www.siamphone.com
สมาร์ทโฟน (Smartphone) | วันที่ : 5 ตุลาคม 2560
ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีอย่าง Google ก็ได้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนออกมากว่า 12 รุ่น โดย Google Nexus One ที่เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2010 ซึ่งถือว่าเป็นโปรเจคเปิดฉากให้ Google ผลิตสมาร์ทโฟนออกมาเรื่อยๆ ภายใต้ชื่อตระกูล Nexus จนถึงปี 2015 แต่แล้วในปี 2016 ก็ได้มีการถือกำเนิดชื่อตระกูลใหม่ที่ชื่อว่า Pixel ด้วยการเปิดตัวของ Google Pixel และ Google Pixel XL ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของสมาร์ทโฟนจาก Google แบบสิ้นเชิง และไม่นานมานี้ก็พึ่งมีการเปิดตัว Google Pixel 2 และ Google Pixel 2 XL สมาร์ทโฟนตัวสานต่อของตระกูล Pixel โดยจะเริ่มจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคม 2017 ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่าที่ผ่านมาสมาร์ทโฟนจาก Google มีวิวัฒนาการจากตระกูล Nexus สู่ตระกูล Pixel เป็นอย่างไรกันบ้าง
1) Google Nexus One (มกราคม 2010)
สำหรับ Google Nexus One ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของสมาร์ทโฟนทั้งหมดจาก Google โดยได้มีการจับมือกับ HTC เป็นบริษัทร่วมผลิต และในช่วงเวลานั้นถือว่า Google Nexus One เป็นสมาร์ทโฟนที่มีการดีไซน์สวยงาม พร้อมกับเอกลักษณ์เด่นตรง Trackball หรือลูกลื่นไว้สำหรับสั่งการในหน้าจอ และแน่นอนว่าได้รันบนระบบปฏิบัติการ Android 2.1 Eclair และมีฟีเจอร์เด่นๆ ก็จะมีรองรับเทคโนโลยี NFC และแตะบนหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อซูมเวลาใช้งานเบราว์เซอร์
2) Google Nexus S (ธันวาคม 2010)
Google Nexus S เป็นสมาร์ทโฟนตัวที่ 2 จากทาง Google ที่ได้ได้จับมือกับ Samsung ในการผลิต แต่ช่วงเวลานั้นกระแสตอบรับกลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เนื่องจากมีการนำช่องใส่ MicroSD ออกและถือว่าเพียงรุ่นเดียวในตระกูลที่มีการนำเอาฟีเจอร์นี้ออก ตอนนั้น Google ให้เหตุผลไว้ว่าการใส่ MicroSD จะส่งผลให้ระบบทำงานช้าลง และด้านการออกแบบก็ทำออกมาแบบแปลกประหลาดจากรูปทรงทางด้านหลังที่บวมๆ ขึ้นมาตรงช่วงล่าง แถมยังทำจากวัสดุพลาสติกทั้งตัวเครื่อง แต่ก็ถือว่าเป็นเครื่องที่ได้รับการอัพเดทมาอย่างต่อเนื่องเพราะรันบนระบบปฏิบัติการ Android 2.3 Gingerbread ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ยืนระยะได้นานที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีการใช้ปุ่มนำทางแบบฮาร์ดแวร์
3) Google Galaxy Nexus (พฤษจิกายน 2011)
มาถึงรุ่นที่ 3 ในบรรดาสมาร์ทโฟนจาก Google ที่มีชื่อว่า Google Galaxy Nexus และยังคงจับมือกับ Samsung ในการผลิต โดยการเปิดตัวครั้งแรกถือว่าเรียกเสียงฮือฮาได้พอตัวเนื่องจากมีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 4.65 นิ้วซึ่งเป็นหน้าจอใหญ่เอาการในช่วงเวลานั้น และการมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream ทำให้การใช้งานในหลายๆ ด้านดีขึ้น โดยเฉพาะการแคปหน้าจอที่สามารถทำได้ด้วยการกดปุ่มลดเสียงและปุ่มเพาเวอร์พร้อมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนจะพลาดไปก็คือการออกแบบให้สามารถเปิดฝาหลังเพื่อทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง ซึ่งปัจจุบันสมาร์ทโฟนตัวท็อปๆ ของหลายๆ ค่ายจะไม่ออกแบบมาเช่นนั้นแล้ว
4) Google Nexus 4 (พฤศจิกายน 2012)
