ข่าวเทคโนโลยี » สมาร์ทโฟน

เข้าสู่กลางปี 2018 แล้ว ตลาดสมาร์ทโฟนในบ้านเรายังคงร้อนแรง มีรุ่นใหม่ๆ มาวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ทิศทางที่เปลี่ยนไปคือผู้ซื้อแบบเราสามารถจับต้องสเปกดีๆ ได้ในราคาที่ถูกลง หากเทียบกับช่วงสองสามปีที่ผ่านมา อาทิ รุ่น RAM 4GB / ROM 64GB มีวางจำหน่ายราคาตํ่ากว่าหมื่น นั่นก็เพราะการแข่งขัน อย่างไรก็ตามช่วงกลางปีแบบนี้ก็มีรุ่นใหม่เตรียมเข้ามาให้จับจองเป็นเจ้าของเช่นกัน โดยขอเน้นเฉพาะหัวใจประมวลผลพลังมังกร Snapdragon 660 เท่านั้น

 

เริ่มจากรุ่นเด็ดที่ปลุกกระแสการสแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ ไม่ต้องมีปุ่มทางกายภาพให้รกสายตาแล้ว ทว่าผู้ใช้สามารถปลดล็อคตัวเครื่องด้วยนิ้วของตนเองบนหน้าจอได้เลย นั่นก็คือ Vivo X21 UD โดยเพจวีโว่ประเทศไทยเผยทีเซอร์สั้นๆ ซึ่งคาดว่าเกี่ยวกับรุ่นดังกล่าว ไม่แน่อาจเปิดตัวในไทยเร็วๆ นี้ ดังนั้นเราลองมาดูจุดเด่นกันว่ามีอะไรบ้าง

Vivo X21 UD มีขอบจอสุดบางทั้งหน้าจอแสดงผล ในอัตราส่วน 19:9 แบบ Super AMOLED ขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 4.0 บนพื้นฐานแอนดรอยด์ 8.1 (Oreo) มาพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอบริเวณด้านล่างกับการสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อค ตัวเครื่องทำจากโลหะแบบไร้รอยต่อแล้วครอบทับกระจกทั้งด้านหน้าด้านหลัง ด้านหลังจะออกแบบให้จับถือสะดวก รวมถึงเคลือบเลเยอร์อีกชั่นหนึ่งเพื่อให้เฉดสีของแต่ละสีโดดเด่นตามสไตล์ของตนเองในลักษณะที่แตกต่างกันของสภาวะแสง

นอกจากนี้ Vivo X21 UD มาพร้อมระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีชื่อเรียกว่า "Jovi" คอยเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งาน และอำนวยความสะดวกให้ เช่น หากคุณเล่นเกม เจ้า AI ก็จะจัดการทรัพยากรภายในเครื่องให้คุณเล่นเกมได้ไหลลื่น พร้อมเพิ่มความบันเทิงด้วยชิปเซ็ต AK4376A ที่ออกแบบให้ถ่ายทอดเสียงได้ในลักษณะ Panoramic surround นั่นหมายความคุณจะได้รับเสียงทุกท่วงทำนอง

สำหรับกล้องหน้ามีความละเอียด 12MP แต่สามารถให้ภาพถ่ายระดับความละเอียด 24MP มาพร้อมระบบ AI ช่วยปรับแต่งผิวให้เป็นธรรมชาติ กล้องหลังของ Vivo X21 เป็นแบบกล้องคู่ เลนส์ตัวแรกมีความละเอียด 12MP เซ็นเซอร์ Samsung 2L9 ระบบจับโฟกัสภาพแบบ Dual Pixel รูรับแสง f/1.8 อีกหนึ่งเลนส์ความละเอียด 5MP รูรับแสงมีขนาด f/2.4 ทำหน้าที่จับองค์ประกอบของภาพในเชิงลึก โดยจะประมวลผลร่วมกับ AI

สเปกเบื้องต้นของ Vivo X21

  • ขนาดตัวเครื่อง : 154.45 × 74.78 × 7.37 มม.
  • นํ้าหนัก : 156.2 กรัม
  • ระบบปฏิบัติการ : Funtouch OS 4.0 บนพื้นฐานแอนดรอยด์ 8.1
  • หน้าจอ : Super AMOLED อัตราส่วน 19.9 ขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด 2280 x 1080 พิกเซล
  • หน่วยประมวลผล : Snapdragon 660
  • GPU : Adreno 512
  • RAM : 6GB
  • พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน : 64GB / 128GB
  • MicroSD Card : สูงสุด 256GB
  • ระบบเชื่อมต่อ : 4G VoLTE, Dual-band 2x2 MIMO WiFi 802.11 ac (2.4 GHz + 5 GHz), Bluetooth 5.0, GPS, Glonass, USB OTG
  • ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.
  • ชิปเสียง HiFi
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • ระบบสแกนใบหน้า
  • แบตเตอรี่ : ความจุ 3200mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

