ปรับขนาดตัวอักษร - ก+ก

Factory Reset คือการล้างข้อมูล และลบแอพพลิเคชั่นทั้งหมดภายในเครื่องสมาร์ทโฟน ทำให้สมาร์ทโฟนกลับไปเหมือนวันแรกที่แกะกล่องออกมา โดยวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาเครื่องช้า, เครื่องทำงานไม่ปกติ, ปัญหาความจุเต็มจนไม่สามารถดาวน์โหลดแอพฯ หรือเก็บข้อมูลใหม่ๆ , ไม่สามารถอัปเดตซอฟแวร์เวอร์ชั่นใหม่ และแม้แต่ผู้ที่ต้องการนำเครื่องไปขายต่อ ก็สามารถทำการ Factory Reset ก่อนนำไปขายได้ โดยวิธี Factory Reset ที่นำมาฝากในวันนี้ จะมีทั้งระบบ Android และ iOS

อย่างแรกก่อนจะทำการ Factory Reset ผู้ใช้งานควรจะทำการ Back up หรือเก็บข้อมูลที่สำคัญไว้ก่อน เช่นไฟล์รูปภาพ, ไฟล์งาน, ประวัติการแชท เป็นต้น และควรเก็บรายชื่อผู้ติดต่อด้วยการซิงค์ไว้อีเมล์ของผู้ใช้งาน

1. การรีเซ็ตในการตั้งค่า (Setting)
- Android : สำหรับสมาร์ทโฟน Android ในแต่ละรุ่น อาจมีวิธีการไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะเข้าไปที่ การตั้งค่า > ระบบ > รีเซ็ต > รีเซ็ตการตั้งค่าจากโรงงาน (Factory Reset) จากนั้นก็ใส่รหัสผ่าน ระบบก็ทำการ Factory Reset ให้ทัน

- iOS : ไปที่ การตั้งค่า > ทั่วไป > Reset > ลบข้อมูลและการตั้งค่าทั้งหมด

2. การรีเซ็ตผ่าน Recovery Mode (Android) และ DFU Mode (iOS)
โดยวิธีนี้เป็นการ Factory Reset โดยไม่ต้องเข้าหน้า การตั้งค่า ซึ่งจะช่วยในส่วนผู้ใช้งานที่ลืมรหัสผ่าน หรือเครื่องไม่สามารถบูทกลับมาใช้งานปกติได้ ทำให้การเข้าสู่โหมด Recovery Mode (Android) และ DFU Mode (iOS) เป็นอีกทางเลือกเพื่อทำการ Factory Reset

Android

  • Huawei : ปิดเครื่อง > กดค้างปุ่ม Power + ปุ่มเพิ่มเสียง
  • Samsung : ปิดเครื่อง > กดค้างปุ่ม Power + ปุ่มเพิ่มเสียง + ปุ่ม Bixby
  • Xiaomi : ปิดเครื่อง > กดค้างปุ่ม Power + ปุ่มเพิ่มเสียง
  • Vivo : ปิดเครื่อง > กดค้างปุ่ม Power + ปุ่มเพิ่มเสียง
  • OnePlus : ปิดเครื่อง > กดค้างปุ่ม Power + ปุ่มลดเสียง
  • OPPO : ปิดเครื่อง > กดค้างปุ่ม Power + ปุ่มลดเสียง
  • realme : ปิดเครื่อง > กดค้างปุ่ม Power + ปุ่มลดเสียง
  • Motorola : กดค้างปุ่ม Power + ปุ่มลดเสียง
  • Nokia : ปิดเครื่อง > เสียบสาย USB กับคอมพิวเตอร์ > กดปุ่มเพิ่มเสียงค้าง > จนเห็นหุ่น Android พัง > กดปุ่มเพาเวอร์

