ข่าวเทคโนโลยี » ซอฟต์แวร์

งาน WWDC 2018 (Worldwide Developers Conference) หรือการประชุมนักพัฒนาระดับโลกที่จัดโดย Apple เป็นประจำทุกปี และในปีนี้ก็จะเกิดขึ้นในวันที่ 4-8 มิถุนายน 2561 (เวลาสหรัฐอเมริกา) หรือวันอังคารที่ 5 มิถุนายนนี้ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งจะมีการประกาศและเปิดตัวอุปกรณ์/ซอร์ฟแวร์สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ iOS 12, watchOS 5, macOS 10.14, tvOS 12 หรือแท่นชาร์จไร้สายที่ใครหลายคนรอคอยอย่าง AirPower ซึ่งในส่วนนี้ เราจะขอพูดถึง iOS 12 ที่จะมีการเปิดใช้ในส่วนของเวอร์ชั่น Beta กันว่าเราควรเตรียมพร้อมและมีขั้นตอนวิธีทำอย่างไรเพื่อให้ได้อัปเดตระบบปฎิบัติการนี้

 

ตรวจสอบอุปกรณ์เสียก่อน

อย่างแรกที่ต้องดูก่อนเลยนั่นคือไอโฟนของเราต้องเป็นอุปกรณ์ 64-Bit เท่านั้น ซึ่งหากใครที่ใช้รุ่นเก่าอย่าง iPhone 5, iPhone 5c และ iPad 4 ก็หมดโอกาสแน่นอน ทั้งนี้ นอกจากจะเตรียมอุปกรณ์แล้ว ยังต้องเตรียมใจไว้ด้วย เพราะ iOS 12 Beta อาจเกิดข้อผิดพลาดในการใช้งานอยู่ซึ่งก็ต้องยอมรับในข้อนี้ให้ได้

อุปกรณ์ที่รองรับ

 

ติดตั้ง iTunes และ Xcode

ต้องให้แน่ใจว่าโปรแกรม iTunes และ Xcode (เครื่องมือสำหรับนักพัฒนาโปรแกรม) ที่ติดตั้งบนเครื่อง Mac นั้นเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว

 

แบ็คอัพข้อมูลทั้งหมดในเครื่องลงใน iTunes หรือ iCloud

ก่อนการจะอัปเดตใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรลืมเลยก็คือการแบ็คอัพหรือสำรองข้อมูลทั้งหมดไว้ใน Cloud เพราะคงไม่มีใครอยากเสี่ยงกับข้อมูลที่สูญหายและกู้กลับมาไม่ได้ทั้งหมด

 

ลงทะเบียนโปรแกรมนักพัฒนาของ Apple

เมื่อถึงขั้นตอนนี้ ก็ให้เราลงทะเบียนในโปรแกรมนักพัฒนาให้เรียนร้อย (คลื๊กที่นี่) และต้องบอกว่ามีค่าใช้จ่ายรายปีจำนวน 99 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,xxx บาท) หากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เราก็อาจจะได้รับการอัปเดต iOS 11 เวอร์ชั่น Beta ที่ยังไม่ได้ปล่อยออกมาก่อน แต่หลังจากที่ Apple พร้อมสำหรับ iOS 12 Beta แล้ว ก็ติดตั้งได้ทันที

ที่มา : WCCFTECH

แล้วมีอะไรใหม่ๆ บ้างใน iOS 12

  • เพิ่มประสิทธิภาพ : เราอาจจะได้เห็นตัวการ์ตูนหรืออิโมจิ (อิโมจิธรรมดา และ Animoji) แบบใหม่ พร้อมกับฟีเจอร์เช็คสุขภาพแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้น
  • หน้าจอหลัก : เราอาจจะได้เห็นหน้าตา UI ที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความไหลลื่น เช่น สามารถเคลื่อนย้ายไอคอนแอพพลิเคชั่นได้อย่างอิสระ, เพิ่มวิดเจ็ดในส่วน Today View เข้ามาไว้ที่หน้าหลักได้
  • ปรับหน้าตาของ Control Center
  • พัฒนาการควบคุมของ iPhone X ให้ง่ายขึ้น
  • ผู้ช่วยอัจฉริยะ "Siri" ฉลาดขึ้น
  • Dark Mode : ด้วยหน้าจอชนิด OLED จะให้เราสามารถใช้งานโหมดมืด (Dark Mode) ได้เพื่อการประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น โดยอาจมัธีมคล้ายๆ กับแอพฯ Youtube ที่มีธ๊มมืดให้ใช้งานกัน
  • Always on Display : ฟีเจอร์นี้จะเป็นการแสดงข้อมูลที่สำคัญต่างๆ บนหน้าจอล็อค เช่น วันที่/เวลา, เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ หรือการแจ้งเตือนแอพฯ เป็นต้น โดยที่เราไม่ต้องปลดล็อคเพื่อเเปิดเข้ามาดูให้เสียเวลา

และนี่ก็เป็นฟีเจอร์คร่าวๆ ของ iOS 12 เท่านั้น ซึ่งหากมีอะไรเพิ่มเติมจากงาน WWDC 2018 ทางเราจะรีบนำมาอัปเดตให้เร็วที่สุด

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

    หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Fri, 22 Jun 2018 23:51:15 +0700 (แคชมีอายุ 1800 วินาที)