ข่าวไอที » สมาร์ทโฟน

Advertorial : ถ้าจะพูดถึงสมาร์ทโฟนที่อยู่ในช่วงราคา 4,000-8,000 บาท กับความคุ้มค่าที่ต้องจ่ายไป แลกมาด้วยความสวยงามและสเปกที่ใช้งานได้ไหลลื่น สำหรับ 3 ค่ายที่ต่างกันอย่าง realme 3, Vivo Y17 และ Samsung Galaxy A30 ลองมาดูกันว่าทั้ง 3 รุ่นมีความแตกต่างและน่าสนใจแค่ไหน

เริ่มกันที่ดีไซน์ของตัวเครื่อง สำหรับ realme 3 มาพร้อมกับความโค้งมนของทั้งฝาหลังและขอบข้างตัวเครื่อง ทำให้ถือกระชับมือ ไม่เบาหรือหนักมากไป มีน้ำหนักเพียงน้ำหนัก 175 กรัม มาพร้อมกับสีสันแบบ Gradient ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสีฟ้าและสีเขียวที่ออกมาเป็นสี Radiant Blue ทั้งยัง มีอีก 2 สีให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น Dynamic Black และ Classic Black นอกจากนี้ ยังมีหน้าจอแสดงผลแบบหยดน้ำที่เรียกว่า Dewdrop Display ขนาด 6.22 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ HD+ บนอัตราส่วน 19:9 ทำให้การใช้งานบนหน้าจอเกี่ยวกับคอนเทนต์ต่างๆ ทำได้ดี กว้างเต็มตา

ต่อมาจะเป็น Vivo Y17 ที่มีตัวเครื่องขนาดใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังคงมีขอบข้างตัวเครื่องโค้งมน โดยที่ด้านหลังเรียบแบน อาจจะถือไม่ค่อยถนัดมือเท่าไหร่ และน้ำหนักมากถึง 190.5 กรัม มีดีไซน์ไล่เฉดสี กับตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สี Mineral Blue และ Mystic Purple โดยที่จะมีหน้าจอแบบหยดน้ำเช่นกัน แต่ใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย ขนาด 6.35 นิ้ว ความละเอียดหน้าจอ HD+ อัตราส่วน 19.3:9

สำหรับ Samsung Galaxy A30 เป็นรุ่นที่มีขนาดตัวเครื่องบางกว่า 2 รุ่นแรก ดีไซน์วัสดุ Glasstic ขอบโค้ง เป็นสีเดียวแต่มีมิติเมื่อส่องกระทบกับแสง มีตัวเลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Black, White และ Blue จับถือสบายมือด้วยน้ำหนักเพียง 165 กรัม มาพร้อมหน้าจอแบบ Infinity-U ซึ่งก็เป็นรอยแหว่งทรงหยดน้ำเช่นกัน แต่ขนาดกว้างถึง 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ แสดงสีสันคมชัดสวยงาม

ทั้ง 3 รุ่นเรียกว่ามีดีไซน์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่ง realme 3 ก็จะมีตัวเครื่องที่จับถือถนัดมือ ส่วนของหน้าจอที่ใหญ่ และคมชัดต้องยกให้ Galaxy A30 แต่ทั้งหมดสามารถใช้งานคอนเทนต์ต่างๆ ได้เต็มจอ เนื่องจากมีดีไซน์หน้าจอแบบหยดน้ำ และขอบด้านข้างยังเหลือเพียงเล็กน้อย

มาต่อกันที่เรื่องของสเปกตัวเครื่อง สำหรับ realme 3 จะขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล MediaTek Helio P60 Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz, RAM 4GB, ROM 64GB รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด เพิ่มหน่วยความจำด้วย MicroSD ได้อีก 256 GB และแยกช่องใส่กันอย่างชัดเจนด้วยถาดซิมแบบ Tripleslots พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 9 ครอบทับด้วย Color OS 6 เวอร์ชั่นล่าสุด ปรับโฉมใหม่ให้สวยสะดุดตากว่าเดิม ในรูปแบบ Boundless desigh และ omni-upgraded มีฟังก์ชั่นที่หลากหลาย ทั้งยังสามารถสลับแอพพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบใหม่ มีแบตเตอรี่ความจุ 4,230mAh รองรับการชาร์จ 5V2A มาพร้อมระบบประหยัดพลังงาน AI Power Master และเทคโนโลยีใหม่ Battery Optimization ที่เพิ่มความยาวนานให้แบตเตอรี่ด้วยการปรับลดความละเอียดหน้าจอได้ตามต้องการ

