เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ สำหรับ The Next iPhone รุ่นใหม่จากแบรนด์ Apple ที่ได้บทสรุปออกมาเป็นรุ่นที่ 7 หลังจากมีกระแสข่าวลือต่างๆ ว่าจะมีชื่อเรียกแบบอื่น อย่างไรก็ดีรุ่นใหม่ทั้งสองมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควร เพราะฉะนั้นในบทความนี้จึงขอนำทุกเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังเพื่อทำความรู้จักให้มากขึ้น อาทิข้อแตกต่างระหว่างรุ่น 6s กับรุ่น 7 รวมถึงเหตุผลถึงควรเปลี่ยนมาใช้และไม่ควรเปลี่ยนมาใช้ เรามีคำตอบให้แล้ว....?

iPhone 7 และ iPhone 7 Plus เปิดตัววันไหน และที่ใด...?

สำหรับงานเปิดตัวสองรุ่นใหม่ ก็เกิดขึ้นในวันพุธช่วงดึกของวันที่ 7 กันยายน โดยงานถูกจัดขึ้นใน Bill Graham Civic Auditorium ณ ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาพร้อมคำใบ้ว่า "See you on the 7th." นั่นอธิบายได้ว่า มีอะไรเกี่ยวกับเลขเจ็ดอย่างแน่นอน และก็เป็นเช่นนั้นซึ่งมาพร้อมกับเลข 7 กับสองคู่หู


ขอบคุณคลิปวิดีโอประกอบเนื้อหาจาก Apple

มีจุดเด่นอะไรน่าสนใจใน iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

1. ลำโพงจากโมโนเปลี่ยนเป็นสเตอริโอแล้ว : จะช่วยตอบโจทย์ความบันเทิงมากขึ้น ซึ่งตำแหน่งของลำโพงนั้นอยู่ที่ด้านบนและด้านล่างตัวเครื่องโดยให้ความดังมากกว่าเดิมถึง 2 เท่าส่งผลให้มีช่วงไดนามิกเสียงกว้างขึ้นและ Speaker Phone คุณภาพเสียงดีกว่าเดิม

2. ปุ่ม Home สามารถแยกแยะการสัมผัสได้ : โดยก็จะเป็นพื้นผิวเดียวกับหน้าจอและไม่สามารถกดได้เหมือนเดิม ทั้งนี้มีการเพิ่มฟีเจอร์ระบบ Taptic Engine สามารถใช้งานหลากหลายกว่าเดิม

3. คุณสมบัติกันนํ้ากันฝั่นมาตรฐาน IP67 : อีกหนึ่งคุณสมบัติ ที่เหล่าสาวกอยากให้มีเพราะว่าจะช่วยป้องกันเหตุไม่คาดคิดในระดับหนึ่งอย่างไรก็ตาม เรามาทำความรู้จักมาตรฐานนี้กันก่อนครับ โดย "IP" ก็คือ Ingress Protection Ratings พัฒนาขึ้นที่หน่วยงาน European Committee for Electro Technical Standardization (CENELEC) ขณะที่ตัวเลขหลักแรก เป็นค่าป้องกันของแข็งหรือฝุ่น (0-6) และส่วนหลักหลังจะเป็นค่าป้องกันของเหลวหรือน้ำ (0-9) โดยจากมาตรฐานดังกล่าวหมายความว่าทั้งสองรุ่นสามารถกันฝุ่นได้ และกันนํ้าที่ความลึกไม่เกิน 1 เมตร ที่ระยะเวลาไม่เกิน 30 นาที

อย่างที่เกริ่นข้างต้น iPhone 7 & iPhone 7 Plus รองรับที่มาตรฐาน IP ระดับ 67 นั่นก็หมายความว่าตัวดีไวซ์สามารถป้องกันฝุ่นได้และกันนํ้าแต่ไม่แนะนำให้ใช้งานใต้นํ้าและจะไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับประกันหากเกิดความเสียหายจากของเหลว

