ข่าวเทคโนโลยี » เทคโนโลยี

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าว Google ประกาศยุติความสัมพันธ์กับ Huawei นั่นหมายความว่าสมาร์ทโฟนของ Huawei ในอนาคต อาจไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของกูเกิล ไม่ว่าจะเป็น Google Play Store, Gmail, YouTube หรือ Google Map ได้ กลายเป็น Talk of the town ที่คนทั้งโลกต่างหันมาสนใจ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนของ Huawei อยู่ในปัจจุบัน

แม้ในตอนนี้ Huawei จะออกประกาศมาอย่างชัดเจนว่าสมาร์ทโฟนของ Huawei รุ่นปัจจุบันที่ออกมาแล้ว ยังสามารถใช้งานแอนดรอยด์และกูเกิลได้ตามปกติ รวมไปถึงอัพเดทซอฟท์แวร์ด้านความปลอดภัยและบริการหลังการขายได้ต่อไป พร้อมทั้งครอบคลุมถึงโมเดลที่ได้จำหน่ายออกไปแล้ว และที่ยังรอการจัดจำหน่ายอยู่ในสต๊อกทั่วโลกอีกด้วย

เหตุผลที่ทำให้ Huawei โดนบีบหนักขนาดนี้เป็นเพราะอะไรกันแน่??

ในอดีตหากขึ้นชื่อว่าเป็นสินค้าและบริการที่มาจากจีน แต่ละคนต้องเบือนหน้าหนี เพราะคำว่า Copy และคุณภาพต่ำ ผุดขึ้นมาในหัว แต่มาในยุคปัจจุบันนี้ คงต้องคิดกันใหม่แล้ว เพราะสินค้าด้านเทคโนโลยีของจีนขึ้นมาผงาดเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของโลก

เนื่องด้วย Huawei เป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก จึงมีการพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของ 5G ระบบการสื่อสารและโทรคมนาในอนาคต ซึ่งทาง Huawei เรียกได้ว่าเตรียมความพร้อมในด้านนี้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านอีโคซิสเต็ม ทั้งจำหน่ายแบบครบวงจรทั้งชิปเซ็ต อุปกรณ์ ระบบคลาวด์ และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ มีวิศวกรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการรับส่งข้อมูลแบบ 5G จำนวนกว่า 7,000 คน และมีศูนย์ R& D ด้าน 5G รวม 9 แห่งทั่วโลก โดยในปี 2018 หัวเว่ยทุ่มงบประมาณกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทำการพัฒนานวัตกรรม 5G อย่างต่อเนื่อง จนมีการเซ็นสัญญาการให้บริการเน็ตเวิร์ค 5G กับลูกค้าทั่วโลกกว่า 40 ฉบับ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Huawei สามารถชูจุดแข็งที่มี มาใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของตัวเองได้

โดยเฉพาะในสมาร์ทโฟนของ Huawei ที่นำเอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ จนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการสมาร์ทโฟน "เทคโนโลยีที่ดี ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป" นั่นทำให้ยอดขายของ Huawei ก้าวกระโดดมาเกือบเทียบเท่า iPhone โดยมียอดมียอดการจัดส่งสมาร์ทโฟนโตขึ้นถึง 33.6% รวมเป็น 206 ล้านเครื่อง ขึ้นแท่นอันดับ 2 ในตลาดสมาร์ทโฟนอย่างสวยงาม แถมยังมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดของโลกได้ในไตรมาสที่ 2 และ 3 และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เตรียมที่จะขึ้นอันดับ 1 ในเร็วๆ นี้

เท่าที่ทราบกันดีว่า จีนกับสหรัฐฯ เป็นคู่ปรับทางเศรษฐกิจกันมาแต่ไหนแต่ไร การพัฒนาที่ก้าวกระโดดของจีน ทั้งด้านเทคโนโลยีและการตลาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ อาจเป็นสาเหตุให้ยักษ์ใหญ่ฝั่งตะวันตกอย่าง สหรัฐอเมริกา เกิดความหวั่นไหว จึงเริ่มออกมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อกีดกันทางการค้ากับบริษัทสัญชาติจีน แต่ที่เป็นข่าวดังและโดนหนักที่สุดคงหนีไม่พ้น Huawei

เริ่มตั้งแต่สหรัฐฯ หว่านล้อมประเทศพันธมิตรทั่วโลก แบนสินค้าและบริการจาก Huawei ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ โดยอ้างว่าเน็ตเวิร์ค 5G ที่พัฒนาจาก Huawei นั่นอาจมีการสอดแนมจากรัฐบาลจีน เพื่อล้วงเอาข้อมูลความลับที่สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ปรากฎหลักฐานใดที่สามารถบงบอกได้ว่า Huawei ส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับรัฐบาลจีนจริงๆ ตามที่สหรัฐฯ กล่าวอ้าง แต่รัฐบาลสหรัฐ ก็ยังคงออกนโยบายต่างๆ ออกมาเพื่อกดดัน Huawei ตาม Timeline นี้ https://news.siamphone.com/news-41816.html 

