หากกล่าวถึงบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกานามว่า "Microsoft" เชื่อว่าใครหลายคนต้องรู้จักกันแน่นอน เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง และโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ และโปรแกรมจัดการเอกสารชื่อดังอย่าง Microsoft office นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทที่ถูกคาดว่าจะเป็นเจ้าตลาดในวงการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอกนิกส์ในอนาคตอีกด้วย แต่ก่อนจะไปถึงเส้นทางนั้น เราเคยสงสัยกันไหมว่า "Microsoft" มีจุดเริ่มต้นมาอย่างไรในการทำธุรกิจ...?

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมถึงตั้งชื่อบริษัทว่า Microsoft : โดยคำดังกล่าวมาจาก Microcomputer + Software ซึ่ง Bill Gates เป็นคนตั้งชื่อให้เอง โดยเขาระบุว่ามันเป็นชื่อที่ผสมผสานอย่างลงตัว พร้อมทั้งเป็นชื่อที่จดจำง่าย บ่งบอกว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

สำหรับบริษัท "Microsoft" ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน ปีค.ศ. 1975 โดยชายสองคนนามว่า Bill Gates และ Paul Allen ซึ่งทั้งสองมีความชื่นชอบเหมือนกันคือคอมพิวเตอร์ และพวกเขายังเชื่อว่าเจ้าอุปกรณ์นี้ละจะเป็นกุญแจสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโลก พร้อมกับตั้งวิสัยทัศน์ว่า "จะทำให้โต๊ะทำงานทุกตัว และในทุกบ้านต้องมีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งาน"

ข้อมูลเพิ่มเติม : พวกเขาทั้งสองก่อตั้งบริษัทในขณะที่มีอายุ Bill Gates มีอายุ 19 ปี ในขณะที่ Paul Allen อายุ 22 ปี 

อย่างไรก็ดีแรงบันดาลใจของพวกเขาทั้งสองในการก่อตั้งบริษัท Microsoft ขึ้นมา ต้องย้อนกลับไปเดือนมกราคม ปีค.ศ. 1975 วันหนึ่ง Paul Allen ได้นั่งอ่านบทความเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ Altair 8800 และนำไปโชว์ให้เกตส์ดู ทันใดนั้น Gates จึงโทรไปหาบริษัท Micro Instrumentation and Telemetry Systems (MITS เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกาดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์) ทันที และบอกว่าเราทั้งสองคน (Gates กับ Allen) จะเขียนภาษาเบสิค Programming เวอร์ชั่นใหม่ให้

8 อาทิตย์ต่อมาพวกเขาก็พัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ของทั้งสอง เป็นผลสำเร็จ พร้อมกับนำไปเสนอให้ MITS พิจารณา และข่าวดีก็เกิดกับพวกเขา เมื่อทางเอ็มไอทีเอสตกลงทำข้อสัญญา สุดท้ายก็วางจำหน่าย Altair BASIC ด้วยภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ Gates กับ Allen คิดค้นขึ้น และนั่นก็คือก้าวแรกสู่วงการไอที

 

และต่อมาปีค.ศ 1976 ผลประกอบการกำไรของบริษัท นั้นมีรายได้มากกว่า $15,000 แสดงว่าการดำเนินธุรกิจของพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก เมื่อเทียบกับอายุของพวกเขาทั้งสองคน

 

ถัดมาอีก 2 ปีบริษัทในเครือไมโครซอฟต์แห่งแรก ที่ตั้งอยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา มีนามว่า "ASCII Microsoft" โดยก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ปีค.ศ. 1978 ประเทศญี่ปุ่น เพื่อขยายฐานตลาดกลุ่มองค์กร และลูกค้าให้มากขึ้น เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจสูง

และก็ถึงช่วงเวลาสำคัญของบริษัท Microsoft ในการก้าวสู่ตลาดวงการไอทีอย่างเต็มตัว เมื่อได้คิดค้น 2 ระบบปฏิบัติการขึ้นมา ซึ่งอย่างแรกเป็นของผลิตภัณฑ์ และสองเป็นระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์