4. รองรับการใช้งาน 4G ความเร็วสูงสุดกว่าทุกรุ่นของ iPhone : โดยทั้งสองก็มีอัตราความเร็วอยู่ที่ 450 Mbps เลยทีเดียว ขณะที่ iPhone 6s กับ iPhone 6s Plus อยู่ที่ 300 Mbps เท่านั้น

5. หน้าจอที่สว่างขึ้นและแสดงผลเฉดสีสวยงามกว่าเดิม : ให้ความสว่างที่มากกว่าเดิมถึง 25% ส่งผลให้เพิ่มระดับสูงถึง 625nits อีกทั้งเคลมว่ามาตรฐานของเฉดสีที่แสดงผลอยู่บน iPhone นั้นใช้แบบเดียวกับในวงการภาพยนตร์ดิจิตอล และแน่นอนว่ามาพร้อมกับฟีเจอร์ 3D Touch

6. ชิปประมวลผล A10 เร็วและประหยัดพลังงาน : แอปเปิ้ลเคลมว่าชิปเซ็ต Fusion quad-core เจเนอเรชั่นใหม่เร็วกว่าชิป A9 ถึง 40% และก็เร็วกว่าชิป A8 ถึง 2 เท่า ส่วน GPU ที่ใช้งานเป็นแบบ hexa-core ที่เร็วกว่า GPU ในชิป A9 ถึง 50% และใช้พลังงานเพียง 66% เทียบกับ GPU ในชิป A9

7. กล้องหลังที่เปลี่ยนไป : ถึงแม้จะคงความละเอียดไว้ 12 ล้านพิกเซลเช่นเดิม ประกอบด้วยเลนส์จำนวน 6 ชิ้น และมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือภายใน เช่น เซ็นเซอร์ iSight ใหม่, รูรับแสงกว้างขึ้น (f/1.8) ให้แสงที่ดีกว่าเดิม 50% รวมถึงความคมของภาพ, ไฟแฟลช 4 ดวง, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวออปติคอลช่วยลดการเบลอของภาพที่เกิดจากการเคลื่อนไหวและมือสั่น 

และก็อีกจุดที่น่าสนใจในประเด็นของกล้องคือรุ่น iPhone 7 Plus ที่มาพร้อมกล้องคู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล โดยตัวหนึ่งเป็นเลนส์มุมกว้าง 28 มิลลิเมตร อีกตัวเป็นเลนส์ถ่ายไกลมีชื่อว่า Telephoto 56 มิลลิเมตร ส่งผลให้แยกฉากหลังออกจากฉากหน้า ทำให้สามารถถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ ผ่านระบบ AI : Machine Learning ส่วนรูรับมีแสงเลนส์กว้าง f/1.8 เลนส์ถ่ายไกลมีรูรับแสง f/2.8 ทั้ง 2 เลนส์ก็สามารถซูมแบบ Optical ได้ 2 เท่า และก็ซูมแบบ Digital ได้ 10 เท่า ผสมผสานเทคโนโลยี ISP ช่วยในกระบวนการนี้ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มความคมชัดและแสง

เทคโนโลยี ISP ที่จะทำงานร่วมกับกล้องคู่ของ iPhone 7 Plus คืออะไร

ต้องบอกว่าถ้าจะถ่ายภาพสักหนึ่งภาพนั้นต้องมีการประมวลผลกว่า 1 แสนล้านคำสั่งของ ISP ด้วยชุดคำสั่ง 1 แสนล้านคำสั่ง ใช้เวลาประมาณ 25 มิลลิวินาที (ms) แบ่งกระบวนการภาพเป็น 7 ขั้นตอน 

  • Auto-exposure หมายถึง ปรับปริมาณแสง
  • Focus หมายถึง การโฟกัส
  • White balance หมายถึง ปรับค่า WB
  • Color หมายถึง ปรับแต่งเฉดสี
  • Tone mapping หมายถึง ปรับปรุงโทนสีของภาพ
  • Noise Reduction หมายถึง ลด Noise
  • Combining multiple images หมายถึง รวมภาพทั้งหมด 6 ขั้นตอนข้างต้นให้เป็นภาพเดียว