หากพูดถึงความน่าสนใจของ Google Nexus 4 คงจะไม่ใช่แค่เรื่องระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android หรือเรื่องของฮาร์ดแวร์ แต่คือราคาไม่แรงมากกว่า โดยตัวเครื่องที่ปลดล็อคจะมีราคาเพียง 299 ดอลลาร์หรือประมาณ 10,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถูกกว่า iPhone หรือ Samsung Galaxy ในเวลานั้นถึงครึ่งนึง นอกจากนี้ยังได้จับมือกับบริษัทอย่าง LG ซึ่งทำให้การออกแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการนำกระจกใสมาเป็นส่วนประกอบทางด้านหลัง ด้านระบบปฏิบัติการเป็น Android 4.2 Jelly Bean ที่มีฟีเจอร์หลักๆ อย่างวิดเจ็ตในหน้าจอล็อกสกีน, การตั้งค่าแบบเร่งด่วน และมีการนำเทคโนโลยี Wireless Charging เข้ามาใช้
5) Google Nexus 5 (ตุลาคม 2013)
Google Nexus 5 ยังคงร่วมพัฒนากับบริษัท LG เช่นเคย โดยมีหน้าจอขนาด 5 นิ้ว รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.4 KitKat ที่มีหน้าตา UI ที่เปลี่ยนไป พร้อมรองรับ Wireless Printing และเป็นการเปิดตัว Android Runtime (ART) ครั้งแรกอีกด้วย นอกจากนี้ยังนำฟีเจอร์ Wireless Charging มาใช้ แต่สิ่งที่น่าผิดหวังดูเหมือนจะเป็นเรื่องของกล้อง แม้ว่ากล้องหลังจะมีความละเอียดสูงถึง 8 ล้านพิกเซล แต่การใช้งานยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของ iPhone และ Samsung Galaxy เลย ทั้งด้านความเร็วและคุณภาพของรูป
6) Google Nexus 6 (ตุลาคม 2014)
มาต่อกันที่ Google Nexus 6 ที่ทาง Google หันมาจับมือกับ Motorola โดยมีการเปิดตัวอย่างอลังการด้วยหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ถึง 6 นิ้ว ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่ามีขนาดใหญ่เกินไปทำให้ใช้งานไม่ถนัดในตอนนั้น แต่เรื่องการใช้งานกลับทำได้ไหลลื่นด้วยชิพภายในใหม่ทั้งหมด และเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่ได้ลิ้มรส Android 5.0 Lollipop ซึ่งมีฟีเจอร์หลักๆ ทั้งแถบแจ้งเตือนแบบถาดเลื่อนลงมา, โปรเจค Volta เพิ่มประสิทธิภาพในด้านหลังงาน, ฟีเจอร์ห้ามรบกวน และมีตัวเลือกให้เซฟไฟล์รูปภาพเป็นไฟล์ RAW ทั้งนี้ข้อผิดพลาดจาก Google Nexus 5 ในเรื่องกล้องก็ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นด้วยความละเอียดสูงถึง 13 ล้านพิกเซลถ่ายรูปได้อย่างคมชัดมากขึ้น จากทั้งหมดทำให้ Google Nexus 6 เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่ดีตลอดกาลจาก Google
7) Google Nexus 5X และ Google Nexus 6P (กันยายน 2015)
ในช่วงก่อนเปิดตัวต้นปี 2015 มีข่าวลืออย่างมากมายว่า Google เตรียมยุติโปรเจคสมาร์ทโฟน Nexus ไว้เพียงเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ได้ออกมาสยบทุกข่าวลือด้วยการเปิดตัว Google Nexus 5X และ Google Nexus 6P พร้อมกันถึง 2 รุ่น โดยมีการจับมือกับ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง LG และ Huawei ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับลำโพงคู่ทางด้านหน้า, มีระบบสแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง และใช้พอร์ตเชื่อมต่อเป็นแบบ USB-C ด้านระบบปฏิบัติการก็เป็น Android 6.0 Marshmallow ที่มีฟีเจอร์ในการประหยัดพลังงาน, การขออนุญาติเข้าใช้ในแต่ละแอพพลิเคชั่น และใช้ Google Now (Google Assistannt ในปัจจุบัน) ด้วยการเตะปุ่ม Home ค้างไว้
8) Google Pixel and Google Pixel XL (ตุลาคม 2016)
สุดท้ายก็เป็นไปตามข่าวลือในปี 2015 ที่ Google จะยุติบทบาทสมาร์ทโฟนในซีรี่ Nexus แต่ก็เป็นเพียงเปลี่ยนชื่อโปรเจคใหม่เป็นซีรี่ Pixel โดยมีเป้าหมายในการขยายตลาดในวงกว้างไม่ใช่เพื่อผู้ที่ชื่อชอบหรือนักพัฒนาเพียงเท่านั้น ทำให้สมาร์ทโฟนในซีรี่ Pixel จะเป็นโปรดักส์ระดับพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น และในการเปิดตัว 2 สมาร์ทโฟนก็มีชื่อว่า Google Pixel และ Google Pixel XL ถือว่าเป็นการผลิกโฉมหน้าสมาร์ทโฟนจาก Google อย่างแท้จริง เนื่องจากทุกการออกแบบ Google ทำเองทั้งหมดไม่ได้มีการจับมือร่วมกับบริษัทสมาร์ทโฟนรายอื่นอีกแล้ว แต่ก็ยังใช้โรงงานของ HTC ในการผลิตอยู่ ส่วนด้านฟีเจอร์เด่นๆ ก็จะรันในระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat รับประกันการอัพเดทอย่างรวดเร็ว, เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่มาพร้อม Google Assistant และผลทดสอบการใช้งานกล้องก็ออกมาดีเกินคาด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเรื่องกล้องเป็นปัญหาใหญ่ของ Google มาโดยตลอดซึ่งสามารถทำคะแนน DxOMark ได้สูงถึง 89 คะแนน
