ข่าวเทคโนโลยี » องค์กร

Advertorial : ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง คงจะไม่พูดถึง Huawei คงจะไม่ได้ เพราะในแต่ละปีตั้งแต่ค.ศ. 2015 ยอดขายสมาร์ทโฟนของ Huawei เกิน 100 ล้านเครื่องทั้งหมด (รวมทุกซีรี่ย์) ซึ่งในปี 2018 ใช้เวลาเพียง 7 เดือนเพื่อทำยอดขายสมาร์ทโฟนถึง 100 ล้านเครื่องซึ่งเทียบกับทั้งปี 2015 เลยทีเดียว โดยสิ่งที่เป็นจุดเด่นของแบรนด์เบอร์หนึ่งจากประเทศจีนแห่งนี้ คือ การเข้าถึงผู้บริโภค ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน และคือผู้นำของความล้ำสมัยของกล้องถ่ายรูปอย่างแท้จริง

ในปี 2018 Huawei ได้ทำการรุกตลาดสมาร์ทโฟนอย่างหนักในการเปิดตัวซีรี่ย์ต่างๆ ดังนี้

Huawei P20 Series

เรียกว่าเปิดตัวอย่างอลังการด้วยการเป็นสมาร์ทโฟนกล้องหลัง Leica 3 เลนส์ตัวแรกของโลกใน Huawei P20 Pro พร้อมตั้งตัวเองเป็นสมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายภาพสวยที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ DxOMark ที่ 109 คะแนน ทั้งยังผสมผสานด้านความงามเข้ากับระบบกล้องที่ทันสมัย รองรับการถ่ายภาพแบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี AI ทำให้ถ่ายสวย คมชัดทุกสภาพแสงทั้งกลางวันและกลางคืน

ขณะที่ Huawei P20 ก็เปิดตัวไม่แพ้รุ่นพี่ในซีรี่ย์เดียวกัน ด้วยการอยู่อันดับต้นๆ จาก DxOMark ที่ 102 คะแนน กลายเป็นเครื่องหมายยืนยันความสามารถอันยอดเยี่ยมทั้งหมดของซีรี่ย์นี้

และด้วยความเป็นสุดยอดแห่ง Camera Phone แห่งยุคที่แท้จริงของ Huawei P20 Series เราจะมาพูดถึงจุดเด่นกันทีละจุด เริ่มตั้งแต่ความเป็นศิลปะแห่งแสงที่ปกคลุมด้วยกระจกเคลือบผิวด้วยสีแบบไล่เฉดสีจนเกิดมาเป็นชื่อ "Twilight" เพิ่มความพรีเมี่ยมในทุกอนูของการมองเห็น

Huawei FullView Display ให้พลังของการเป็นเทคโนโลยีหน้าจอแห่งอนาคตจากจอแสดงผล OLED กว้าง 6.1 นิ้ว และมีรอยบากตามเทรนด์สมัยใหม่

เลนส์กล้อง RGB จาก Leica ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล ใน P20 Pro ช่วยมอบประสบการณ์ที่เหนือชั้นกว่าใคร เพิ่มความแม่นยำของสี โฟกัส และคอนทราสต์ที่เป็นได้มากกว่าแค่กล้องถ่ายรูปธรรมดาทั่วไป

 

Huawei A.I.S. หรือ Huawei AI Image Stabilization เทคโนโลยีลดการสั่นไหวด้วย AI ช่วยให้ถ่ายภาพตอนกลางคืนได้โดยไม่ต้องใช้ตัวช่วยอย่างขาตั้งกล้องอีกต่อไป ทั้งยังมีการปรับแสง สี และคอนทราสต์สูง เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุดอย่างที่เราไม่เคยได้จากสมาร์ทโฟนรุ่นไหนมาก่อน

 

3D Portrait Lighting ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ AI เข้ามาช่วยเพื่อจำลองและตรวจลักษณะใบหน้าแบบ 3 มิติ ส่งผลให้เราได้ภาพที่สวยงามและแตกต่างด้วยคุณภาพระดับสตูดิโอ เช่น แสงแบบคลาสสิก, แสงเวที หรือแสงผีเสื้อ เป็นต้น

 

