ถือเป็นอีกปีที่น่าติดตามสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาอย่าง Apple ว่า iPhone รุ่นใหม่ที่มีคิวเปิดตัวในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ นั้นมีหน้าตา และความสามารถอันโดดเด่น ซึ่งตามข่าวก็ระบุว่ามีกำหนดการเปิดตัววันที่ 9 โดยไฮไล์น่าสนใจคือ การอัพเกรดสเปกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสีน้องใหม่ชมพูสุดหวานให้สาวๆ ได้เป็นเจ้าของ แต่ก่อนไปถึงจุดนั้นเรามาย้อนอดีตกันสักหน่อย ว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทผลไม้นี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ก่อนเปิดตัว iPhone รุ่นแรกในปีค.ศ. 2007....?

แต่ก่อนจะไปดูเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนการเปิดตัว iPhone ในปีค.ศ. 2007 สามารถคลิกอ่านบทความที่เกี่ยวกับ Apple ได้....

ลำดับต่อไปบทความนี้ก็จะพาไปรู้จักกับเรื่องที่น่าสนใจของบริษัท Apple ให้มากขึ้น....?

เริ่มกันที่ปีค.ศ. 1976 หรือพ.ศ. 2519 บริษัท Apple ก่อถูก่อตั้งขึ้นโดยชายสองคนนามว่า Steve Jobs & Steve Wozniak 

หลังจากก่อตั้งไม่นาน Steve Jobs ก็ได้จ้าง "Ronald Wayne" เข้ามาช่วยทำงานด้านการตลาด และอื่นๆ เนื่องจากเขาทั้งสอง (Steve Jobs & Steve Wozniak) รู้สึกว่าไม่มีประสบการณ์มากพอ แต่เขา (Wayne) ก็ได้ลาออกจากบริษัทไป และก็ขายหุ้นที่ตนเองถือไว้แก่ Jobs และ Wozniak

ทว่าผลงานสำคัญที่นาย Ronald Wayne ได้ทำไว้ให้กับแอปเปิ้ลคือการออกแบบโลโก้ของบริษัท โดยได้แรงบันดาลใจจาก Isaac Newton ที่ว่านักวิทยาศาสตร์ผู้นี้คิดค้นกฏแรงโน้มถ่วงได้ แค่การนั่งมองผลแอปเปิ้ลตกสู่พื้นเท่านั้น 

จุดกำเนิดของเทคโนโลยีไม่ได้มาจากบริษัทยิ่งใหญ่เพรียบพร้อมทุกอย่าง แต่มาจากโรงรถของครอบครัว

ผลิตภัณฑ์แรกของบริษัท Apple คือ Apple I โดยวางจำหน่ายในราคา $666.66 ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมาก เมื่อเทียบกับกำลังซื้อในขณะนั้น

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากจากการที่นาย Steve Wozniak ลงแรงลงใจสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของบริษัทเป็นผลสำเร็จ โดยทุกกระบวนการนั้นถูกทำด้วยมือ และสมองทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดีหลังจากวางจำหน่าย Apple I สู่ตลาด ผลตอบรับก็ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก และการที่จะขยายธุรกิจได้นั้น จำต้องอาศัยเงินทุน เพราะฉะนั้น Mike Markkula จึงเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทแอปเปิ้ล โดยถือหุ้น 1 ใน 3

ต่อมาปีค.ศ. 1977 บริษัท "Apple" ก็ได้กลายเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามกฏหมายอย่างเป็นทางการ โดยมีเรื่องเหลือเชื่อว่าบุคคลที่ก่อตั้งบริษัทมานั้น กับโดนนาย Markkula เสนอชื่อ Michael Scott ให้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทแทนจ็อบส์ โดยให้เหตุผลว่ามีวุฒิภาวะไม่เหมาะสม และความรับผิดชอบที่ไม่เพียงพอ


Mr.Michael Scott

และในปีเดียวกันบริษัท Apple ก็ปล่อยคอมพิวเตอร์รุ่นที่สองมาวางจำหน่ายแล้ว (Apple II) 

ทั้งนี้นอกจากปล่อย Apple II ลงสู่ตลาด ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือระบบปฏิบัติการ VisiCalc ที่ทำให้กลุ่มลูกค้าหันมาสนใจคอมพิวเตอร์ของแอปเปิ้ลมากขึ้นมากขึ้น ซึ่งในขณะนั้นได้ทำยอดขายเทียบเท่าแบรนด์ Tandy และ Commodore เลยทีเดียว

และในที่สุด Apple ก็ได้มีออฟฟิคจริงๆ แล้ว โดยมีพนักงานประจำหลายคน อีกทั้งก็มีเสียงสะท้อนออกมาจากพนักงานว่า Steve Jobs นั้นเป็นคนที่ทำงานร่วมยากเสียจริง

  

