ต้องบอกว่าปีนี้ Asus เริ่มต้นไว้ดีเลยทีเดียว สำหรับขุนพลสมาร์ทโฟนสองรุ่นที่เผยโฉม ณ งาน CES 2017 ได้แก่ Zenfone 3 Zoom และ Zenfone AR (อ่านข่าวเปิดตัว) ซึ่งในรุ่นแรกทางเอซุสได้เน้นกล้องเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกกับกล้องคู่, โหมด " Portrait" และการจับโฟกัสผสมผสานสามเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราจะมาทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิมกัน...?

เลนส์แต่ละตัวเป็นอย่างไร

สำหรับ Zenfone 3 Zoom มาพร้อมกล้องคู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลโดยเลนส์ชุดแรกมีขนาด 25 มม. เซ็นเซอร์ Sony IMX362 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.55 นิ้ว มีจุดพิกเซลขนาด 1.4 um เพิ่มการรับแสงมากกว่าเดิม 2.5x เท่าพร้อมระบบจับโฟกัส Super-fast auto focusing เอซุสเรียกว่า TriTech+ auto-focus system ก็ประกอบด้วย Dual Pixel PDAF auto-focus, Laser auto-focus-Subject-tracking ทั้งมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวทั้งกายภาพ (OIS) แบบ 4 แกน ทำงานร่วมกับ EIS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะมีรูรับแสงกว้าง f/1.7 และเลนส์สอง 59 มม. สามารถซูมภาพแบบ Optical ได้ 2.3 เท่า และทำหน้าที่ถ่ายภาพโหมด Portrait

การถ่ายภาพแบบ Portrait ต้องรอการอัพเดทซอฟต์แวร์ครั้งต่อไปก็เช่นเดียวกับ RAW ที่จะมาพร้อมการอัพเดทแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 7.0 (Nougat)

TriTech+ auto-focus system มีหลักการทำงานอย่างไร

เริ่มแรก Asus ยังคงใช้หลักการทำงานเดียวกับ Dual Pixel ของซัมซุง แต่เพิ่มเติมเสริมประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี Laser auto-focus ด้วยการจับโฟกัสรวดเร็วเพียง 0.03 วินาที เพื่อให้การโฟกัสนั้นมีความรวดเร็วและแม่นยำเที่ยงตรงมากขึ้นอีกทั้งยังส่งผลให้แสง ณ จุดที่โฟกัสมีความสว่างขึ้นหากอยู่ในพื้นที่ที่มีแสงน้อย ซึ่ง Dual Pixel แบบดั้งเดิมไม่สามารถทำตรงนี้ได้ 

นอกจากการทำงานทั้งสองเทคโนโลยีแล้วทางเอซุสได้เพิ่มเติมเสริมขึ้นอีกหนึ่งหลักการคือ subject tracking auto focus ที่เรามักเห็นในโซนี่มาผนวกการทำงานด้วยกัน ทำให้ภาพที่ได้ดียิ่งขึ้น แท้จริงแล้วภาพจะเป็นอย่างไร คงต้องรอการพิสูจน์อีกครั้งหนึ่ง

มีระบบกันสั่นอย่างไรบ้าง

สำหรับ Zenfone 3 Zoom มาพร้อม OIS 4 แกน (4-axis) ผสมผสานการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ EIS หรือ Electonic Image Stabilization จำนวน 3 แกน โดยทำให้ภาพมีความเที่ยงตรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะยังมีระบบการจับโฟกัส Subject-tracking อยู่อีกด้วย

อย่างที่เกริ่นข้างต้นทางเอซุสเคลมว่ารับแสงมากกว่าเดิม 2.5 เท่า 

โดยทางเอซุสเรียกเทคโนโลยีว่า SuperPixel Engine ที่จะควบคุมระดับของ ISO ให้เหมาะสมและช่วยลด Noise ลง ทั้งเสริมด้วยระบบกันสั่น (OIS & EIS) ส่งผลให้ภาพจะไม่มีความเบลอ เมื่อถ่ายภาพในพื้นที่สภาวะแสงน้อย หรือโหมดกลางคืน

 

นอกจากมีเทคโนโลยีมาเสริมปรุงแต่งให้ภาพดีแล้ว เอซุสได้ใสเซ็นเซอร์ RGB เข้ามาด้วย

โดยมีหลักการทำงานตรวจจับชนิดของแสง (เกี่ยวกับสี) และปรับสภาพการแสดงผลที่ดีที่สุด (Best Setting) แบบอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ภาพที่ดูธรรมชาติมากที่สุด

หลังจากเจาะลึกเรื่องกล้องกันไปแล้ว ลำดับไปมาสรุปฟีเจอร์เด่นของรุ่นนี้กัน...?

1. หน้าจอครอบทับกระจก Corning Gorilla Glass 5 : ซึ่งมีประสิทธิภาพกันรอยขีดข่วนสูงกว่าเดิมเยอะ (อ่านข่าวเปิดตัว)

2. พลังเสียงระบบ Hi-Res (24-bit/192kHz ) : ด้วยการออกแบบลำโพงแบบใหม่สามารถให้ความดังกว่าเดิม 20% มีระบบควมคุม Smart AMP และก็เพิ่มความไพเราะขึ้นอีกเมื่อเสียบหูฟังด้วยระบบเสียง DTS Headphone:X 7.1

3. ระบบชาร์จเร็ว : โดยเอซุสเคลมว่าใช้ระยะเวลาในการชาร์จเพียง 5 นาที สามารถใช้สนทนาได้นานเกือบสองชั่วโมงเลยทีเดียว

4. เพิ่มความสนุกในการใช้งานด้วยการรองรับสองซิมการ์ดแบบ 4G/3G : แต่ว่าน่าเสียดายเพราะเป็นระบบ Hybird ดังนั้นจึงจะต้องเลือกว่า สองซิมการ์ด หรือ หนึ่งซิมการ์ด / MicroSD Card สูงสุด 2TB

5. แบตเตอรี่ความจุ 5,000 mAh : สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K ต่อเนื่องนาน 6.4 ชม. ทั้งมีระบบชาร์จให้กับอุปกรณ์อื่นด้วย เสมือนเป็นพาวเวอร์แบงค์นั่นเอง

 

6. กล้องหน้าเซลฟี่ได้กว้างกว่าที่เคย : โดยจะมาพร้อมความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX 214 รูรับแสง f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี SuperPixel เหมือนกับที่อธิบายข้างต้น กับโหมดหน้าสวยที่มีลูกลเ่นหลากหลาย และไฟแฟลชแบบ Screen Flash 

นอกจากนี้มีจุดเด่นการถ่ายเซลฟี่แบบพาโนราม่ากว้างถึง 140 องศา ทำให้เก็บรายละเอียดของภาพได้มากกว่าที่เคย

สำหรับราคายังไม่มีการเปิดเผยออกมา คงต้องลุ้นหน่อยว่าเอซุสประเทศไทยก็จะนำรุ่นนี้เข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราหรือไม่

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Thu, 30 Mar 2017 12:09:21 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)