ตัวอย่างภาพถ่าย iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

ส่วนตัวอย่างภาพถ่าย Bokeh ของ iPhone 7 Plus มีดังต่อไปนี้

8. กล้องหน้าเพิ่มความละเอียดขึ้น : ตัวเลนส์มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และเพิ่มความละเอียดจากรุ่นก่อนหน้า 5 ล้านพิกเซลเป็น 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวรวมถึงมาพร้อมไฟแฟลชแบบ Retina ที่จะจัดแสงให้พอเหมาะกับสภาพแสงรอบตัว อีกทั้งยังรองรับการบันทึกวิดีโอเพิ่มความละเอียดขึ้นเป็น FullHD 

9. แบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้น : สำหรับ iPhone 7 ทางแอปเปิ้ลระบุว่าสามารถใช้งานนานขึ้นอีกสองชั่วโมง ส่วนรุ่น 7 Plus เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชั่วโมง

10. iOS 10 : ที่ชาญฉลาดขึ้นกว่าเดิม รวมถึง Siri จะสามารถทำงานร่วมกับหลายแอพพลิเคชั่นมากขึ้นด้วย นอกจานี้ยังมีการปรับรายละเอียดต่างๆ ด้วย โดยขอหยิบยกส่วนสำคัญมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

10.1 Raise to wake แค่ยกเครื่องขึ้นมา หน้าจอก็ติดขึ้นมาทันที : หากวางคว่ำหน้าลงกับโต๊ะ ไอโฟนจะ Sleep โดยอัตโนมัติ และถ้าหยิบขึ้นมา หน้าจอจะติดขึ้นมาเองแบบไม่ต้องกดปุ่มใดๆ ฟีเจอร์นี้รองรับรุ่น iPhone 6s, 6s Plus, SE ขึ้นไปเท่านั้น

10.2 Siri ฉลาดขึ้นและทำอะไรได้มากกว่าเดิม : จะกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับผู้ใช้งานที่รู้ใจรวมถึงการทำงานบนแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีบทบาทมากขึ้น

10.3 ลบแอพพลิเคชั่นที่ติดมากับตัวเครื่อง : ลบในที่นี้หมายถึงลบไอคอนของแอพฯ เท่านั้นจากหน้าจอ ไม่ใช่ลบออกอย่างถาวร ถ้าต้องการใช้ก็เข้าไปดาวน์โหลดที่ App Store

10.4 การแจ้งเตือน : สามารถแตะเพื่ออ่านหรือดูรูปภาพ ทั้งยังตอบกลับจากการแจ้งเตือนได้ทันที

10.5 ปรับแต่งหน้า Lock Screen : อาทิเช่น ระบบ Nofication ในรูปแบบ Widget หรือ Control Center สะดวกขึ้นตอบโจทย์กว่าและมีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหน้าเป็นสองหน้า, เพิ่มคุณสมบัติ 3D Touch

10.6 ระบบเดาคำ : เราไม่ต้องพิมพ์จบประโยค แต่ก็เดาคำที่ต้องการใช้ได้อย่างถูกต้อง หรือแม้แต่เดาคำเป็นแบบอิโมจิ เพิ่มลูกเล่นการพิมพ์สนุกกว่าเดิม รวมถึงหากเรากำลังสนทนาระหว่างภาษาอังกฤษกับจีนพร้อมกัน ตัวระบบจะเดาคำทั้งสองภาษาให้เลย

10.7 iMessage ยกโฉมใหม่ สนุกกว่าเดิม :