สองปีต่อมาเป็นการเดินทางที่น่าสนใจเมื่อนักวิศวกร (Apple engineers) ก็ได้ไปเยี่ยมชม Xerox PARC สถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิต รวมถึงการคิดค้นพัฒนาอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์สุดลํ้า อาทิ เครื่องปริ้นท์, เม้าส์, คีย์บอร์ด เป็นต้น 

และในปีค.ศ. 1980 บริษัท Apple ก็เดินหน้าแข่งขันเต็มตัวในวงการเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยได้ส่ง Apple III มาเป็นตัวเลือกให้กับองค์กรธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีผู้แข่งขันสุดโหดอย่าง IBM กับ Microsoft ขวางทางอยู่

อย่างไรก็ตามหลังจากลงทุนด้านคอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจอยู่พักใหญ่ ทาง Apple ก็หันมาพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเช่นกัน โดยปรับปรุงให้มีหน้าอินเทอร์เฟสแสดงการใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อนจากคำแนะนำของ Xerox PARC และเมื่อปีค.ศ. 1983 ได้ปล่อย Lisa ลงสู่ตลาด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จตามฝั่งฝัน เนื่องด้วยมีราคาแพงผนวกกับซอฟ์ตแวร์รองรับน้อย ทำให้ยอดขายกลายเป็นขาดทุนเลยทีเดียว

ต่อมา Apple ก็พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงยุคของ Macintosh ที่เรียกได้ว่ามีส่วนติดต่อการใช้งาน หรืออินเทอร์เฟสเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากที่สุด โดยก็ได้กลายเป็นต้นแบบของเครื่อง Mac ดังเช่นทุกวันนี้

ช่วงแรกของการวางจำหน่าย Macintosh บริษัท Apple ก็ได้ตำแหน่งประธานบริษัทคนใหม่ โดยไปดึงนาย John Sculley ซึ่งเขาเคยเป็น CEO ของบริษัทนํ้าดำชื่อดัง Pepsi ด้วยประโยคอันโด่งดังที่ว่า "Do you want to sell sugared water for the rest of your life? Or do you want to come with me and change the world?" แปลได้ว่าคุณต้องการจะขายนํ้าหวานไปตลอดชีวิต หรือคุณต้องการจะมากับผมเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกนี้?

ปีถัดมาค.ศ. 1984 บริษัท Apple ก็เผยโฉมโฆษณาที่เรียกได้ว่าลงทุนมหาศาล ด้วยจำนวนเงิน $1.5 ล้านเหรียญ โดยได้เผยแพร่ในเกมการแข่งขัน Super Bowl XVIII ควอเตอร์ที่ 3 แต่หลังจากนั้นไม่เคยมีฉายอีกเลย

แน่นอนว่าเสือสองตัวย่อมอยู่ถํ้าเดียวกันไม่ได้ เมื่อ Jobs และ Bill Gates มาหารือกันเรื่องส่วนติตด่อผู้ใช้งาน เมื่อ Jobs ต้องการให้ Microsoft ออกแบบ แต่บิลก็บอกว่าตัวเขานั้นก็มีแผนที่จะทำอยู่เหมือนกัน นั่นคือ Windows ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และตั้งแต่นั้นก็กลายเป็นคู่แข่งเต็มตัว

ถึงแม้ Macintosh จะขายดิบขายดี แต่ก็ไม่ทลายยอดขายของ IBM ได้ ทำให้เริ่มเกิดคำถามขึ้นมาว่า Jobs นั้นเดินมาถูกทางหรือเปล่า ส่งผลให้ CEO อย่าง Sculley จึงเริ่มสร้างกำแพงขึ้น เพราะจ็อบส์นั้นมักทำอะไรตามทางของตนเอง ไม่สนคำติท้วงต่างๆ อีกทั้งนาย Sculley ก็กังวลว่าจะล้มเหลวเหมือนกับ Lisa 

สุดท้ายปีค.ศ. 1985 ถึงจุดแตกหักเมื่อ Jobs ต้องการบีบให้ Sculley ออกจากตำแหน่ง CEO เมื่อทั้งสองเริ่มไม่เห็นพ้องต้องกัน แต่จ็อบส์ก็กลายเป็นว่าต้องลาออกในที่สุด เพราะคณะกรรมการถือเสียงข้าง Sculley มากกว่า จึงทำให้จ็อบส์ออกไปก่อตั้งบริษัทของตนเอง ซึ่งเขาเป็นคนที่ควบคุมการบริหารงานทั้งหมด โดยตั้งชื่อว่า "NeXT"

ต่อมาเพื่อนรักของจ็อบส์ Wozniak ก็ได้ลาออกเช่นกัน โดยเขานั้นเชื่อว่า Apple กำลังเดินผิดทาง อีกทั้งเมื่อลาออกก็ยังได้ขายหุ้นทิ้งเกือบทั้งหมด