จนล่าสุดที่ Google ออกประกาศยุติความสัมพันธ์กับ Huawei ทั้งๆ ที่ผู้ใช้รายใหญ่ของ Google คือผู้ใช้ Huawei เหตุผลอะไรที่ทำให้ Google ยอมสละเนื้อชิ้นใหญ่นี้ไป เหตุการณ์ที่เกิดอาจมองได้ 2 มุม คือ Google ตระหนักถึงความปลอดภัยของข้อมูลจริงๆ หรือ ถูกบังคับจากมาตรการของรัฐบาลสหรัฐ!?

หากเป็นเหตุผลอย่างแรก ตามที่เราทราบกันดีว่าฝั่งตะวันตก ค่อนข้างจะซีเรียสเรื่องกฎข้อบังคับต่างๆ ที่ต้องทำอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องรักษาคนในประเทศตนเอง ไม่เว้นแม้ต้องตัดความสัมพันธ์กับพันธมิตรของตน หากเกิดทำผิดข้อตกลงขึ้นมา แต่ Huawei มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งๆ ที่การตลาดของตัวเองกำลังไปได้ดีเหมือนติดจรวด ส่วนความสัมพันธ์ของ Huawei กับ Google ก็ดีมาตลอด และทุกวันนี้การเข้าใช้อินเทอร์เน็ตของทุกคน ก็ถูกเก็บข้อมูลเพื่อใช้วิเคราะห์พฤติกรรมอยู่แล้ว แต่หลังจาก Google ประกาศออกมาอย่างนี้ หลายๆ บริษัทก็ทยอยถอยห่างจาก Huawei เช่นเดียวกัน หรืองานนี้มีเงื่อนงำอะไรบางอย่างที่ Huawei ไม่ได้บอกความจริงกับเรา

แต่หากเป็นเหตุผลอย่างหลัง นั่นเป็นการตอกย้ำว่า สหรัฐฯกลัวจีนขึ้นมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก จึงต้องทำการสกัดกั้นไม่ให้ขึ้นแท่นแทนตนเอง เพราะสงครามยุคนี้ ไม่ได้ดูกันที่ความแข็งแกร่งของกำลังทหารและอาวุธ แต่ตัดสินกันที่การค้าและการลงทุน ยิ่งจีนแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไหร่ อำนาจของสหรัฐฯก็จะลดน้อยลงเท่านั้น จึงต้องทำการจับแพะ ด้วยการแบน Huawei นั่นเอง

อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ Huawei สามารถสั่งซื้อสินค้าชิ้นส่วนจากบริษัทของสหรัฐได้ เพื่อให้สามารถดูแล สนับสนุนบำรุงรักษา สินค้าปัจจุบันที่หัวเว่ยจำหน่ายอยู่ต่อไปได้ใบอนุญาตชั่วคราวดังกล่าวมีอายุ 90 วัน จนถึงวันที่ 19 สิงหาคม นี้

อีกทั้ง Huawei ก็ไม่ยอมโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว จึงได้ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐที่ศาลเมือง Plano รัฐ Texas ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทหัวเว่ยประจำประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางหัวเว่ยได้ฟ้องร้องในข้อกล่าวหาที่ว่าการแบนอุปกรณ์หัวเว่ยของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการเน้นโจมตีแค่หัวเว่ยฝ่ายเดียว พร้อมทั้งยังเผยอีกว่าจะนำ Hong Meng ระบบปฏิบัติการของตนเองที่พัฒนามาตั้งแต่ปี 2012 มาใช้เพื่อแก้ปัญหานี้ด้วย

ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ทำให้หลายคนเอนเอียงไปว่าสหรัฐต้องการจะจับแพะอย่าง Huawei เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจมากกว่า แต่อีกทางนึง ไม่ว่าสหรัฐฯจะงัดมาตรการอะไรออกมาเพื่อกีดกันทางการค้า จีนก็สามารถแก้เกมได้เสมอ จนแอบบคิดว่า หรือจะเตรียมรับมือกับผลที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วกันแน่ งานนี้จึงต้องรอบทสรุปสุดท้ายว่า Huawei จะเป็นแพะผู้ถูกกระทำ หรือแกะที่ปกปิดอะไรบางอย่างมาโดยตลอด แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ ก็คือผู้ใช้งานอย่างเราๆ นี่เอง