  • ค้นหาภาพ GIFs จากหน้าต่างข้อความได้ทันที 
  • ส่ง Eomoji แบบเคลื่อนไหวได้
  • สามารถส่งข้อความพร้อมอนิเมชั่น และเขียนด้วยลายมือ
  • ลูกเล่น Invisible Ink ต้องปัดก่อนจึงจะเห็นข้อความภายใน
  • เปลี่ยนข้อความให้เป็นอิโมจิ 
  • ส่งเพลงจาก Apple Music 
  • แต่งภาพ, ใส่ลายเซนต์ หรือใส่ markup ในภาพ ก่อนส่งใน iMessage ได้
  • ตั้งค่าแสดงข้อความ iMessage ที่อ่านแล้วแบบรายคน
  • รองรับกับการใช้งานร่วมกับแอปจาก App Store

10.8 Apple Music : ออกแบบหน้าตาใหม่ให้ใช้งานง่ายกว่าเดิม เช่น มีเนื้อเพลงขึ้นให้ดูไปพร้อมกับเพลง, มีหมวด For You เลือกเพลงเหมาะกับผู้ฟัง, แถบแยกเพลงที่ดาวน์โหลดเสร็จแล้ว เป็นต้น 

10.9 เพิ่มแท็บ Memories สำหรับ Photos : สร้างวีดีโอพรีเซนต์จากรูปถ่ายของเราได้ ทั้งก็ยังปรับแต่ง Live Photos หรือใส่ฟิลเตอร์ให้ Live Photos ได้

10.10 Notification : สามารถลบออกทั้งหมดได้ ด้วยการกดคำว่า Clear

10.11 บอกลา Slide to Unlock : ถึงยุคของ Press Home to Unlock

10.12 ปิดเซลลูลาร์ได้แล้วด้วย 3D Touch : หลายคนบอกเมื่อไหร่จะทำให้สักที ล่าสุดผู้ใช้อย่างเราอมยิ้มกันเลย โดยสามารถปิด/เปิด เซลลูลาร์ผ่านไอคอน Setting ได้แล้วกับคุณสมบัติ 3D Touch รองรับตั้งแต่ iPhone 6s ขึ้นไป

10.13 : Notes สามารถแชร์ได้หลายคนแล้ว

10.14 Wake Alarm : นอกจากปรับปรุงแอพฯ นาฬิกาใหม่ โดยเปลี่ยนจากอินเทอร์เฟซสีขาว มาเป็นสีดำ ก็ยังมีฟีเจอร์ใหม่ดังกล่าว กำหนดเวลาตื่นนอนและเวลานอน สามารถตั้งเวลาแจ้งเตือนก่อนนอนได้ และเก็บสถิติการนอนของแต่ละวัน

10.15 เอาใจคนรักความสะดวก ด้วยการบริหารจัดการของ iOS 10 : หากมีเพลงไหนที่เราไม่ได้ฟังนานตัวระบบจะทำการลบออกโดยอัตโนมัติ กล่าวคือเมื่อพื้นที่เก็บข้อมูลเราเหลือน้อย ระบบจะทำลบออกไป ซึ่งเราสามารถเลือกตั้งค่าได้ เริ่มต้นที่คืนพื้นที่เก็บข้อมูล 4GB เพลงจะถูกลบประมาณ 800 เพลง เป็นต้น

หรือคลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.apple.com/th/ios/ios-10

รุ่นใดอัปเดท iOS 10 ได้บ้างมาดูกันเลย....?

iPhone : 

  • iPhone 7
  • iPhone 7 Plus
  • iPhone 6s
  • iPhone 6s Plus
  • iPhone 6
  • iPhone 6 Plus
  • iPhone SE
  • iPhone 5s
  • iPhone 5c
  • iPhone 5

iPad :

  • iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว
  • iPad Pro รุ่น 9.7 นิ้ว
  • iPad Air 2
  • iPad Air
  • iPad รุ่นที่ 4
  • iPad mini 4
  • iPad mini 3
  • iPad mini 2

iPod :

