ข่าวเทคโนโลยี » สมาร์ทโฟน

หากใครบอกว่าโลกของสมาร์ทโฟนใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว บางทีความคิดนั้นอาจไม่ถูกต้องทีเดียว ซึ่งประเมินจากครึ่งปีที่ผ่านมา ดูเหมือนลูกเล่น หรือฟีเจอร์ใหม่ยังสามารถพัฒนา และต่อยอดได้อีก โดยช่วงเวลาสองสามปีที่ผ่านมา แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างฐานลูกค้า พร้อมเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนด้านราคาดังกล่าวอาจต้องยกให้กับ OPPO, Vivo, Huawei และ Xiaomi ที่เป็น 4 ยอดขุนพลจากเมืองจีนที่ค่อยๆ เดินจากจุดเริ่มต้น จนติดตลาดไปในที่สุด ตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง เรามาเล่าสู่กันฟังแล้ว!

 

เริ่มจากแบรนด์ OPPO ที่ต้องบอกว่าช่วงสองสามปีหลังมานี้ ได้พัฒนาตัวเองอย่าวก้าวกระโดด เริ่มจากสร้างจุดเด่นจุดขายของตนเองคือ Selfie Expert พร้อมโหมดปรับแต่งผิวพรรณให้สวยหล่อฉบับที่เรียกว่าไม่ต้องพึ่งเครื่องมือใดๆ อีกแล้ว ทำให้แอปพลิเคชั่นตกแต่งผิวต่างๆ ก็เงียบหายกันไปโดยปริยาย ทั้งยังส่งผลให้แบรนด์อื่นๆ เห็นความสำคัญของฟีเจอร์ดังกล่าว จนสุดท้ายก็เป็นลูกเล่นที่ขาดหายไปไม่ได้

 

หลังจากนั้นไม่นานเมื่อออปโป้เริ่มเป็นที่รู้จัก ก็เริ่มสร้างความแตกต่างให้ตนเองด้วยปัจจัยด้านราคาที่ ไม่ต้องใช้รุ่นท็อปราคาเป็นหมื่นก็สามารถตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ครบ ขณะที่ราคาไม่สูงเทียบเท่า ส่งผลให้ยอดขายในประเทศจีนนั้นได้รับความนิยมในเวลาอันรวดเร็ว 

ปัจจุบันออปโป้ได้หันมาสนใจเทคโนโลยี ลบภาพลักษณ์เดิมออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณสมบัติการชาร์จเร็ว, หน้าจอที่เรียกได้ว่าไร้ขอบสุดๆ ใกล้เคียงกับภาพคอนเซ็ปต์โทรศัพท์มือถือในอนาคต, จุดเด่นด้านการซูมภาพที่ไม่สูญเสียความละเอียด และยังมีแพลตฟอร์มของตนเอง Color OS ที่หลากหลายลูกเล่น รวมถึงการทำให้ตนเองเข้าสู่โลกแฟชั่นอย่างแท้จริง สังเกตจากการเปิดตัว OPPO Find X ที่ประเทศฝรั่งเศสประเทศแห่งแฟชั่นกับดีไซน์ตัวเครื่องในระยะหลังๆ ล้อกับความสวยงามอยู่เสมอ ทำให้แบรนด์ออปโป้กลายเป็นขุนพลหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตลาดสมาร์ทโฟนได้

 

ต่อกันด้วยแบรนด์ Vivo เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ คือพลังเสียง HiFi ที่ทำให้ใครต่อใครชื่นชอบ เป็นอันว่าต้องเสียบหูฟังกันทั้งวัน นอกจากนี้ยังเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ให้ความสำคัญเรื่องรูรับแสง ย้อนกลับไปปี 2014 วีโว่สามารถสถิติโลกกับสมาร์ทโฟนรุ่น XPlay 3S ซึ่งมีหน้าจอแสดงผลความละเอียด 2K ครั้งแรกของโลกกับจอขนาดใหญ่ถึง 6 นิ้ว หน่วยประมวลผลรุ่นท็อป, พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 32GB กับ RAM อีก 3GB และกล้องที่มีรูรับแสงกว้าง พร้อมแบตเตอรี่ 3200mAh ทำให้แบรนด์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักไปโดยปริยาย

 

แน่นอนว่า Vivo ยังคงเน้นระบบเสียง HiFi มาโดยตลอด แล้วก็ยังสร้างสถิติขึ้นอีกครั้งหนึ่งช่วงเวลาสองปีต่อมากับสมาร์ทโฟนรุ่น Xplay 5 Elite จุดเด่นหน้าจอขอบโค้งทั้งสองด้าน ชิปเซ็ตรุ่นท็อป มี RAM มากถึง 6GB พื้นที่เก็บข้อมูลภายในอีก 128GB เรียกได้ว่าฉีกทุกกฏเกณฑ์จากรุ่นอื่นๆ เลย 

 

ต่อมาปี 2016 Vivo ก็ไม่รอช้าสร้างสถิติขึ้นอีกครั้ง แต่มาในความไม่ธรรมดากับสมาร์ทโฟนรุ่น X20 Plus UD ฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้หน้าจอ ถัดมาอีกไม่นานเปรียบเหมือนเป็นรุ่นสมบูรณ์กับรุ่น NEX S (อ่านข่าวเปิดตัว) ดังนั้นวีโว่จึงเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เปลี่ยนแปลงตลาดสมาร์ทโฟนเช่นกัน

 

ส่วน Huawei เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่อยู่ในวงการสมาร์ทโฟนมานาน เรียกรู้ถูกผิดมาโดยตลอด และที่สร้างชื่อให้กับหัวเว่ยคือการทำงานร่วมกับ Google ในการผลิตซีรีย์ Nexus นอกจากนี้ยังมีซีรีย์ชูหน้าชูตาอย่าง Mate ด้วยเช่นกัน โดยรุ่นที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยต้องยกให้กับรุ่น Huawei Ascend Mate 7 (Amber Gold Premium Edition) อีกหนึ่งปีต่อมาอาจเป็นช่วงเวลาแห่งความหอมหวานนั่นคือสมาร์ทโฟน P ซีรีย์กลายเป็นรุ่นฮิตในท้องตลาดไปโดยปริยาย ด้วยรูปทรงโฉบเฉี่ยว วางตำแหน่งที่ดีด้านการเป็นผู้นำการถ่ายภาพ พร้อมตอบโจทย์ด้านอื่นๆ อย่างครบถ้วน ในทางกลับกันซีรีย์ Mate ที่เคยโด่งดังในปีนั้นเมื่อทางแบรนด์เปิดตัว Mate S กลับกลายเป็นว่าล้มทั้งยืน แม้ว่าจะมีฟีเจอร์เรียกว่า Force Touch มาเป็นตัวชูโรง

 

ต่อมา Huawei แก้เกมด้วยการส่ง Mate 8 ที่เน้นหนักด้านสเปก มาพร้อมระบบเชื่อมต่อที่ครบครัน มี ดีไซน์พรีเมี่ยม หน้าจอใหญ่แต่ใช้งานได้ไม่เทอะทะจึงเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยม ต่อมาไม่นานก็ได้เปิดตัว P9 Series กับเซอร์ไพร์สใหญ่นั่นคือการร่วมมือกับ Leica แบรนด์ผู้ผลิตกล้องถ่ายรูปชื่อดังระดับโลกมาช่วยออกแบบกล้องบนสมาร์ทโฟน พร้อมสร้างปรากฏการณ์เลนส์คู่อย่างแท้จริงกับความผสมผสานระหว่าง RGB+MONOCHORME รวมถึงดีไซน์ที่ดูเท่ เข้ากับแฟชั่น และเทรนด์การแชร์ลงโซเชียลได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ได้รับความนิยมในเวลาอันรวดเร็ว 

 