  • สำหรับอย่างแรกเป็นระบบปฏิบัติการการประมวลคำเพื่อการค้าของผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Xenix โดยมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมมาจาก Unix มีการทำงานแบบ มัลติ-ทูล เวิร์ด (Multi-Tool Word) และสุดท้ายก็เป็นพื้นฐานการออกแบบให้กับโปรแกรมเอกสารชื่อดัง Microsoft Word
  • อีกหนึ่งก้าวครั้งสำคัญของพวกเขาในการเปิดตัวระบบปฏิบัติการ OS ของเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมา โดยมีชื่อว่า MS-DOS (Microsoft Disk Operating System) ซึ่ง OS ดังกล่าวหลังจากเปิดตัวออกมา ก็ได้ลงไปอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของ IBM และผลตอบรับก็ดีอย่างไม่คาดคิด แต่ก็ติดปัญหาจากการใช้งานอยู่บ้าง เนื่องจากมันมีวิธีการใช้งานที่ยาก

 

แล้วเราเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมบิล เกตส์จึงได้หันมาสนใจระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์  มันจำเป็นขนาดนั้นเลยหรือ...? 

ในช่วงเวลานั้น Gates คุยกับ Allen ว่าอนาคตถ้าหากจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ ต้องมีระบบปฏิบัติการเสมือนเป็นสมองกลคอยปฏิบัติการให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นเกตส์จึงหาช่องทาง สุดท้ายก็ได้ไปซื้อระบบปฏิบัติการ "Control Program for Microcomputers" (CP/M) และ "Quick and Dirty Operating System" (QDOS) จากบริษัท Seattle Computer Products ซึ่งไมโครซอฟท์ก็นำมาเป็นพื้นฐานการเขียน OS และก็เป็นผลสำเร็จในเวลาต่อมา พร้อมกับตั้งชื่อว่า MS-DOS (Microsoft Disk Operating System) หลังจากพัฒนาระบบปฏิบัติดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุที่ว่าการมี OS นั้นช่วยให้การทำงานในแต่ละวัน มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน ปีค.ศ. 1985 ทาง Microsoft ได้เปิดตัว "Windows 1.0" อย่างเป็นทางการ โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดมากจาก MS-DOS ซึ่งได้ปรับปรุงให้การทำงานมีความสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะต้องพิมพ์ชุดคำสั่ง แค่เลื่อนเมาส์ไปชี้ หรือคลิกตำแหน่งต่างๆ บนหน้าจอได้ทันที

 

ทว่าก่อนจะเลือกใช้ชื่อ Windows เกตส์ได้มีชื่อในดวงใจอีกสองชื่อคือ Computing Boxes และ Interface Manager แต่สุดท้ายเลือกใช้คำว่า "Windows" เนื่องจากเป็นคำที่สามารถอธิบาย หรือสื่อความหมายของลักษณะการทำงานได้ดีที่สุด โดยเปรียบเทียบคำว่า Windows เป็นเหมือนกล่องหน้าต่างที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ

 

นอกจากนี้ก็ยังมีโปรแกรมอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น Paint, Windows Writer, Notepad, Calculator, ปฏิทิน, ไฟล์การ์ด หรือนาฬิกา และถ้าต้องการผ่อนคลายก็สามารถเล่นเกมส์ Reversi ได้ด้วย

2 ปีต่อมาไมโครซอฟท์ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบปฏิบัติการวินโดวส์ต่อ ซึ่งวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1987 ได้เปิดตัว Windows 2.0 โดยเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ เข้ามา รวมถึงปรับปรุงการทำงานให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ ไอคอนบนเดสก์ท็อป (Desktop icons), หน่วยความจำส่วนขยาย (Expanded memory), Control Panel เป็นต้น

ถัดมาอีก 3 ปีไมโครซอฟท์ยังเดินหน้าสร้างสรรค์ระบบปฏิบัติการ Windows ให้น่าดึงดูดมากขึ้น โดยปีค.ศ. 1990 ก็ได้เปิดตัว Windows 3.0 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ได้รับการพัฒนามาอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ อินเตอร์เฟสสีสันสวยงาม, การเรียกใช้โปรแกรมทำได้ง่าย รวดเร็ว, เกมส์ Solitaire, Hearts และ Minesweeper จากการมุ่งมั่นพัฒนาอย่างเต็มที่ สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งวางจำหน่ายมากกว่า 10 ล้านชุด รวมถึงเป็นคู่แข่งแมคอินทอชของแอปเปิ้ลไปโดยปริยาย