  •  iPod touch รุ่นที่ 6

ดีไซน์ของคู่หูเลข 7 เป็นอย่างไร

ตัวเครื่องเป็น Unibody วัสดุอะลูมิเนียมซีรีย์ 7000 สำหรับดีไซน์ทั้งสองจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพียงแต่เส้นสัญญาณจะถูกย้ายไปที่ขอบเครื่องแทนที่เดิมคือด้านหลัง ส่งผลให้สวยสะอาด นอกจากนี้เพิ่มเฉดสีใหม่เข้ามาด้วยคือสีดำผิวเงา Jet Black และสีดำผิวด้าน Just Black ส่วนสีอื่นๆ จะมีเช่นเดิม ได้แก่ Silver, Gold, Rose Gold เมื่อรวมทั้งหมดมี 5 เฉดสี ทว่าแอปเปิ้ลก็มีคำเตือนมาครับ โดยสีดำผิวเงานั้นทำให้เห็นรอยง่ายเนื่องจากผิวที่มันเงา ทั้งนี้เฉดสีดังกล่าวก็จะซื้อได้เฉพาะในรุ่น 128GB และ 256GB เท่านั้น

ความแตกต่างของเฉดสีใหม่ระหว่าง Jet Black & Just Black ?

  • สีดำแบบ Jet Black จะเงาสามารถสะท้อนแสงได้ ขณะที่สี Just Black เป็นสีที่เข้มและไม่สะท้อนแสง
  • สี Jet Black จะให้ความรู้สึกดำมากกว่าอีกหนึ่งสีที่จะให้โทนดำเทา
  • สี Just Black ดูสะอาดมากกว่าเมื่อเทียบกับ Jet Black เพราะไม่มีรอยนิ้วมือหรือคราบมันต่างๆ
  • สี Jet Black จะสามารถมองริ้วรอยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน เนื่องจากความเงา ส่วนสี Just Black ถ้าไม่สังเกตมองเห็นได้ยาก
  • ต้องจ่ายแพงกว่าถ้าอยากใช้สี Jet Black เนื่องจากมีให้ซื้อเฉพาะรุ่นความจุ 128GB & 256GB

 

ขณะที่ขนาดตัวเครื่องมีรายละเอียดดังนี้

  • iPhone 7 : 138.3 x 67.1 x 7.1 มิลลิเมตร นํ้าหนัก 138 กรัม
  • iPhone 7 Plus : 158.2 x 77.9 x 7.3 มิลลิเมตร นํ้าหนัก 188 กรัม

สาเหตุที่ Apple ตัดช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร มีคำตอบให้แล้ว สาเหตุหลักคือการเพิ่มพื้นที่เพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านอื่น โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นครับ...?

  • เสริมประสิทธิภาพกล้องให้ดียิ่งขึ้น
  • เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ Taptic Engine ที่ปุ่ม Home
  • กันนํ้าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เมื่อไม่มีรูเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แล้วจะต้องทำยังไง เพื่อฟังเพลง...?

แน่นอนว่าการมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. เป็นเรื่องที่คุ้นเคยของใครหลายๆ คน และมักที่จะชาร์จแบตเตอรี่แล้วก็เพลิดเพลินกับเสียงเพลงไปด้วย แต่คราวนี้ในรุ่นของ iPhone 7 & iPhone 7 Plus จะทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เนื่องจากทางแอปเปิ้ลได้ตัดออกไปแล้ว ด้วยเหตุผลข้างต้น ทว่าถ้าทำลักษณะนี้คือฟังพร้อมกับชาร์จก็ต้องพึ่งหูฟัง AirPods (อ่านข่าวเปิดตัว) ซึ่งมีราคาวางจำหน่าย 6,900 บาท หรือว่าจะใช้งานหูฟังไร้สายของยี่ห้ออื่นก็ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ถ้าหากไม่ต้องการซื้อหูฟังดังกล่าวที่มีราคาแพง ผู้ใช้งานก็ต้องซื้อแท่นชาร์จ iPhone Lightning Dock โดยอุปกรณ์นี้จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ เช่นเดียวกับมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. รวมถึงซิงค์กับ iPhone มีราคาวางจำหน่าย 2,100 บาท

เมื่อปุ่มโฮมไม่สามารถกดได้ แล้ววิธี Hard Reset จะต้องทำอย่างไร 

วิธีการ Hard Rest บน iPhone 7 และ 7 Plus ใหม่ คือการกดปุ่มเปิด-ปิดเครื่องค้างพร้อมๆ กับปุ่มลดเสียง จนกว่าเครื่องจะดับ และมีโลโก้แอปเปิลขึ้นมา

 

Case ของ iPhone 6s และ 6s Plus สามารถใส่ร่วมกับ iPhone 7 & iPhone 7 Plus ได้หรือไม่มาหาคำตอบกัน...?

