่วนระบบการเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11ac, Bluetooth 4.2 LE, NFC, GPS, GLONASS, Micro-USB 2.0 และมีขนาดตัวเครื่อง 147 x 72.5 x 7.4 มม. นํ้าหนัก 135 กรัม

กล้องดิจิตอลด้านหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ระบบโฟกัสแบบ PDAF โดยมีรูรับแสง f/2.0 ไฟแฟลชคู่ รองรับการบันทึกวิดีโอระดับ 1080p ส่วนกล้องหน้าก็มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซลมาพร้อมไฟแฟลชเซลฟี่ กับรูรับแสง f/2.2 บันทึกวิดีโอ FullHD ได้เช่นกัน

โดยสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวมีราคาวางจำหน่าย $299 หรือประมาณ 10,4xx บาท และถ้า Pre-order ในระยะเวลาที่กำหนดจะได้รับแบตเตอรี่สำรองจุ 12,600 mAh ฟรี : http://shop.blackberry.com

 

พอถึงเวลาช่วงเดือนสิงหาคมแอนดรอยด์ประสบปัญหามัลแวร์ QuadRooter เล่นงาน แต่แบล็คเบอรี่ก็จัดการอุดช่องโหว่เพื่อป้องกันเรียบร้อย ซึ่งสามารถทำได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งครึ่งสำหรับแสดง BlackBerry นั้นยังมีประสิทธิภาพและมอบความไว้วางใจด้านความปลอดภัยได้

ช่วงเวลาอันแสนเศร้าที่ครั้งหนึ่งนั้นสามารถยึดครองหัวใจของใครหลายคน (เธอๆ ขอ PIN หน่อยดิ หรือ นายๆ ขอ PIN หน่อยดิ เรามีเรื่องจะปรึกษา ?)

BlackBerry ได้ประกาศหยุดทำฮาร์ดแวร์เองทั้งหมด 100% แล้วหันมาทำแต่ซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว ส่วนด้านฮาร์ดแวร์ใช้วิธีเอาซอร์สให้พาร์ทเนอร์รายอื่นแทนแต่สิทธิบัตรแผงคียบอร์ด QWERTY ยังคงอยู่กับแบล้คเบอรี่ครับ และอนาคตจะไปอยู่บนสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นเสมือนการให้สิทธิ

สรุปแล้วตอนนี้แบล็คเบอรี่คือหยุดทำสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเองครับแต่เลือกที่จะดูแลเรื่องซอฟต์แวร์แทน ส่วนระบบปฏิบัติการ BlackBerry 10 บริษัทยังคง Support ให้อยู่ ทว่าในอนาคตยังไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตามเส้นทางของแบล็คเบอรี่คือกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่จะร่วมลงทุนกันในระยะยาว และดูศักยภาพด้วยว่าทุกขั้นตอนจะสามารถร่วมปฏิบัติงานพร้อมกันได้ รวมถึดูงความคืบหน้าในกระบวนการต่างๆ นี่คือปัจจัยหลักที่เรากำหนดไว้ในการเฟ้นหาพาร์นเนอร์

เรื่องราวของ BlackBerry จะเป็นอย่างไร เราคงต้องติดตามกันต่อไปครับ

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Mon, 29 May 2017 12:44:20 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)