ต่อเนื่องมาจากวินโดวส์ 3.0 ก็ไล่มาเป็นเวอร์ชั่น 3.1 โดยมีการปรับปรุงขึ้นเพื่อตอบสนองการทำงานเฉพาะกลุ่มองค์กรมากขึ้น (Windows for Workgroups) สนับสนุนการทำงานแบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-Peer Network) รวมถึงการสนับสนุนเครือข่ายโดเมน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสามารถเป็นไคลเอนท์และเซิร์ฟเวอร์ได้

 

ปีค.ศ. 1993 เดือนกรกฏาคม Microsoft ได้เผยโฉม Windows NT สู่ท้องตลาด โดยมุ่งเน้นทำตลาดด้านกลุ่มธุรกิจ หรืองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจที่รองรับการใช้งานโปรแกรมทางวิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ขั้นสูง อีกทั้งโปรแกรมด้าน Microsoft office เริ่มมีฟังก์ชั่นการทำงานเอกสารมากขึ้น และตอบสนองการทำงานทุกกลุ่มธุรกิจ

 

ปีแห่งความสำเร็จของไมโครซอฟท์อย่างแท้จริงกับกาเรปิดตัว Windows 95 ในปีค.ศ. 1995 โดยถือเป็นวินโดวส์ที่มีความสามารถครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา, ด้านกลุ่มธุรกิจ, มัลติมีเดีย, อินเทอร์เน็ต และการทำงานที่เป็นหนึ่งเดียวกันของระบบ จุดที่น่าสนใจคือปุ่ม Start, ปุ่มย่อ/ขยาย และปุ่มปิด เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกบนเวอร์ชั่นนี้

การมาของอินเทอร์เน็ต จากกระแสเครือข่ายไร้สายที่เชื่อมต่อทุกคนทั่วโลกเข้าหากัน ในปีเดียวกันหลังจากเปิดตัว Windows 95 ไมโครซอฟท์ยังเผยโฉม Internet Explorer เวอร์ชั่น 1.0 ออกมาเพื่อตอบรับกระแสดังกล่าว และจุดสำคัญที่ทำให้ IE กลายเป็นเว็บบราวเซอร์ยอดนิยมอันรวดเร็วคือการเป็นฟรีแวร์ สามารถติดตั้งได้ด้วยตนเอง

Windows 98 เปิดตัวปีค.ศ. 1998 เป็นวินโดวส์อันเลื่องชื่อที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยความสามารถทำงานก็ดี หรือเล่นก็ดี (Works Better or Plays Better) อีกทั้งยังมีแถบ Quick Launch bar ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้เราสามารถเข้าโปรแกรมได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังสนับสนุนการอ่านแผ่นดีวีดี (DVD) และ Universal serial bus (USB) เสมือนเป็นวินโดวส์ที่ตอบโจทย์การใช้งานทุกไลฟ์สไตล์

Windows 2000 และ Windows ME เป็นสองวินโดวส์ที่พัฒนามาจากเวอร์ชั่น 95 และ 98 โดยมีการเสริมลูกเล่น และความสามารถใหม่ๆ เข้าไป แต่ก็ยังไมได้รับความนิยมเท่าไรนัก เพราะไม่มีความโดดเด่นมากนักเมื่อเทียบกับสองเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ โดยถูกเปิดตัวในปีค.ศ. 2000

ทว่าจุดที่น่าสนใจของ Windows ME ก็คือฟีเจอร์ System Restore กล่าวคือผู้ใช้งานสามารถย้อนเวลากับไป ก่อนที่ระบบจะมีปัญหา เช่นหากติดตั้งโปรแกรมใดๆ หรือเผลอลบอะไรที่สำคัญออกไป สามารถใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาได้

Windows Movie Maker ก็ปรากฏขึ้นเป็นเวอร์ชั่นแรกบนวินโดวส์มีเช่นกัน โดยไมโครซอฟท์คิดค้นมาเพื่อให้กลายเป็นโปรแกรมที่สามารถสร้างวีดีโอ หรือตัดต่อ เพราะอุตสาหกรรมภาพยนต์ในขณะนั้นเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นไมโครซอฟท์จึงหวังว่าโปรแกรมดังกล่าวจะตอบโจทย์ผู้ทำหนังได้