ถึงแม้ว่าตัวเครื่องของทั้งสองโมเดลมีขนาดเท่ากัน แต่ก็ไม่อาจจะใส่เคสร่วมกันได้นะครับ เนื่องจากโมดูลกล้องของ 2 รุ่นดังกล่าวมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง รวมถึงลำโพงที่รุ่นใหม่จะมีทั้งบนและล่างแล้ว ดังนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้น หากใช้เคสรุ่นเก่าลำโพงจะถูกปิดกั้น ดังนั้นจึงสรุปว่าเคสไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ 

ทำไมถึงไม่มีรุ่นหน่วยความจำ 16GB แล้ว เหตุผลคืออะไร...?

หากย้อนกลับไปในอดีตหน่วยความจำ 8GB ก็ถือว่าแสนพิเศษและมากโขแล้ว ทั้งใครหลายคนก็ยังพากันบอกว่า มีไว้ทำไมเยอะแยะขนาดนั้นสำหรับพื้นที่จัดเก็บข้อมูล แต่แล้วเมื่อวันเวลาพาไปกลายเป็นว่าต้องเพิ่มขึ้น เพราะไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เนื่องจากแอพพลิเคชั่นได้มาถึงยุคของ (Multi-Gigabyte) แล้ว ก็ยังไม่รวมอย่างอื่น เช่น รูปภาพ, เพลง หรือไฟล์วิดีโอขนาด 4K นั่นทำให้หากคงจำหน่ายรุ่น 16GB ต่อไป ผู้ใช้งานต้องมานั่งกังวลต่อพื้นที่เก็บข้อมูลภายในเครื่อง 

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีบริการฝากข้อมูลบนโลกของ Cloud แต่ผู้ใช้งานบางคน หรือบางสถานการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากต้องใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มและไม่สะดวก

สรุปสเปกของ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus กันแบบครบทุกรายละเอียด

  iPhone 7 iPhone 7 Plus
ระบบปฏิบัติการ iOS 10 iOS 10
หน้าจอ  Retina-LED-Backlit Widescreen-IPS-ปรับปรุงทัชสกรีนใหม่
ขนาดกว้าง 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1334 x 750 พิกเซล แสดงเฉดสีกว้างกว่าเดิมและเคลือบสารป้องกันรอยนิ้วมือ
Retina-LED-Backlit Widescreen-IPS-ปรับปรุงทัชสกรีนใหม่
ขนาดกว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล แสดงเฉดสีกว้างกว่าเดิมและเคลือบสารป้องกันรอยนิ้วมือ
หน่วยประมวลผล  สถาปัตยกรรม 64 บิต ด้วยชิปเซ็ต A10 Fusion ร่วมกับ M10 สถาปัตยกรรม 64 บิต ด้วยชิปเซ็ต A10 ร่วมกับ M10 
Ram 2GB  3GB
พื้นที่เก็บข้อมูล 32/128/256GB 32/128/256GB
ระบบเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac Wi‑Fi with MIMO, Bluetooth 4.2, GPS, GLONASS, VoLTE, Wi-Fi Calling, 4G ความเร็วสูงสุด 450Mbps  Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac Wi‑Fi with MIMO, Bluetooth 4.2, GPS, GLONASS, VoLTE, Wi-Fi Calling, 4G ความเร็วสูงสุด 450Mbps
Touch ID เจนเนอเรชั่นที่ 2 เจนเนอเรชั่นที่ 2
กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 ระบบกันสั่น OIS เลนส์ 6 ชิ้น แฟลช LED 4 ดวง รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K คู่ 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8/f.2.8 ระบบกันสั่น OIS เลนส์ 6 ชิ้น แฟลช LED 4 ดวง ซูมแบบออฟติคอล 2 เท่า และดิจิตอล 10 เท่า รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K 
กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ไฟแฟลช Retina รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุด FullHD 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ไฟแฟลช Retina รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุด FullHD 
แบตเตอรี่ 1960 mAh 2900 mAh