และอย่างสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้กับฟีเจอร์ Master AI ที่ผสมผสานเข้ากับหน่วยประมวลผล Kirin 970 พร้อม NPU ในตัว ช่วยการเรียนรู้และระบุหมวดหมู่ที่แตกต่างกันได้ถึง 19 อย่างแบบเรียบไทม์ (จะมีการอัปเดตเพิ่มซีนในอนาคต) ทั้งอาหาร แมว สุนัข ข้อความ ท้องฟ้า ใบไม้ น้ำตก หรือแม้กระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน Huawei P20 Series ก็จะปรับเปลี่ยนโหมดพร้อมตกแต่งสีแบบอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย

ต่อมากับ Huawei Y Series ซีรีส์ที่นำเสนอเรื่องของ ''สุดยอดการเข้าถึง" สำหรับทุกเพศทุกวัย จับต้องได้ในราคาสบายกระเป๋า โดยในครึ่งปีแรกของปี 2018 Huawei Y Series ก็เปิดตัวมาหลายรุ่น นับตั้งแต่

Huawei Y3 (2018)

สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กสุดในซีรี่ย์ Y ทำงานบนหน้าจอกว้าง 5 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo (Go Edition) เพิ่มความลื่นไหลในการใช้งาน มีกล้องเซลฟี่ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และกล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยโหมดบิวตี้ที่ช่วยปรับแต่งผิวให้สวยใสพร้อมแชร์ลงโซเชียลไดอย่างสบายๆ

Huawei Y5 Prime (2018)

มากันที่ Y Series รุ่นถัดมาอย่าง Y5 Prime (2018) สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กจอใหญ่ 5.45 นิ้ว หน่วยประมวลผลพร้อมใช้งานแบบ Quad Core ความเร็ว 1.5 GHz, RAM 2GB, ROM 16GB และกล้องหน้า-หลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ช่วยให้เราถ่ายภาพได้คมชัดยิ่งขึ้น ทั้งยังทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Ore อีกด้วย

Huawei Y6 Prime (2018)

เพิ่มสีสันด้วยหน้าจอ FullView Display กว้าง 5.7 นิ้ว ความละเอียด HD (1440 x 720 พิกเซล) พร้อมด้วยฟังก์ชั่นมากมายเกินราคา ตั้งแต่ระบบสแกนใบหน้า ระบบเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทางด้านหลังตัวเครื่อง เทคโนโลยีเพิ่มความคมชัดให้กับลำโพงอย่าง Huawei Histen และฟีเจอร์อื่นๆ ที่สำคัญ เช่น โหมดเหม, โหมดคาราโอเกะ และโหมด AR Lens เป็นต้น

Huawei Y7 Pro (2018)

มาถึงรุ่นพี่รองในซีรี่ย์นี้กับ Y7 Pro (2018) ที่มาพร้อมหน้าจอ IPS-LCD กว้างถึง 5.99 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Snapdragon 430 Octa-Core, RAM 3GB, หน่วยความจำภายใน 32GB โดยรองรับการใส่ MicroSD Card เพิ่มเติมอีกด้วย ทั้งยังมีกล้องหลังคู่ความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

Huawei Y9 (2018)

สุดท้ายกับพี่ใหญ่ประจำตระกูลอย่าง Y9 (2018) ที่ราคาแทบไม่ต่างจากรุ่นน้องแต่สเปคจัดเต็ม มาพร้อมหน้าจอกว้าง 5.93 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ (2160 x 1080 พิกเซล), หน่วยประมวลผล Kirin 659, RAM 3GB, ROM 32GB และมีกล้องรวมถึง 4 ตัว กล้องหน้าคู่ความละเอียด 16+2 ล้านพิกเซล และกล้องหลังคู่ความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล โดยยังมีแบตใหญ่ถึง 4,000 mAh ให้ใช้งานได้ตลอดทั้งวันอีกด้วย

เมื่อเราพูดถึงทั้งพี่คนโตอย่าง P20 Series และน้องคนเล็กอย่าง Y Series (2018) กันไปแล้ว ต่อไปก็มาถึงคนในครอบครัว Huawei คนสุดท้ายกับรุ่นกลางอย่าง Huawei Nova 3e กันบ้าง ที่จะเป็นเรื่องของการเข้าถึงวัยรุ่น เน้นทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเล่นเกม เซลฟี่ หรือโซเชียลอย่างเต็มที่

