ข่าวเทคโนโลยี » องค์กร

พวกเขาตระหนักดีว่าแม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นแต่ความต้องการของผู้บริโภคไม่ได้เพิ่มตาม

iPhone เครื่องละ 3 หมื่นกว่าบาทกับไก่นักเก็ตกล่องละ 60 บาท หากมองแค่ผิวเผินอาจดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ในความจริง Apple Inc. และกลุ่มบริษัทร้านอาหารจานด่วนในอเมริกาอย่าง McDonald's ต่างก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือมีตัวเลขยอดขายสูงแต่ความต้องการซื้อของผู้บริโภคกลับหดตัวลง

เดือนที่แล้ว Apple บอกว่าจะยกเลิกการเปิดเผยจำนวนยอดขาย iPhone ในแต่ละไตรมาส ซึ่งดูเหมือนว่าคนที่คิดเรื่องนี้ต้องการลดภาพสะท้อนช่วงขาลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ในงบการเงินที่สิ้นสุด ณ เดือนกันยายน Apple ขาย iPhone ได้มากกว่าที่เคยทำได้เมื่อปีก่อนขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกอยู่ในขาลง

Apple ได้วางมาตรการจัดการเพื่อชดเชยทิศทางของตลาดด้วยการตั้งราคาขายสูงขึ้นในกลุ่มสินค้าประเภทสมาร์ทโฟน โดยแม้จะขาย iPhone ในปีนี้ได้มากกว่าปีก่อนเพียง 0.45% แต่รายได้จากการขายกลับเพิ่มขึ้นถึง 18% เพราะการขยับราคาขายเฉลี่ยให้สูงขึ้น

ปีที่แล้วอุตสาหกรรมร้านอาหารจานด่วนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อทำยอดขายให้เพิ่มมากขึ้นแม้ว่าความต้องการของผู้บริโภคจะลดลง นั่นหมายความว่ามีการจ่ายค่าอาหารเพิ่มขึ้นในแต่ละบิลเพื่อชดเชยกับจำนวนผู้บริโภคที่หายไป

บริษัทระดับบิ๊ก ๆ ล้วนได้รับผลกระทบมากน้อยต่างกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน

ที่อาการหนักหน่อยคือ Starbucks ซึ่งอยู่ในสถานการณ์บีบรัดเช่นนี้มาสักระยะหนึ่งแล้วโดยมีความพยายามเรียกให้ลูกค้าเข้ามารับประทานอาหารเย็นในช่วงบ่ายเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต ขณะที่ McDonald's เองก็ต้องปรับตัวในทำนองเดียวกัน

ตัวเลขรายได้ที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าร้านอาหารมีมูลค่าสูงขึ้น (แม้ในความเป็นจริงจะมีบางบริษัททำได้ก็ตาม)

นักลงทุนที่ไม่ได้มองตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียวรู้ดีว่าการดำเนินงานในลักษณะนี้ "ไม่ยั่งยืน"

เมื่อสินค้าแพงขึ้นจนถึงจุด ๆ นึง ผู้ซื้อจะไม่ยอมควักเงินจ่ายให้กับสินค้าที่พวกเขาชื่นชอบอีกต่อไป (แม้จะชอบเอามาก ๆ) โดยเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังมีรอยร้าวเกิดขึ้น

กรณีของ Apple และกลุ่มร้านอาหารจานด่วนกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเรียกลูกค้าเพราะต้องสู้กับภาวะ "ความอิ่มตัว"

สมาร์ทโฟนกลายเป็นสินค้าจำเป็นที่ผู้คนมีอย่างน้อยคนละ 1 เครื่องและก็ใช้งานไปอีกนานเป็นปีก่อนเปลี่ยนเครื่องใหม่

ในอเมริกาโดยเฉลี่ยผู้คนจะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ราว ๆ 3 ปีครั้งซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2014 ที่มีค่าเฉลี่ยประมาณ 2 ปี

แนวโน้มนี้เป็นโจทย์ที่ยากขึ้นสำหรับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรวมทั้ง Apple ในการเพิ่มจำนวนเครื่องที่ขายได้ให้มากขึ้นทุกปี

เบื้องหลังของธุรกิจเหล่านี้ต้องครุ่นคิดอย่างสร้างสรรค์มากขึ้นเกี่ยวกับวิธีกระตุ้นลูกค้า ร้านอาหารจำนวนมากต้องปรับตัวด้วยการส่งสินค้าเร็วขึ้นเพื่อเอาชนะใจผู้บริโภคที่เคยชินกับการเดินทางไปร้านขายของชำหรือร้านสะดวกซื้อด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ความภักดีต่อแบรนด์ยังเป็นอีกสิ่งที่ Starbucks นำมาใช้กับลูกค้าด้วยเพื่อไม่ให้ส่วนแบ่งรายได้ของพวกเขาตกไปอยู่กับคู่แข่งรายอื่นที่พร้อมจะเสียบแทนทุกขณะลมหายใจ

Jennifer Bartashus นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence กล่าวว่าลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของอาหารจานด่วนมีแนวโน้มจะเป็นพวกที่ภักดีต่อแบรนด์น้อยที่สุด ดังนั้นร้านอาหารจึงต้องทำผลงานให้ออกมาดีที่สุดเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อบ่อย ๆ

Apple ไม่ค่อยพูดถึงว่าผู้บริโภคมีความต้องการสมาร์ทโฟนลดน้อยลง แต่เราสามารถสังเกตได้จากการปรับใช้กลยุทธ์เพื่อชดเชยแนวโน้ม ตัวอย่างเช่นการนำเสนอผลิตภัณฑ์เสริม อาทิ ลำโพง HomePod, Apple Watch และ Apple Music สำหรับสตรีมเสียงซึ่งบริษัทพยายามทำอะไรเหล่านี้มากขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางการหารายได้

ในความเป็นจริงมีประมาณ 5% ของผู้ใช้ iPhone หรือ iPad ยอมจ่ายค่าบริการ Apple Music และเพียง 13% ของผู้ใช้ iPhone เลือกใช้บริการรับประกันสินค้าของ Apple

ตามประมาณการของ Morgan Stanley บริษัทให้บริการทางการเงินระดับโลกในนิวยอร์ก เชื่อว่า Apple สามารถทำการตลาดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้มากขึ้นและสามารถขายผลิตภัณฑ์และบริการดิจิตอลบางอย่างได้เช่นการสมัครสมาชิก Apple Music กับผู้ซื้อ HomePod ในราคาที่ลดลงเล็กน้อย

อ่านมาถึงตรงนี้คำถามที่ว่า iPhone จะแพงขึ้นกว่านี้อีกหรือไม่ ?

...ยอมรับว่าตอบไม่ได้และเดาไม่ถูกเหมือนกัน...

RELATED TO:

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

    หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Tue, 11 Dec 2018 00:08:24 +0700 (แคชมีอายุ 1800 วินาที)