เมื่อพูดถึง Vivo ก็ต้องพูดถึง OPPO ด้วย โดยก็มีข่าวลือด้วยเช่นกันว่ามีการนำสมาร์ทโฟนรุ่น R15 มาให้หน่วยงานกสทช. รับรองว่าสามารถนำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยได้ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นโมเดล R15 dream mirror edition หรืออาจเปลี่ยนตัวย่อ Pro เพื่อให้จดจำง่าย ส่วนจุดเด่นของทั้งสองรุ่นเป็นเช่นใดมาดูกันเลย

OPPO R15 dream mirror edition จุดเด่นดีไซน์สวยงามยิ่งขึ้น ด้วยบอดี้โลหะไร้รอยต่อพร้อมขอบโลหะ ด้านหลังครอบทับกระจกให้แสงสะท้อนเงาตามสภาวะแสง หน้าจอมีขนาดใหญ่ 6.28 นิ้วกับอัตราส่วน 19:9 หรือ "Super-V Display" ความละเอียด FullHD+ โดยถ้าอยู่ในลักษณะหน้าจอ landscape สามารถเรียกแอปฯ ใช้บ่อยแบบป๊อปอัพได้เช่น แอปฯ โซเชียล หรือแอปฯ แชท เป็นต้น

OPPO R15 Dream Mirror Edition มีเลนส์กล้องคู่ เลนส์หลักความละเอียด 16MP เซ็นเซอร์ Sony IMX519 ขนาด 1/2.6" จุดพิกเซล 1.22 ไมครอน รูรับแสง f/1.7 อีกหนึ่งเลนส์ความละเอียด 20MP มีรูรับแสง f/1.7 กล้องหน้าความละเอียด 20MP รูรับแสง f/2.0 มีระบบปัญญาประดิษฐ์ AI ที่ช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนเป็นธรรมชาติ 

สเปกเบื้องต้นของ OPPO R15 Dream Mirror Edition

  • ขนาดตัวเครื่อง : 155.3 x 75 x 7.5 มม.
  • นํ้าหนัก : 175 กรัม
  • ระบบปฏิบัติการ : ColorOS 5.0 บนพื้นฐานแอนดรอยด์ 8.1
  • หน้าจอ : OLED อัตราส่วน 19.9 ขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด 2280 x 1080 พิกเซล ความหนาแน่นต่อพิกเซล 401ppi
  • หน่วยประมวลผล : Snapdragon 660
  • GPU : Adreno 512
  • RAM : 6GB
  • พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน : 128GB
  • MicroSD Card : สูงสุด 256GB
  • ระบบเชื่อมต่อ : 4G+, 4G LTE, WiFi 802.11 ac (2.4GHz + 5GHz), Bluetooth 5.0, GPS, GLONASS, OTG
  • ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม.
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • ระบบสแกนใบหน้า
  • แบตเตอรี่ : ความจุ 3400mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC flash charge

ต่อกันด้วย Xiaomi Mi A2 แน่นอนว่าเป็นอีกรุ่นที่น่าจะเข้ามาวางจำหน่ายในไทยตามรอยรุ่นพี่ ซึ่งหลายคนอาจไม่คุ้นกับชื่อรุ่น เนื่องจากถูกเปิดตัวในชื่อ "Mi 6X" ทว่าทางแบรนด์จะเปลี่ยนชื่อเพื่อการตลาดแต่ละกลุ่มประเทศ สำหรับจุดเด่นของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้อยู่ที่กล้อง โดยกล้องหลังเป็นแบบเลนส์คู่ความละเอียดเลนส์หลัก 12MP เซ็นเซอร์ Sony IMX486 จุดพิกเซลขนาด 1.25um ส่วนเลนส์สองความละเอียด 20MP เซ็นเซอร์ SonyIMX376 จุดพิกเซลขนาด 2.0um มีรูรับแสงเท่ากัน f/1.75 ซึ่งมีระบบปัญญาประดิษฐ์คอยประมวลผลภาพ และจับโฟกัสให้ภาพเป็นธรรมชาติ มาพร้อมโหมดโบเก้, โหมด Monochrome, Portrait, Panorama, Burst, HDR เป็นต้น

กล้องหน้าความละเอียด 20MP เซ็นเซอร์ Sony IMX376 จุดพิกเซลขนาด 2.0um Auto HDR และมีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยให้ถ่ายภาพลักษณะ Portrait และ Bokeh ได้อย่างสวยงาม เช่นเดียวกับโหมดปรับแต่งผิว Beauty 4.0 โดยรองรับการบันทึกวิดีโอกับ Video Call แบบ FullHD สามารถปรับผิวพรรณแบบเรียลไทม์