สำหรับ Huawei Nova 3e ถือเป็นสมาร์ทโฟนเน้นเซลฟี่ตัวจริงของ Huawei จนได้ฉายาว่าเป็น "The Master Of Selfies" ที่ให้เราถ่ายภาพจากกล้องหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ เนียนตา และดูไม่เกินจริง

ขณะที่รุ่นล่าสุดในตระกูล Nova กับ Huawei Nova 3i ที่เพรียบพร้อมด้วยประสิทธิภาพด้านกล้องถ่ายรูปที่มีปัญญาประดิษฐ์ AI จดจำซีนและฉากหลังได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง รวม 4 เลนส์เป็นตัวแรกของโลก รวมไปถึงการขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผลตัวใหม่อย่าง Kirin 710 ที่ให้การทำงานเร็วขึ้น 2 เท่า และ GPU ทำงานดีขึ้นถึง 2.26 เท่า Kirin ระดับกลางรุ่นอื่น แถมยังมีฟีเจอร์มากมายเพื่อยกระดับให้ตระกูล Nova กลายเป็นที่จับตามองมากขึ้น ดังนี้

  • รองรับเทคโนโลยี GPU Turbo ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขณะเล่นเกมถึง 60% และลดการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึง 30%
  • สามารถปลดล็อคหน้าจอได้ทั้งการสแกนใบหน้าและเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้อย่างเสถียรและรวดเร็ว
  • หน่วยความจำภายในถึง 128GB ซึ่งหาได้ยากสำหรับรุ่นที่ราคาไม่ถึงหมื่น ช่วยให้เราโหลดแอพฯ หรือถ่ายภาพเก็บภาพได้แบบไม่ต้องกลัวเต็ม
  • Dual 4G รองรับการสแตนบายด์สัญญาณ 4G ได้ทั้ง 2 ซิม ไม่ว่าจะเป็น Dual LTE/Dual VoLTE (4G+2G), (4G+2G+3G) และ (4G+2/3/4G)

ทุกความสำเร็จทั้งหมดของ Huawei จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีเบื้องหลังของการผลิตที่ยอดเยี่ยมอย่างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ที่มีการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างออกมาให้สมบูรณ์แบบมากที่สุด โดยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่

  • 1. Automation Test Center หรือการทดสอบในห้องอัตโนมัติเพื่อการันตีถึงคุณภาพและความเสถียรภาพด้านต่างๆ ของสมาร์ทโฟน
  • 2. Communication Protocol Test Laboratory หรือห้องทดสอบด้านการสื่อสารที่ต้องให้อุปกรณ์รองรับทุกเน็ตเวิร์คบนโลกนี้
  • 3. Reliability Laboratory คือการทดสอบการใช้งานจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทั้งการชาร์จแบตเตอรี่, การเสียบช่องหูฟังมากกว่า 10,000 ครั้ง, การ Drop Test ในทิศทางต่างๆ และการทดสอบในอุณหภูมิในทุกสภาวะ
  • 4. Antenna Laboratory เป็นการทดสอบและปรับปรุงคุณภาพของสัญญาณทางโทรศัพท์ เพื่อไม่ให้เกิดอาการ "Death-Grip" หรือช่วงสัญญาณขาดๆ หายๆ
  • 5. Audio Laboratory คือการทดสอบระบบเสียงเพื่อพัฒนาความคมชัดให้ผู้ใช้งานได้รับเสียงที่พร้อมในสภาวะที่มีการรบกวนจากเสียงแวดล้อม

สุดท้ายนี้ Huawei ก็ตั้งเป้าหมายให้ยอดขายสมาร์ทโฟนแตะหลัก 200 ล้านเครื่องได้ก่อนหมดปี 2018 นี้ ซึ่งรุ่นที่เป็นไม้ตายอย่างสุดท้ายก็น่าจะเป็น Huawei Mate 20 ที่คาดว่าจะเปิดตัวประมาณเดือนตุลาคมนี้

**บทความเพื่อการโฆษณา**

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

    หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Wed, 22 Aug 2018 03:20:46 +0700 (แคชมีอายุ 1800 วินาที)