หลังจากจ็อบส์ไปนาย Sculley ก็ควบคุมบริษัท Apple ได้อย่างอิสระ โดยผลงานที่สำคัญเกิดขึ้นในปีค.ศ. 1991 ได้เผยโฉม PowerBook laptop กับระบบปฏิบัติการ System 7 และเจ้าระบบปฏิบัติการใหม่นี้ก็ทำให้ระบบ Macintosh นั้นมีสีสันขึ้นอีกด้วย

ถึงแม้จะโดดเด่นในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ช่วงเวลานั้น Apple ก็หันไปจับตลาดอื่นๆ เช่นกัน ทว่ายอดขายกับไม่เป็นดังที่หวัง โดย Newton MessagePad ดูจะเป็นข้อบ่งชี้ได้ดีที่สุด เมื่อวางจำหน่ายด้วยราคาสูงถึง $700 แต่ไม่มีความสามารถอะไรที่น่าตื่นเต้น นอกจากการจดบันทึก

และอีกหนึ่งความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่นาย Sculley ได้ทำไว้คือการนำ System 7 เข้าไปเป็นระบบปฏิบัติการให้กับ IBM/Motorola PowerPC microprocessor ทั้งที่ซอฟ์ตแวร์ส่วนใหญ่นั้นถูกเขียนให้กับ Intel ส่งผลให้ Apple สูญเสียเวลาและเงินไปจำนวนมาก

ช่วงเวลาเดียวกันกลายเป็นยุครุ่งเรืองของ Microsoft ด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 3.0 ที่ทำให้มีอิทธิพลอย่างมากในวงการเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ขณะเดียวกัน Macs กลับมียอดขายลดลงต่อเนื่อง เพราะมีราคาที่แพง รวมถึงซอฟ์ตแวร์ที่มีน้อย 

จนเวลาผ่านเลยไป Apple ก็มาถึงจุดวิกฤตเมื่อทำยอดขายได้ไม่เข้าเป้า กำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นาย Sculley ถูกปลดออก พร้อมทั้งแต่งตั้ง Michael Spindler ขึ้นมาแทนที่ โดยเขานั้นทำงานกับแอปเปิ้ลมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1980 ซึ่งเป็นระยะเวลา 13 ปีเลยทีเดียว

แต่ถึงแม้นาย Sculley จะทำงานในองค์กรมาอย่างยาวนาน ทว่ากลับไม่ได้ช่วยให้ Apple ดีขึ้นเลย เพราะปัญหาเก่าของนาย Sculley ทิ้งไว้ ผนวกกับ Microsoft นั้นเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยระบบปฏิบัติการ Windows ส่งผลให้ Michael Spindler ถูกปลดไปตามกัน และนาย Gil Amelio เข้ามาแทนที่ในปีค.ศ. 1996

อย่างไรก็ดีเมื่อเกิดมาคู่กันก็ไม่แคล้วคลาดจากกันเมื่อนาย Amelio ได้นำตัวจ็อบส์กลับมาอีกครั้ง ด้วยการเข้าซื้อ NeXT ในปีค.ศ. 1997 ซึ่งสาเหตุที่ทำเช่นนี้ เพราะราคาหุ้นนั้นตกลงอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับปัญหาเดิมๆ ที่ยังคงแก้ไขไม่ได้ และไมโครซอฟท์นั้นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จนถึงตอนนี้เมื่อจ็อบส์ได้เข้ามาทำงานที่ Apple อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม เขาก็ได้เสนอให้บอร์ดบริหารตั้งแต่ตนเองเป็น CEO ชั่วคราว ทว่าหลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ Amelio ก็ลาออกไป ส่งผลให้ Steve Jobs กลายมาเป็นผู้บริหารเต็มตัว

และเมื่อเขาก้าวมาเป็นผู้บริหารเต็มตัวหนึ่งในโฆษณาอันโด่งดังที่ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 1997 ก็คือ "Think Different" โดยได้นำบุคคลที่มีชื่อเสียงทางศิลปิน, นักวิทยาศาสตร์ และนักดนตรีมาร่วมโฆษณา

ปีเดียวกันต้องบอกว่า Microsoft นั้นใจกว้างมาก เมื่อเข้ามาสนับสนุนเงินเพื่อให้สามารถดำเนินทางธุรกิจได้ถึงจำนวน $150 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ไม่มีข้อแม้ใดๆ หลังจาก Apple ต้องประสบสภาวะขาลงเต็มตัว 

ทั้งนี้การเดินทางของ Apple นั้นก็ไม่ราบรื่นซะทีเดียว โดยต้องพบเจอกับปัญหาต่างๆ มากมาย แต่ก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้ งานนี้ถือว่าต้องขอบคุณพี่ใหญ่อย่าง Microsoft ก็คงไม่ผิด ทว่าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของแอปเปิ้ลนั่นคือ "iPhone" ที่ถูกเปิดตัวมาในปีค.ศ. 2007 หรือพ.ศ. 2550

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

สินค้าออนไลน์ONLINE STORE

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Sun, 23 Jul 2017 03:05:31 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)