สเปกเบื้องต้นของ Xiaomi Mi 6X มีดังนี้

  • ระบบปฏิบัติการ : แอนดรอยด์เวอร์ชั่น 8.1 (Oreo) ครอบทับ MIUI 9.5
  • ขนาดตัวเครื่อง : 158.7 x 75.4 x 7.3 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 168 กรัม
  • หน้าจอ : IPS LCD อัตราส่วน 18:9 ขนาด 5.99 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ (2160 x 1080 พิกเซล) พร้อมครอบทับกระจกขอบโค้งด้วย Corning Gorilla Glass 3
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 660 
  • GPU : Adreno 512
  • RAM : 4GB/6GB
  • ROM : 64GB/128GB
  • ระบบเชื่อมต่อ : 4G LTE, WiFi 802.11a/b/g/n/ac, WiFi Direct, Infrared, WiFi Display, Bluetooth 5.0, GPS, AGPS, Glonass
  • พอร์ต USB Type-C
  • ระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และสแกนใบหน้า
  • แบตเตอรี่ความจุ 3,010 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว (Quick Charge 3.0)

ปิดท้ายด้วย nubia Z18 mini สมาร์ทโฟนสเปกจัดเต็ม โดยเป็นรุ่นที่มีดีไซน์สวยงาม มาพร้อมเฉดสีที่ไม่เหมือนใครซึ่งมีการเคลือบถึง 6 เลเยอร์เพื่อให้สีสด หากมีการนำมาวางจำหน่ายในบ้านเราเชื่อว่าได้รับความนิยมแน่นอน จุดเด่นดีไซน์บอดี้โลหะ ด้านหลังครอบทับกระจกแบบสามมิติซึ่งจะให้เฉดสีแตกต่างกันเมื่อแสงมากระทบ นอกจากนี้ด้านข้างตัวเครื่องยังมีปุ่มกด เพื่อเรียกใช้งานคำสั่งเสียงได้ด้วย มาพร้อมโหมดเกม, ระบบสแกนใบหน้า, การออกแบบเสาสัญญาณใหม่ เป็นต้น

nubia Z18 mini มีเลนส์กล้องคู่ด้านหลังความละเอียด 24MP+5MP ประกอบด้วยเลนส์ทั้งหมด 6 ชิ้น พร้อมระบบประมวลผลภาพ ISP มีระบบจับโฟกัส PDAF และรูรับแสง f/1.7 โดยเมนูการใช้งานออกแบบให้ใช้งานง่ายเป็นมิตร มาพร้อมซอฟต์แวร์ NeoVision 7.0 ที่จะให้คุณสนุกกับการถ่ายภาพ ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 8MP รูรับแสง f/2.0 จุดพิกเซลขนาด 1.12um มีโหมดปรับแต่งผิว

สเปกเบื้องต้นของ nubia Z18 mini มีดังนี้

  • ระบบปฏิบัติการ : แอนดรอยด์เวอร์ชั่น 8.1 (Oreo) ครอบทับ Nubia UI
  • ขนาดตัวเครื่อง : 148 x 70.6 x 7.6 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 153 กรัม
  • หน้าจอ : อัตราส่วน 18:9 ขนาด 5.7 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ (2160 x 1080 พิกเซล) พร้อมครอบทับกระจกขอบโค้งด้วย Corning Gorilla Glass 3
  • หน่วยประมวลผล : Qualcomm Snapdragon 660 
  • GPU : Adreno 512
  • RAM : 6GB
  • ROM : 64GB/128GB
  • ระบบเชื่อมต่อ : 4G LTE, WiFi 802.11a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.0, GPS, AGPS, Glonass
  • พอร์ต USB Type-C
  • ชิปเซ็ตเสียง : TAS2555
  • ระบบเสียงในหูฟัง : DTS Headphone X 7.1 Channel
  • ระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และสแกนใบหน้า
  • แบตเตอรี่ความจุ 3,450 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับสมาร์ทโฟนทั้งสี่รุ่นที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง ต้องบอกว่าหากนำเข้ามาวางจำหน่ายพร้อมๆ กัน ต้องมีตัดสินใจไม่ถูกแน่นอน เพราะแต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป แต่ว่าโดยรวมคือเน้นด้านถ่ายภาพเป็นหลัก ส่วนดีไซน์เป็นเรื่องรองลงมา ท้ายที่สุดแล้วทั้งสี่จะมีให้จับจองในบ้านเราหรือไม่ ต้องรอติดตามไปพร้อมกัน หากมีรายงานเพิ่มเติมจะรับนำมาแจ้งให้ทราบ

ส่วนรุ่นที่ไม่ต้องรอแล้ว สามารถจับจองได้เลยคือ Nokia 7 Plus : ทำความรู้จัก Nokia 7 Plus สมาร์ทโฟน Snapdragon 660 หน้าจอใหญ่ แบตฯ อึด กล้องคู่ ราคา 13,900 บาท

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

    หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Thu, 19 Jul 2018 16:50:20 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)