ต่อมาปีค.ศ. 2001 คือยุคแห่งสีสัน ความเสถียร รวดเร็ว และเรียบง่าย โดยไมโครซอฟท์ได้เปิดตัว Windows XP ระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก ณ เวลานั้น โดยมาพร้อมคุณสมบัติต่างๆ มากมาย รวมถึงโปรแกรมที่หลากหลาย ซึ่งกว่าจะมาเป็น Windows XP ได้ต้องคอมไพล์โค้ดจำนวน 45 ล้านบรรทัดเข้าด้วยกัน

จุดที่น่าสนใจบน Windows XP นอกจากจะมีความสามารถที่ชาญฉลาดกว่าวินโดวส์รุ่นอื่นๆ แล้ว ภาพพื้นหลังสุดคลาสสิค ที่เมื่อได้มองทุกครั้งต้องเกิดความผ่อนคลาย มีความสุข เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "Bliss" (Default Wallpaper) ซึ่งภาพดังกล่าวนั้นมีพื้นเพมาจากชายที่ชื่อว่า Charles O'Rear โดยเขาได้ขับรถไปทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย เพื่อไปรับภรรยา แต่ระหว่างทางเขาก็ได้เห็นทิวทัศน์อันสวยงาม ก็เลยนำกล้องถ่ายรูปตัวโปรดรุ่น Mamiya RZ67 ไปบันทึกภาพ ต่อมาเขาก็นำภาพดังกล่าวไปฝากไว้กับพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ "Corbis" และบิล เกตส์ก็ค้นพบภาพดังกล่าว

จึงได้ตัดสินใจซื้อภาพดังกล่าว และก็นำมาปรับปรุงทำเป็นภาพพื้นหลังบน Windows XP ซึ่งสุดท้ายไมโครซอฟท์ก็ประกาศยุติการสนับสนุนรุ่นวินโดวส์ดังกล่าวลงไปเมื่อวันที่ 8 เมษายน ปีค.ศ. 2014 และภาพพื้นหลังสุดคลาสสิคก็ได้กลายมาเป็นรูปในตำนานตราบจนถึงทุกวันนี้

และก็ถึงคิวของ Windows Vista กันบ้าง ซึ่งไมโครซอฟท์โปรโมทในแคมเปจชื่อ "Wow" เพื่อหวังเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับผู้ใช้งาน โดยได้ปรับปรุงให้มีความลํ้าสมัยทั้งอินเตอร์เฟส ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ และยังเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย รวมถึงเน็ตเวิร์คให้เสถียรมากขึ้น แต่ข่าวร้ายคือกลับกลายเป็นว่าไมได้รับผลตอบรับที่ดี เพราะผู้ใช้งานยังคงชินกับการใช้งาน Windows XP อีกทั้งโปรแกรมในขณะนั้นไม่รองรับการใช้งานวินโดวส์วิสต้ามากนัก

และหลังจากที่ไมโครซอฟท์ไม่ประสบความสำเร็จบนผลิตภัณฑ์ Windows Vista คราวนี้ก็ได้แก้เกมส์ โดยการส่ง Windows 7 ลงสู่ตลาดในปีค.ศ. 2009 ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นเวอร์ชั่นยอดนิยมจากผู้ใช้งานทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยรูปลักษณ์หน้าตา และฟีเจอร์ทันสมัยเข้ากับกระแสยุคโลกาภิวัฒน์ แต่เมื่อมาถึงจุดสูงสุดก็ต้องจบลงตามกาลเวลาไป เพราะต้นปีที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ประกาศยุติการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ให้กับวินโดวส์รุ่นดังกล่าว และการสนับสนุนทั้งหมดลงในปีค.ศ. 2020

ต่อไปคือ Windows 8 เป็นอีกหนึ่งวินโดวส์ที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็นหน้าอินเตอร์เฟสที่รวบรวมฟังก์ชั่น หรือการแจ้งเตือนต่างๆ มาไว้ในหน้าเดียว และความสามารถที่ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งก็คือ เวลาบู๊ตทำได้รวดเร็วมากไม่ถึง 10 วินาที อีกทั้งยังรองรับการใช้งานแบบสัมผัสเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับแอปฯ ที่เข้ามามีส่วนเพิ่มประสบการณ์การใช้งานให้สนุก หลากหลายขึ้นกว่าเดิมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่สิ่งที่ทำให้เหล่าสาวกวินโดวส์เสียใจก็คือปุ่ม Start ที่อยู่คู่มาอย่างยาวนานนั้นหายไป