อีกทั้งประกาศความร่วมมือกับ Porsche แบรนด์รถสปอร์ตสุดหรู ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการดีไซน์รุ่น Mate 9 PORSCHE DESIGN ผลักดันตนเองเข้าสู่ความเป็นสากล ปีถัดมาก็ยังสร้างเซอร์ไพร์สต่อเนื่องด้วยการจับมือกับ Pantone Color Institute หวังพัฒนาเฉดสีบนสมาร์ทโฟนให้มีอย่างหลากหลาย และเข้ากับยุคสมัย รวมถึงตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคอย่างเรา ซึ่งรุ่น P10 มาพร้อมสเปกอัดแน่น รวมถึงจุดเด่นด้านกล้อง สุดท้ายก็ได้รับผลตอบรับที่ดีไม่น้อย

 

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าขุมกำลังของ Huawei ตอนนี้อาจได้เปรียบกว่าอีก 3 ขุนพล ด้วยการลงทุนต่างๆ มี R&D ที่แข็งแกร่ง และการลุยตลาดระดับโลกมาเป็นระยะเวลานานก่อให้เกิดประสบการณ์ แน่นอนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวเว่ยคือผู้เปลี่ยนแปลงราคาเช่นกันกับซีรีย์ Y ของพวกเขา สเปกสุดคุ้ม แต่ราคาไม่ต้องแพง ไม่ถึงหมื่น

 

ปิดท้ายด้วย Xiaomi แบรนด์ที่เรียกได้ว่าฝ่าฟันอุปสรรคมายาวนาน ยืนด้วยแข้งตนเองจนเริ่มกลายเป็นที่รู้จัก แน่นอนว่าไม่มีใครรู้จักฉายาความยุ่งยากในการซื้อ ทำไมถึงได้ฉายานี้เพราะเมื่อก่อนถ้าใครอยากจับจองเป็นเจ้าของจะต้องลงทะเบียนล่วงหน้า หรือได้รับการเทียบเชิญ ด้วยข้อจำกัดของพวกเขานั่นคือทรัพยากรไม่เพียงพอ ทว่าทุกครั้งที่เปิดตัวรุ่นใหม่มักขัดกับรุ่นที่วางขายทั่วไป เพราะสเปกที่จัดเต็ม อัดแน่น ทว่าวางจำหน่ายราคาแสนถูกนั่นเอง

 

จากนั้น Xiaomi ก็ค่อยๆ ปรับตัว และเดินทางมาเรื่อยๆ จนหาเส้นทางของตนเองเจอ และตั้งใจอย่างเต็มที่ในการผลักดันสู่ประเทศภายนอก ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีเหล่าสาวกคอยติดตามให้ความสนใจ ด้วยกลยุทธ์สำคัญที่ผู้บริหารยึดมั่นนั่นคือ ของดีในราคาถูกยังมีอยู่เสมอ!

 

ปัจจุบัน Xiaomi ได้สร้างไฮไลท์น่าสนใจ อาทิ หน้าจอไร้ขอบอย่างแท้จริงจนทำให้แบรนด์อื่นๆ เริ่มเห็นประโยชน์ของขอบหน้าจอที่บาง จนอาจอธิบายได้ว่าเป็นผู้ผลักดันเทรนด์หน้าจอขอบบางเหมือนในทุกวันนี้ และในตอนนี้เขามีนวัตกรรม, ลูกเล่น และฟีเจอร์ พร้อมอุปกรณ์สมาร์ทโฮมต่างๆ ให้เลือกใช้งานอย่างครบครันจึงกลายเป็นอีกแบรนด์หลักที่สามารถเขย่าตลาดสมาร์ทโฟนได้อยู่เสมอ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ย หากเราสังเกตดีๆ แต่ละแบรนด์ข้างต้นต่างมีแนวทางของตนเองที่เริ่มชัดเจนขึ้น จากเมื่อก่อนที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าพวกเขาเหล่านี้จะสร้างปรากฏการณ์ใดให้กับโลกของสมาร์ทโฟนอีกบ้าง เชื่อว่าไม่นานเราได้รู้กันแน่นอน 

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

    หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Mon, 23 Jul 2018 11:14:05 +0700 (แคชมีอายุ 1800 วินาที)