9) Google Pixel 2 และ Google Pixel 2 XL (ตุลาคม 2017)
Google Pixel 2 และ Google Pixel 2 XL เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นสานต่อจาก Google Pixel และ Google Pixel XL ซึ่งน่าจะหันไปใช้โรงงานของทางฝั่ง LG ในการผลิต โดย Google Pixel 2 XL จะมาพร้อมหน้าจอแบบ Bezel-Less หรือหน้าจอ FullView ซึ่งเป็นหน้าจอกระแสฮิตในช่วงนี้ ส่วน Google Pixel 2 การออกแบบยังคงกับเหมือนรุ่นก่อน แต่ทั้ง 2 รุ่นจะมาพร้อมลำโพงคู่ทางด้านหน้า, ใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 835, รันบนระบบปฎิบัติการ Android 8.0 Oreo ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ และที่สำคัญมีการนำช่องเสียบหูฟังออกไป !! นอกจากนี้ด้านกล้องหลังก็ยังสามารถทำคะแนน DXOMARK ได้สูงถึง 98 คะแนนแม้ว่าจะใช้กล้องเพียงตัวเดียวก็ตาม
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับวิวัฒนาการสมาร์ทโฟนจากทาง Google โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเหล่าตระกูล Nexus เป็นการผลิตที่เน้นออกมาด้านซอฟแวร์เพื่อนักพัฒนามากกว่า แต่พอเปลี่ยนมาเป็นตระกูล Pixel ก็จะมีการเน้นไปด้านฮาร์ดแวร์มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์กับตลาดในวงกว้างตามเป้าหมายของทาง Google ซึ่งทั้งหมดก็ถือว่าเป็นประวัติคร่าวๆ จากจุดเริ่มต้นสู่ปัจจุบัน และสามารถตามไปดูสเปคแบบเจาะลึกได้ตามลิ้งค์ที่อยู่ด้านล่างได้เลย
ที่มา : www.phonearena.com วันที่ : 5 ตุลาคม 2560
vivo Y11 5G สมาร์ตโฟนชิปเซ็ต Dimensity 6300 แบตเตอรี่ใหญ่ 6500mAh15 ชั่วโมงที่แล้ว
Redmi A7 Pro สมาร์ตโฟน Entry ราคา 3 พันบาทต้นๆ ได้หน้าจอ 120Hz กับแบตเตอรี่ 6000mAh4 เม.ย. 69 15:00
ไม่อยากเลือกพาร์ทเนอร์ Cloud พลาด? รู้จัก AWS SMB Competency ตัวช่วยการันตีเพื่อ SME4 เม.ย. 69 13:10
รีวิว HONOR Pad X8b แท็บเล็ตแบตอึดจัด 10,100mAh สนุกได้ยาวนานข้ามวัน4 เม.ย. 69 10:15
3 เหตุผลเด่นที่ทำให้หูฟัง HUAWEI FreeClip 2 เป็นผู้นำตลาดหูฟัง Open Ear ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้แบบไม่เหมือนใคร4 เม.ย. 69 07:00
Google Pixel 10a เปิดตัวทางการภายใต้แนวคิด The Real Deal อัปเกรดความทนทานและชาร์จไวในราคาเดิม
vivo Y11 5G สมาร์ตโฟนชิปเซ็ต Dimensity 6300 แบตเตอรี่ใหญ่ 6500mAh
Redmi A7 Pro สมาร์ตโฟน Entry ราคา 3 พันบาทต้นๆ ได้หน้าจอ 120Hz กับแบตเตอรี่ 6000mAh
สมาร์ตโฟน realme งบ 5,000 และ 10,000 รุ่นไหนดี ปี 2026 รุ่นไหนคุ้มสุด ใช้ยาวได้จริง!
Infinix เปิดตัว Infinix NOTE 60 Series สมาร์ทโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่
รีวิว realme C100 5G มือถือจอมแกร่ง ตัวตึงรุ่นเริ่มต้น แบตเตอรี่ 7000mAh อึดข้ามวัน ทนทานขั้นสุดร...
Samsung Galaxy A37 5G สมาร์ตโฟนทางเลือก สเปคน้อยลง แต่ฟังก์ชั่นใช้งานยังครบ
รุ่นดังราคาดรอป! รวมสมาร์ตโฟนราคาพิเศษ ประจำเดือนมีนาคม 2026
iQOO 15R เปิดราคาในไทย สมาร์ตโฟนสเปคตึงๆ แรงระดับเรือธง Snapdragon 8 Gen 5
เปิดตัว AirPods Max 2 เวอร์ชันรีมาสเตอร์ อัปเกรดชิปฯ H2 พร้อมระบบตัดเสียงรบกวนดีขึ้น 1.5 เท่า
HUAWEI FreeBuds Pro 5 หูฟัง In-ear ที่ทรงพลังแบบ Over-ear มอบประสบการณ์เสียงที่ดีที่สุด