เป็นประเด็นที่น่าติดตามเลยทีเดียว สำหรับบริษัท Apple และบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ต่างๆ โดยอย่างที่ทุกคนทราบกันว่า ณ ตอนนี้ประเทศสหรัฐอเมริการมีประธานาธิบดีคนที่ 45 แล้ว นั่นก็คือนาย Donald Trump ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปีเขา (Trump) ได้เคยเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันบอยคอดสินค้าของแอปเปิ้ลเนื่องจากประเด็นปัญหาด้านการเข้ารหัส เพราะฉะนั้นจึงขอนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังว่าอาจมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างต่อจากนี้ของ Apple หลังจากเขาได้เป็นประธานาธิบดี

โดยเว็บไซต์ businessinsider.com หยิบยกมา 3 ประเด็น ได้แก่ 1. ด้านภาษี 2. ด้านการตั้งโรงงานการผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา 3. การอนุญาติให้เข้าถึงข้อมูล (backdoors) รายละเอียดมีดังนี้

1. ด้านภาษี : ต้องบอกว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องราวละเอียดอ่อนและซับซ้อน โดยก็ไม่ได้มีเพียงเฉพาะนาย Donald Trump เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคคลอื่น ที่จะต้องการให้ Apple หรือบริษัท IT ทั้งหลาย สามารถชำระภาษีเข้าสู้ประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากธุรกิจด้านนี้สามารถทำผลประกอบการได้สูงตลอดไตรมาส หรือทั้งปีนั่นเอง และยังคงเติบโตได้อีกต่อเนื่องตามยุคโลกาภิวัฒน์

ทว่าในกรณีของ Apple เมื่อนาย Trump เข้ามาอาจได้รับผลประโยชน์ด้านภาษี เนื่องจากเขาจะปรับให้ชำระภาษีแค่เพียง 10% เท่านั้น จากเดิมสูงถึง 35% นั่นก็เพื่อจูงใจให้ชำระภาษีกันมากขึ้น เพราะว่าในปัจจุบันการทำธุรกิจข้ามประเทศ เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้สามารถประหยัดต้นทุน และลดภาระของโลจิสติกส์ รวมถึงแรงงานที่ในบางประเทศทำงานได้เหมือนกันประเทศต้นทาง แต่จ่ายค่าแรงถูกกว่า เป็นต้น

2. ด้านการตั้งโรงงานการผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา : แน่นอนว่าการตั้งฐานโรงงานที่บ้านเกิดของตนเอง นั่นก็คือประเทศสหรัฐอเมริกาจะทำให้มีเม็ดเงิน หรือแรงงานได้ประโยชน์ขนาดไหนภายในประเทศ แล้วยิ่งกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple แล้ว จึงทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงข้อนี้

แต่มีอีกประเด็นและอย่างที่ทราบกันว่า Apple ไปตั้งฐานรกรากผลิตอุปกรณ์ในประเทศจีน โดยนั่นก็เหมือนเสริมสร้างเม็ดเงินจากแหล่งต่างๆ เข้าสู่ประเทศจีนไปโดยปริยายเพราะถ้ามองตามความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันนี่คือสองมหาประเทสของโลกขณะนี้ ดังนั้นเสือสองตัวย่อมไม่อยากอยู่ถํ้าเดียวกัน

และก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดเพราะสมัย Barack Obama เคยพูดคุยกับ Steve Jobs ไว้แล้ว แต่เขา (Jobs) ให้เหตุผลว่า....

  • ด้านโลจิสติกส์ เพราะผู้ผลิตชิ้นส่วนโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปเอเชีย
  • บุคลากรไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเท่าในประเทศจีน
  • ลดต้นทุนการผลิต เพราะถ้าผลิตในผระเทศสหรัฐอเมริกาจะต้องจ่ายเพิ่ม $50 ต่อการผลิต iPhone หนึ่งเครื่อง

3. การอนุญาติให้เข้าถึงข้อมูล (Backdoors) : กลายเป็นประเด็นอันร้อนแรงช่วงต้นปีเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีประเด็นการก่อการร้ายเข้ามาเกี่ยวข้อง และผู้ร้ายดันใช้ iPhone เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสาร ดังนั้นหน่วยงาน FBI จึงต้องการจะเข้าถึงข้อมูล ทว่า Apple ก็ได้แสดงจุดยืนคัดค้าน 

ดังนั้นจึงอาจเป็นเรื่องประเด็นสำคัญที่อาจจะมีการหารือเกิดขึ้น เพราะว่าการก่อการร้ายถือเป็นเรื่องที่นาย Trump ให้ความสำคัญ ตามที่ได้หาเสียงไว้

สุดท้ายการบริหารจัดการประเทศของนาย Trump จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกัน เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวว่าเหล่าบุคลากรไอทีมองว่านโยบายส่วนใหญ่ของเขามีท่าทีจะต่อต้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งต้องการปิดกั้นด้วย 

RELATED TO:

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Fri, 28 Apr 2017 06:56:01 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)