ข่าวเทคโนโลยี » องค์กร

จากรายงานล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการเร่งด่วนในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในฐานะองค์กรที่มุ่งเน้นการสนับสนุนเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ได้เร่งการมีส่วนร่วมในการประชุมสหประชาชาติ เพื่อดำเนินการตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยในวาระของการประชุม COP24 ที่จัดขึ้น ณ เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ ระหว่างวันที่ 3 ถึง 14 ธันวาคม 2561 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้ตอกย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2573 ด้วยการใช้โซลูชั่นที่จะช่วยเร่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ในปี 2573

“สภาพภูมิอากาศกำลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินหนักขึ้นและหลายประเทศกำลังพยายามรับมือกับปัญหาดังกล่าว ซึ่งการเซ็นสัญญาข้อตกลงปารีสเมื่อสามปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น ตอนนี้เรามาถึงจุดสำคัญที่ต้องเปลี่ยนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ด้วยการจำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำกว่าที่อุตสาหกรรมเคยกำหนดไว้ก่อนหน้านั้น ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติในระบบนิเวศที่สำคัญ” นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืน กล่าว

ในเดือนพฤศจิกายน 2558 ก่อนวันงาน COP 21 หนึ่งวัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ประกาศแผนงานในการสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอนภายในปี 2573 และนับเป็นการประกาศคำมั่นที่มีต่อวาระการประชุม COP24 โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะยกระดับความมุ่งมั่นพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศอย่างแข็งขัน บนฐานความริเริ่มสามประการ

1. ก่อนปี 2563: บรรลุพันธสัญญาใหม่ 21 ข้อ ภายใต้โครงการ Schneider Sustainability Impact ซึ่งเป็นโครงการสร้างความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในช่วงระหว่างปี 2561 - 2563 ที่ให้โครงร่างเพื่อเป็นแนวทางเฉพาะโดยอิงตามข้อสันนิษฐานว่าโลกจะทะลุภาวะโลกร้อนเกิน 2 องศาเซลเซียสจากอุณภูมิสูงสุดที่ควรจะเป็นภายในปีพ.ศ. 2593 และประเมินความถูกต้องผ่านแนวคิดริเริ่ม Science Based Targets ที่กลุ่มธุรกิจของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้มีการลงนามไว้ในปี 2559

2. บรรลุความเป็นกลางด้านคาร์บอนภายในปี 2573 ทั้งในส่วนของโรงงานและไซต์งานต่างๆที่มีส่วนร่วมในระบบนิเวศอุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์และลูกค้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ จะดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้

  • ช่วยลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับลูกค้าที่ใช้ EcoStruxure
  • เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ใช้บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ 100% และสามารถนำของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ได้100%
  • เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานให้เป็นสองเท่าของกำลังการผลิตในปี 2548

3. เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงปี 2593: ลดขอบเขตการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งใน scope 1 และ scope 2 ให้น้อยลงกว่าปี 2558 ถึง 50% สอดคล้องตามหลักการที่ชี้นำแนวทางความริเริ่ม Science Based Targets ซึ่งเป็นเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามฐานทางวิทยาศาสตร์

สร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน จากประสิทธิภาพด้านพลังงาน

“การตัดสินใจของเราในวันนี้ นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้มั่นใจว่าโลกจะปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับทุกคน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเชื่อว่านวัตกรรมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปัจจุบันเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยี การประชุม COP24 ในประเทศโปแลนด์ในปีนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของเราผ่านโซลูชั่นที่ช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเราช่วยตอบโจทย์เป้าหมายของการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน 17 ประการ (17 Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติได้อย่างไร” นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ กล่าว

สิ่งที่ดีสำหรับสภาพภูมิอากาศ คือสิ่งที่ดีสำหรับเศรษฐกิจเช่นกัน โซลูชั่นของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่ให้โอกาสมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนของการสร้างงาน ช่วยพัฒนาด้านสาธารณสุข ฯลฯ ซึ่งหลายโครงการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในโปแลนด์ยังแสดงให้เห็นถึงประเด็นต่อไปนี้

