ข่าวเทคโนโลยี » สมาร์ทโฟน

เปิดตัวกันไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับสมาร์ทโฟนสเปคแรงราคา (อาจจะ) เบาอย่างรุ่น Xiaomi Mi 8 ที่เปิดตัวกันถึง 3 รุ่น ได้แก่ Mi 8, Mi 8 SE และ Mi 8 Explorer Edition ที่ถือว่าเป็นโมเดลที่ครบรอบ 8 ปีของบริษัท Xiaomi แต่ใครหลายคนอาจมองผ่านๆ เป็น iPhone X เลยทีเดียว เพราะมีรอยบากหรือที่หลายคนเรียกว่า "ติ่ง" บนหน้าจอแสดงผลในรูปแบบที่ใกล้เคียงกันมาก ขณะที่กล้องหลังคู่ก็มาในรูปทรงที่คล้ายๆ กัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยู่ข้างในรอยบากก็ต้องไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ดังนั้น เราจะมาบอกถึงความแตกต่างของฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ใน Mi 8 และ iPhone X กัน

 

เริ่มกันที่ iPhone X รุ่นที่แทบจะเป็นต้นแบบให้สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์หลายรุ่นในปีนี้ จากการเปิดตัวในปี 2017 ที่ผ่านมา ก็ถือว่าเรียกกระแสฮือฮาทั้งเชิงบวกและเชิงลบไปพร้อมกัน ซึ่งในรอยบากของรุ่นนี้ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีถึง 8 อย่าง โดยเราจะอธิบายคร่าวๆ ดังนี้

  • 1. กล้องอินฟราเรด ใช้เพื่ออ่านรูปแบบจุดบนใบหน้า จับภาพอินฟราเรด และส่งข้อมูลไปที่หน่วยประมวลผล A11 Bionic เพื่อยืนยันใบหน้าที่ตรงกัน
  • 2. อิลลูมิเนเตอร์มุมกว้าง ช่วยเรื่องการใช้ Face ID ในที่มืดและในที่แสงสว่างให้มีความเสถียร
  • 3. ตัวฉายจุดแสง (Dot projector) ทำให้ Face ID มีความแม่นยำและป้องกันได้ดียิ่งขึ้นด้วยการตรวจจับจุดบนใบหน้าของเจ้าของกว่า 30,000 จุด และสร้างแผนผังโครงสร้างใบหน้าของคุณที่ไม่ซ้ำกับใคร
  • 4. Proximity Sensor เป็นเซ็นเซอร์ทั่วไปที่อยู่บนสมาร์ทโฟนแทบทุกรุ่น ในการตรวจจับสิ่งของที่เข้ามาใกล้หน้าจอ เช่น หน้าจอแสดงผลจะดับไปเมื่อเอาหูแนบกับโทรศัพท์ระหว่างสนทนา
  • 5. Ambient light sensor เป็นส่วนที่ใช้ในการตรวจจับแสงสว่างที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นเพื่อให้เกิดการปรับแสงหน้าจอโดยอัตโนมัติ
  • 6. ลำโพงสำหรับทนา
  • 7. ไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับการตัดเสียงรบกวนภายนอก
  • 8. กล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล

ทั้งหมดนี้ คือ 8 สิ่งที่ iPhone X ซึ่งจะเน้นไปที่การทำงานของ Face ID เป็นส่วนใหญ่ที่เรียกว่า "TrueDepth"

 

ต่อกันที่สมาร์ทโฟนสเปคแรงอย่าง Xiaomi Mi 8 ที่มีรอยบากคล้ายกับ iPhone X มากที่สุดว่าจะมีอะไรฝังอยู่ในนั้นบ้าง

  • 1. กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI
  • 2. Proximity Sensor เซ็นเซอร์ตัวเดียวกับ iPhone X และสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • 3. ลำโพงสำหรับสนทนา
  • 4. Infrared lighting (IR lighting) เป็นระบบตรวจจับที่ช่วยในการใช้งานฟีเจอร์ 3D Face Unlock ในที่มืดหรือที่สว่าง
  • 5. Infrared lens เป็นเลนส์หลักในการใช้งานฟีเจอร์ Face Unlock หรือการปลดล็อคด้วยใบหน้า (Mi 8 Explorer Edition จะสแกนแบบ 3 มิติ)

 

เมื่อลองสรุปความแตกต่าง เราจะเห็นว่าในรอยบากของ iPhone X นั้นดูมีเทคโนโลยีมากกว่าทาง Mi 8 อยู่เล็กน้อย โดยทาง Xiaomi เองได้บอกไว้ว่าความสามารถฟีเจอร์ 3D Face Unlock ของ Mi 8 อาจจะมีความปลอดภัยน้อยกว่า Face ID ของ iPhone X อยู่เล็กน้อย แต่ก็ทดแทนด้วยระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง (รุ่น Mi 8 Explorer Edition สามารถสแกนนิ้วได้บนหน้าจอ)

 

สำหรับสเปคของ Mi 8 ก็แรงสมที่เป็นตัวท็อปตั้งแต่หน้าจอ Super AMOLED กว้าง 6.21 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2248 x 1080 พิกเซล) รองรับฟีเจอร์ Always-on-Display และ HDR ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 845 ความเร็ว 2.8 GHz, RAM 6GB, ROM 64/128/256GB, แบตเตอรี่ความจุ 3,400 mAh รองรับการชาร์จเร็ว มีกล้องหลังคู่ AI ความละเอียด 12+12 ล้านพิกเซล พร้อมระบบกันสั่นไหว OIS ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และโหมด AI Portrait

 

นอกจากนี้ Mi 8 มีราคาเริ่มต้นที่ 2,699 หยวน (ประมาณ 13,000 บาท) มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน, สีทอง, สีขาว และสีดำ ส่วน Mi 8 SE มีราคาเริ่มต้นที่ 1,799 หยวน (ประมาณ 9,000 บาท) มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน, สีทอง, สีขาว และสีดำ ขณะที่รุ่นพิเศษอย่าง Mi 8 Explorer Edition ก็มีราคาเริ่มต้นที่ 3,699 หยวน (ประมาณ 18,000 บาท) โดยคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุนายนนี้

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

    หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Sat, 20 Oct 2018 09:27:31 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)