แต่ใน Windows 8.1 ทางไมโครวอฟท์ทนเสียงเรียกร้องของผู้ใช้งานไม่ไหว จนต้องนำปุ่ม Start กลับคืนมา พร้อมหน้าตาใหม่ และความสามารถที่ครอบคลุมด้านการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม 

และสุดท้ายไมโครซอฟท์เดินหน้าเปิดตัววินโดวส์เรือธงหวังตอบโจทย์ยุคที่การติดต่อสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 10 พร้อมสโลแกน “The first step of a whole new generation of Windows” ซึ่งแปลความได้ว่าก้าวแรกของ Windows ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเว็บบราวเซอร์แบบใหม่, ผู้ช่วยส่วนตัว Contana มีความฉลาดมากขึ้น และเป็นหนึ่งเดียวกับ User ซึ่งไมโครซอฟท์ยังบอกอีกว่าสามารถอัพเดทได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายทั้งของแท้ และเถื่อน

 

นับได้ว่าบริษัทไมโครซอฟท์เดินทางมาอย่างยาวนานบนเส้นทางเทคโนโลยี ซึ่งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุด แต่ก็คงต้องจับตามองว่า Windows 10 นั้นจะสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน และจะกลายเป็นวินโดวส์ยอดฮิตดัง Windows XP และ Windows 7 หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ดีเรามาดูในส่วนของระบบปฏิบัติการ Windows บนโทรศัพท์มือถือกันบ้างว่ามีจุดเริ่มต้นมาอย่างไร....?

และหลังจากที่เราได้ทราบประวัติความเป็นมาของบริษัทไมโครซอฟท์ และระบบปฏิบัติการทั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงสมาร์ทโฟนกันแล้ว ลำดับต่อไปมาดูในส่วนของผู้บริหาร หรือ CEO ว่าตอนนี้ใครคือผู้เดินเกมส์ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในยุคที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้...?

สำหรับผู้เดินเกมส์คนปัจจุบันคือ Satya Nadella เขานั้นเป็นผู้บริหารคนที่ 3 ต่อจาก Bill Gates และ Steve Ballmer ซึ่งได้เริ่มทำงานกับไมโครซอฟท์ตั้งแต่เรียนปริญญาโทปีค.ศ. 1992 หรือพ.ศ. 2535 นั่นเป็นระยะเวลากว่า 23 ปีเลยทีเดียว โดยเขามาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่ต้องการจะนำพาไมโครซอฟท์ให้กลายเป็นบริษัทที่ผลิตนวัตกรรมใหม่ออกสู่ท้องตลาด หลังจากการเดินเกมส์ของ CEO ทั้งสองก่อนหน้านี้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยึดถือแต่สิ่งเดิมๆ มากไป ในขณะที่โลกแห่งเทคโนโลยีนั้นต้องการสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

อีกทั้ง CEO ทั้งสองก็ยังบอกอีกว่าไม่มีใครเหมาะสมไปกว่า สัตยา นาเดลลา อีกแล้ว เพราะในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องการคนหนุ่มไฟแรง แต่มีประสบการณ์ในสายงานที่เต็มเปี่ยม อยู่กับองค์กรมาอย่างยาวนาน มีทั้งความรู้ด้านวิศวกรรม และธุรกิจ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่าเขา (สัตยา) มีนิสัยที่ชอบการเรียนรู้ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และสิ่งอื่นใดนั่นคือความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์

หลังจากที่เราได้ทราบประวัติอย่างย่อของบริษัท Microsoft กันแล้ว สุดท้ายการดำเนินธุรกิจของ CEO หนุ่มไฟแรงคนนี้จะเป็นเช่นใด รวมถึง Windows 10 ที่หมายมั่นปั้นมือมาด้วยความหวังที่จะกลายเป็นระบบปฏิบัติการอันร้อนแรง จะทลายกำแพงสอง OS อย่างแอนดรอยด์ และ iOS ลงได้จริงหรือไม่เราคงต้องติดตามดูกัน สำหรับเส้นทางบนโลกนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่กลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันไปแล้ว

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Mon, 24 Apr 2017 02:46:56 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)