ข่าวเทคโนโลยี » เทคโนโลยี

นอกจากเรื่องกล้องและเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่กำลังเป็นประเด็นเรื่องฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ที่น่าสนใจ และเตรียมรอนำมาอยู่บนสมาร์ทโฟนอีกไม่ช้า คาดว่าอย่างน้อยในปีหน้าก็จะได้เห็นกันครบถ้วน อย่างไรก็ตามเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา USB 3.0 Promoter Group ที่เป็นการรวมกลุ่มระหว่างบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี อาทิ Apple, HP, Intel, Microsoft, Texas Instruments เป็นต้น ร่วมกันเปิดตัวมาตรฐานใหม่ USB Type-C มาตรฐาน 3.2ของพอร์ตเชื่อมต่อให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และคาดว่าสามารถใช้จริงในปีพุทธศักราช 2562 อีกหนึ่งปีกว่าต่อจากนี้ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักให้มากขึ้น

 

เริ่มกันที่ USB 3.2 คืออะไร

เริ่มเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าในอนาคต MicroUSB 2.0 อาจจะเลือนหายไปในอนาคต หากย้อนกลับไปช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพอร์ต USB Type-C จะถูกพบได้แค่ในรุ่นท็อปเท่านั้น แต่ในปัจจุบันรุ่นราคาประหยัดก็มีให้พบเห็นได้เช่นกัน ดังนั้นคาด่ว่าอีกปีสองปีต่อจากนี้อาจต้องกล่าวคำลา

สำหรับ USB 3.2 เป็นมาตรฐานเชื่อมต่อข้อมูลที่จะนำมาใช้กับพอร์ตเชื่อมต่อประเภทใหม่ Type-C ที่ ณ ตอนนี้เริ่มกว้างขวางสู่อุปกรณ์ต่างๆ มากขึ้น โดยมาตรฐานใหม่ถูกพัฒนาต่อยอดจาก USB 3.1 Gen 2 กล่าวคือเดิมทีสามารถรับส่งข้อมูลได้ความเร็วสูงสุด 10Gbps หรือประมาณ 1GB ต่อวินาที

แต่กับ USB 3.2 จะเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยลูกเล่นการถ่ายโอนข้อมูลแบบ Multi-lane operation หรือหลายช่องทางพร้อมกันในเวลาเดียวกันจากสองช่องทางและแปดพิน จึงส่งผลให้ความเร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่าคือรับส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วถึง 2Gbps หรือ 2GB ต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้หลากหลาย เพิ่มความสะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้นเสมือนทลายข้อจำกัดที่สายนี้ต้องคู่กับฮาร์ดแวร์นี้ลงไป แต่ความเร็วที่ระบุข้างต้นจะเห็นผลได้ก็ต่อเมื่อสายเคเบิ้ล, ฮับ และอุปกรณ์ต้องรองรับเทคโนโลยีนี้ด้วย เช่น A มีเทคโนโลยี USB 3.2 แต่ B ไม่มีความเร็วก็จะไม่สูงสุด ซึ่งจะถูกจำกัดไว้แค่เทคโนโลยีที่ B มี อีกทั้งหากไม่ใช้สายเคเบิ้ลที่รองรับความเร็วก็จะไม่ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าอุปกรณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องต้องรองรับ USB 3.2 มิเช่นนั้นความเร็วที่ได้ก็จะไม่ใช่ระดับเดียวกับมาตรฐาน

 

คำถามคือทุกอย่างกลายเป็นว่าต้องรองรับ ดูจะมีค่าใช้จ่ายสูงตามมาด้วย ทำอย่างไรดี ?

อาจดูเหมือนว่าจะมีเฉพาะสายเคเบิ้ลเท่านั้นที่ต้องซื้อเปลี่ยนถ้าสายเก่าไม่ใช่สาย SuperSpeed USB 10Gbps ทว่าในส่วนของอุปกรณ์ของผู้ใช้งานคาดว่าน่าจะมีการปล่อยอัปเดตตามมาภายหลัง แต่ทั้งนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับสเปกของอุปกรณ์นั้นด้วย แต่ด้วยความเร็วการถ่ายโอนขนาดนี้ หากเป็นโน๊ตบุ๊คหรือเครื่องคอมพิวเตอร์คงต้องอาศัย SSD (Solid-State-Drive) ส่วนสมาร์ทโฟนอย่างน้อยต้องเป็น USF 2.0 ขึ้นไป แต่ตามผลทดสอบความเร็วก็ยังไม่ถูกขั้นมาตรฐานใหม่อยู่ดี ดังนั้นคงต้องติดตามกันต่อไปว่าอนาคตจะเป็นเช่นใดกัน

USB 3.2 ทำออกมาเพื่ออะไร มันเกินความจำเป็นไปหรือไม่

ในปัจจุบันวิดีโอความละเอียด 4K ได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วเฉกเช่นเดียวกับคอนเทนต์จำพวก AR & VR ที่หลายธุรกิจก็นำไปใช้งานทิศทางแตกต่างกัน เช่น การบริการ สินค้า การขนส่ง หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น ล่าสุดก็มีการทดลองเกี่ยวกับให้ผู้ปกครองสามารถทดลองเลี้ยงลูกผ่านแว่นตา VR ได้ โดยภายในโลกเสมือนจริงจะมีข้อมูลมากมายที่ต้องถ่ายโอนผ่านผู้ให้บริการไปยังแว่น แม้ว่า ณ ตอนนี้จะพอดีเหมาะสมแล้ว

แต่อนาคตล่ะเพื่อความต่อเนื่องจึงต้องอาศัยพอร์ตเหล่านี้เป็นตัวเชื่อมเพราะไม่มีใครรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกที่ต้องอาศัยการถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูงขนาดนี้ ซึ่งอาจเข้ากับประโยคที่ว่า ผู้พัฒนาคงมีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าต้องมีอะไรที่สุดยอดเกิดขึ้นอีกมิเช่นนั้นคงไม่พัฒนาเพราะต้องเสียทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาซึ่งในแง่ของผู้ลงทุนแล้วคงไม่เหมาะสมนักหากทุ่มทุนแล้วไม่เกิดประโยชน์

นาย Brad Saunders ประธานกลุ่มผู้พัฒนาให้คำนิยามว่า
USB 3.2 คือมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงรายละเอียดส่วนหนึ่งเท่านั้น โดยสเปกแบบจัดเต็มจะมีการเปิดเผยในเดือนกันยายนศกนี้

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

    สินค้าออนไลน์ONLINE STORE

      หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Tue, 17 Oct 2017 21:29:26 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)