 

สรุปความต่างทั้งสองรุ่นมีอะไรที่ไม่เหมือนกันบ้างระหว่าง iPhone 7 และ iPhone 7 Plus

  • ขนาดตัวเครื่องกับนํ้าหนัก
  • ขนาดความกว้างของหน้าจอรวมถึงความละเอียด
  • แรมและแบตเตอรี่ 
  • กล้องที่มีจุดประสงค์การถ่ายภาพต่างกัน

นำ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus มาเทียบกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus 

  iPhone 6s iPhone 7 iPhone 6s Plus iPhone 7 Plus 
หน้าจอ ขนาดกว้าง 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1334 x 750 พิกเซล จอกว้างเท่ารุ่นก่อนหน้า แต่ปรับปรุงเฉดสีและความสว่าง ขนาดกว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล จอกว้างเท่ารุ่นก่อนหน้า แต่ปรับปรุงเฉดสีและความสว่าง
หน่วยประมวลผล A9 + M9 A10 Fusion+M 10 เร็วกว่า 2 เท่า ประหยัดพลังงานมากกว่า A9 + M9 A10 Fusion+M 10 เร็วกว่า 2 เท่า ประหยัดพลังงานมากกว่า
Ram 2GB 2GB 2GB 3GB
พื้นที่เก็บข้อมูล 32/128 GB 32/128/256 GB 32/128 GB 32/128/256 GB
การเชื่อมต่อ 4G 4G LTE Cat 6. ทำความเร็วสูงสุด 300 Mbps 4G LTE Cat 6. ทำความเร็วสูงสุด 450 Mbps 4G LTE Cat 6. ทำความเร็วสูงสุด 300 Mbps 4G LTE Cat 9. ทำความเร็วสูงสุด 450 Mbps
Touch ID เจนเนอเรชั่น 2 เจนเนอเรชั่น 2 เจนเนอเรชั่น 2 เจนเนอเรชั่น 2
ช่องเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 มม. รองรับ ไม่รองรับ รองรับ ไม่รองรับ
คุณสมบัติกันนํ้ากันฝุ่น ไม่รองรับ รองรับ ไม่รองรับ รองรับ
กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ไฟแฟลช True Tone รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล ไฟแฟลช True Tone บันทึกวิดีโอ 4K 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล ไฟแฟลช True Tone บันทึกวิดีโอ 4K 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล ไฟแฟลช True Tone บันทึกวิดีโอ 4K
กล้องหน้า ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ไฟแฟลช Retina บันทึกวิดีโอสูงสุด 720p ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ไฟแฟลช Retina บันทึกวิดีโอสูงสุด 1080p ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ไฟแฟลช Retina บันทึกวิดีโอสูงสุด 720p ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ไฟแฟลช Retina บันทึกวิดีโอสูงสุด 1080p
แบตเตอรี่ 1,715 mAh 1,960 mAh 2,750 mAh 2,900 mAh
ราคา 22,500/26,500 บาท ยังไม่ระบุ 26,500/30,500 บาท ยังไม่ระบุ

หลังจากได้เทียบสเปกกันไปแล้ว เรามาดูกันหน่อยว่าเมื่อ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus ปรับราคาลง แล้วแบบนี้เราควรซื้อ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ไหม หรือไม่ควรซื้อเลือกรุ่นเก่าดีกว่า เพราะอะไรมาฟังเหตุผลกันครับ....?