ทั้งหมดเมื่อเข้าสู่หน้า Recovery Mode ให้ใช้ปุ่มเพิ่มเสียง หรือลดเสียง เพื่อเลื่อนตัวเลือกเมนู และปุ่มเพาเวอร์สำหรับกดเลือก โดยเมนูสำหรับ Factory Reset ส่วนใหญ่จะเป็น Wipe Data หรือ Clear Data ก็สามารถเลือกรีเซ็ตกันได้เลย

iOS
สำหรับการเข้าสู่ DFU Mode บนอุปกรณ์ iOS จะต่างจากฝั่ง Android เพราะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้ง iTunes , สาย USB Lightning , และรหัส Apple ID ของตัวเอง เพื่อเข้าสู่ DFU Mode จากนั้นถึงทำการ Restore iPhone หรือ Factory Reset ได้
*** ถ้ามีขั้นตอนไหนให้ใส่ Apple ID ก็ใส่ไปตามที่ระบบต้องการ

  • iPhone 6s Plus และรุ่นที่ต่ำกว่า
    1. เสียบสาย USB Lightning เข้ากับคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง iTunes
    2. กดค้างปุ่มเพาเวอร์ + โฮม จนจอดับ
    3. ปล่อยปุ่มเพาเวอร์ แต่นิ้งยังกดปุ่มโฮม ค้างเอาไว้
    4. ไปดูที่หน้า iTunes บนเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีการแจ้งเตือนเข้าสู่ Recovery Mode จากนั้นถึงปล่อยปุ่มโฮมได้
    5. กดไปที่ Restore iPhone ในหน้าต่าง iTunes

  • iPhone 7 / 7 Plus
    1. เสียบสาย USB Lightning กับเครื่องคอมพิวเตอร์ + เปิดโปรแกรม iTunes
    2. กดค้างปุ่มเพาเวอร์ + ปุ่มลดเสียง (จนกว่าหน้าจอจะดับ)
    3. พอหน้าจอดับ ให้ปล่อยปุ่มเพาเวอร์
    4. รอจนกว่าหน้าจอ iTunes จะปรากฏว่า เข้าสู่ Recovery Mode
    5. กดไปที่ Restore iPhone ในหน้าต่าง iTunes

  • iPhone 8 / 8 Plus / X / XS / XS Max / XR / 11 / 11 Pro / 11 Pro Max
    1. เสียบสาย USB Lightning กับเครื่องคอมพิวเตอร์ + เปิดโปรแกรม iTunes
    2. กดปุ่มเพิ่มเสียง 1 ครั้ง
    3. กดปุ่มลดเสียง 1 ครั้ง
    4. กดปุ่มเพาเวอร์ค้าง จนกว่าหน้าจอจะดับ
    5. จากนั้นกดปุ่มลดเสียงค้างไว้อีก แล้วปล่อยปุ่มเพาเวอร์
    6. รอจนกว่าหน้าจอ iTunes จะปรากฏว่า เข้าสู่ Recovery Mode ถึงปล่อยมือได้
    7. กดไปที่ Restore iPhone ในหน้าต่าง iTunes

สุดท้ายก็มีข้อแนะนำสำหรับสมาร์ทโฟน Android หากต้องการนำเครื่องไปขาย แนะนำว่าให้ Factory Reset จากการตั้งค่าจะดีกว่า เพราะการรีเซ็ตจาก Recovery Mode ระบบจะไม่ลบบัญชี Google ออกไปด้วย

โดยทั้งหมดที่กล่าวมาคือ Factory Reset ล้างเครื่องให้กลับมาเหมือนตอนแกะกล่อง ทั้งฝั่ง Android และ iOS แต่อาจจะมีสมาร์ทโฟนจาก Android บางรุ่น หรือรุ่นที่เก่าพอสมควร อาจจะมีการ Factory Reset ที่แตกต่างออกไป ยังก็ลองสอบถามไปยังผู้ให้บริการอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

วันที่ : 17 พฤษภาคม 2563

861,580อ่าน

แบ่งปันบทความ

วิดีโอ

มือถือออกใหม่

เรื่องราวน่าสนใจ