  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ทำการปรับปรุงระบบจ่ายไฟฟ้าของโรงงานกระจกเซนต์ โกเบน (Saint Gobain) ที่ตั้งอยู่ในเมือง ดอมบรอวากูร์ญิตชาให้มีความทันสมัย ซึ่งโครงการแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2560 โดยได้มีการเปลี่ยนหม้อแปลงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ผ่านบริการ EcoSruxure Power Consulting Services ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานลงถึง 16% ในปี 2561 อีกทั้งยังช่วยลดรายจ่ายการลงทุนได้ถึง 30%
  • ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังงานในอาคารให้กับศูนย์การประชุมนานาชาติแห่งคาโตวีตเซ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน COP24 รวมถึง Polish National Radio Symphony Orchestra Hall ที่ใช้จัดแสดงคอนเสิร์ตในวันพิธีเปิด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้มากแล้ว ยังช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วย

มุ่งแก้ปัญหาความยากไร้ด้านพลังงาน และภาวะฉุกเฉินของสภาพภูมิอากาศ

การเข้าถึงพลังงานเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจะไม่เกิดผล หากไม่คำนึงถึงความต้องการของประชาชนจำนวน 2.3 พันล้านคนที่ยังเข้าถึงพลังงานได้ยาก นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่อย่างจริงจัง แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังต้องต่อสู้กับความขาดแคลนเชื้อเพลิง ในสถานการณ์ที่ชาวบ้านไม่สามารถจ่ายเงินสำหรับการทำให้บ้านตัวเองมีอากาศอบอุ่นในราคาที่จ่ายไหว ซึ่งในการประชุม COP24 มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค ภายใต้การอุปถัมภ์ของมูลนิธิเดอฟรองซ์ ร่วมกับ Ashoka ซึ่งเป็นองค์กรที่ดำเนินการด้านสังคม จะเกาะติดความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาความยากจนด้านเชื้อเพลิงในยุโรป ด้วยการเปิดตัวข้อเรียกร้องโครงการใหม่สำหรับปี 2562

การเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง เนื่องจากหลายคนต้องอพยพออกจากบ้าน อันเป็นสาเหตุมาจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดการเรียกร้องให้มีโซลูชันที่ช่วยให้เข้าถึงพลังงานสะอาด น่าเชื่อถือและราคาไม่แพง โดยในการประชุม COP24 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการเปิดตัวโซลูชัน Villaya Emergency เพื่อช่วยให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าถึงพลังงานได้ง่ายขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นโซลูชั่นโครงข่ายไมโครกริดแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่พร้อมใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ ด้วยระบบที่ผสานรวมเทคโนโลยีต่างๆ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมความเชี่ยวชาญขององค์กรสตาร์ท-อัพ โดยโซลูชั่นทั้งหมดได้ถูกติดตั้งในคอนเทนเนอร์มาตรฐาน เพื่อความสะดวกในการขนย้าย และติดตั้งง่ายในทุกพื้นที่ในโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริคในงาน COP24

การประชุม COP24 มีผู้เข้าร่วมประมาณ 20,000 คน มีทั้งผู้นำทางการเมือง ตัวแทนจาก NGOs องค์กรธุรกิจ รวมถึงหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ และการวิจัย) จากกว่า 190 ประเทศ โดยคนเหล่านี้จะทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งดำเนินการตามแนวทางต่างๆ ให้ได้ภายในปี 2020 โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนการประชุมในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ นายยาเซค ลุคาสเซวิคซ์ ประธานกลุ่มชไนเดอร์ อิเล็คทริค โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก และสโลวาเกีย นายกิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืน และนายออเรลี จาร์แดง ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาธารณะและพันธมิตรธุรกิจ เป็นต้น

“ความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อสร้างความยั่งยืนและสร้างความเป็นกลางทางด้านคาร์บอน ให้กับโลกใบนี้ ต้องอาศัยทั้งความเชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ซึ่งการผสานเทคโนโลยีที่มีอยู่ภายใต้แพลตฟอร์ม EcoStruxure นับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกในวันนี้ได้ นอกจากจะช่วยให้องค์กรและภาคธุรกิจ ลดต้นทุนด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาบอนได้มหาศาลแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ในระดับมหภาค ที่สำคัญส่งผลให้โลกใบนี้ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีนัย เพื่อให้โลกสามารถฟื้นฟูทรัพยากรเหล่านั้นได้ทันตามสัดส่วนของการใช้งานที่เหมาะสม ก่อนที่ทุกสิ่งจะสายไป”