เริ่มจากไม่ควรซื้อก่อน เนื่องจาก iPhone 6s และ iPhone 6s Plus ยังมีดี และอดเปรี้ยวไว้กินหวาน!!!

1. ดีไซน์แทบไม่เปลี่ยน ที่แตกต่างคือเส้นสัญญาณ : ไม่มีความแปลกใหม่ให้เห็นจนสะดุดตา ที่เห็นได้ชัดนั่นเอง และเลนส์กล้องยังนูนออกมาเช่นเดิม

2. หน้าจอเท่าเดิม เช่นเดียวกับความละเอียด : และที่สำคัญใช้ 3D Touch ได้เหมือนกัน ถึงแม้รุ่นใหม่หน้าจอสว่างกว่ากับเฉดสีที่ดีกว่า แต่ในบางมุมของเฉดสีสายตาเราอาจแยกไม่ออก

3. ชิปเซ็ต A9 + Ram 2GB : ยังตอบโจทย์การใช้งานแอพพลิเคชั่นทั่วไปได้อยู่แล้ว

4. ชาร์จแบตเตอรี่พร้อมฟังเพลงได้พร้อมกัน : พฤติกรรมการใช้งานสุดคลาสสิคของใครหลายคนก็จะยังคงดำเนินต่อไป

5. อดเปรี้ยวไว้กินหวาน : ต้องบอกก่อนว่าปีหน้า iPhone จะเดินทางมาถึงปีที่ 10 แล้ว โดยอาจมีเซอร์ไพร์สอะไรบางอย่าง เนื่องจากมีข่าวลือรายงานมา ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนยกแผง แต่จะยังคงไว้ซึ่งกล้องคู่ ดังนั้นหากมองในมุมหนึ่งเราอาจประหยัดเงินไว้ซื้อรุ่นใหม่ในปีหน้า 

เปลี่ยนดีกว่าต้องซื้อแล้ว iPhone 7 กับ iPhone 7 Plus มีเหตุผลใด

1. คุณสมบัติกันนํ้ากันฝุ่น : อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ผู้ใช้งานหลายคนถวิลหา ซึ่งจะทำให้การใช้งานสะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ ที่ไม่คาด

2. ทำงานไหลลื่นขึ้นกว่าเดิมกับแบตเตอรี่มีความจุเพิ่มขึ้น : ด้วยชิปเซ็ตที่ทางแอปเปิ้ลเคลมไว้ ทั้งยังบอกอีกว่าทั้งสองรุ่นสามารถใช้งานได้นานกว่า iPhone รุ่นใดที่เคยมีมา

3. กล้องยกโฉม ปรับปรุงฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ : ถึงแม้ว่าความละเอียดจะไม่เปลี่ยนไปแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือภายใน ปรับแต่งให้ดีขึ้นเพื่อตอบโจทย์เทรนด์การใช้งานในปัจจุบัน

4. ลำโพงเสียงดัง : เป็นสเตอริโอแล้ว โดยบอกว่าให้เสียงดังกว่า iPhone 6s ถึง 2 เท่า 

5. เฉดสีใหม่ : นอกจากมีฟีเจอร์อื่นๆ ถูกปรับเปลี่ยนไป เรื่องของสีสันก็เหมือนกัน โดยเพิ่มมาสองสีคือ Jet Black (สีดำเงา) & Just Black (สีดำด้าน)

จบลงแล้วนะครับ สำหรับการพามาทำความรู้จัก iPhone 7 กับ iPhone 7 Plus และ iOS 10 ต้องบอกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องของการกันนํ้ารวมถึงช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร และกล้องคู่ (Dual Camera) ที่พอคาดการณ์ได้ว่าสามประเด็นนี้จะเกิดขึ้นใน The Next iPhone อีกแน่นอน อย่างไรก็ตามหากมีความเคลื่อนไหว หรือรายละเอียดใดที่ต้องรู้รออ่านได้เลยครับ เราจะนำมารายงานไว้ที่นี่ที่เดียว!!!!!

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์