ในส่วนของ Vivo Y17 นั้น ใช้หน่วยประมวลผล Mediatek Helio P35 Octa Core ความเร็ว 2.3 GHz / GPU IMG PowerVR GE8320, RAM 4GB, ROM 64GB รองรับการใช้งาน 2 ซิม สามารถเพิ่มหน่วยความจำด้วย MicroSD Card ได้ 256GB รันบนระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 9 เป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ที่ทาง Vivo พัฒนาขึ้นมาบนพื้นฐาน Android 9 Pie เน้นหน้าตา UI ที่ดูรูปแบบเรียบง่าย แต่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ เพิ่มพื้นที่สีขาวมากขึ้น ทำให้ความคมชัดและจุดสนใจรวมไปไว้ที่รูปภาพมากขึ้น ให้แบตเตอรี่มาแบบใหญ่จุใจถึง 5,000 mAh ให้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น และแม้แบตฯจะมีขนาดใหญ่ ก็ไม่ต้องกลัวเวลาชาร์จ เพราะ Vivo Y17 รองรับระบบการชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging ชาร์จไม่นานแบตฯก็ขึ้น ใช้งานได้ต่อเนื่องทันที

และสำหรับ Samsung A30 ใช้ชิปเซ็ต Exynos 7885 Octa-core / GPU Mali-G71 MP2 ความเร็ว 1.8GHz, RAM 4GB, ROM 64GB เพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุดถึง 512GB ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับสมาร์ทโฟนระดับราคานี้ รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด มีถาดซิมแบบTripleslots แยกช่องซิมการ์ด 2 ช่อง และ MicroSD Card 1 ช่องออกจากกันอย่างชัดเจน รันบนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย Samsung One UI มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,000mAh และรองรับระบบการชาร์จเร็ว 15W

ทั้ง 3 รุ่นนั้นต่างก็เลือกใช้ชิปเซ็ตอันเป็นที่นิยมของสมาร์ทโฟนระดับกลางในยุคปัจจุบันทั้งสิ้น แต่หากพูดถึงในเรื่องของหน่วยประมวลผล ดูเหมือนว่าทาง realme ที่ใช้ MediaTek Helio P60 Octa Core ซึ่งเป็นชิปเซ็ตของสมาร์ทโฟนระดับกลางบน ก็ดูจะโดดเด่นกว่า หากมองในมุมของการเพิ่มความจำก็ต้องยกให้ทาง Samsung ที่เพิ่ม MicroSD Card ได้มากถึง 512GB และระบบปฏิบัติการใหม่อย่าง Funtouch OS 9 ของ Vivo ก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งแบตเตอรี่ที่ให้มาอย่างจุใจถึง 5,000mAh สำหรับเรื่องสเปคเครื่องของทั้ง 3 รุ่น เรียกว่ามีจุดเด่นกันคนละด้าน ใครที่ต้องการความแรงความเร็ว ความจุึเยอะๆ หรือแบตฯอึดๆ ก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมกันดู

อีกเรื่องที่น่าสนใจนั่นก็คือกล้อง โดย realme 3 มาพร้อมกล้องหลังคู่ความละเอียด13+2 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด f1.8 กล้องหน้ามีความละเอียดเท่ากันกับกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล มีโหมด AI จากหน่วยประมวลผลอันทรงพลังอย่าง Helio P60 ช่วยให้ภาพเซลฟี่ออกมาสวยงามตามความต้องการ แถมยังมีโหมดต่างๆ ให้เลือกใช้ เพื่อความสวยงามของภาพดังนี้

  • โหมด Nightscape ช่วยให้ภาพคมชัดแม้ถ่ายรูปในที่แสงน้อย ลดการเกิด noise ภาพไม่สั่น และให้ความละเอียดภาพที่มากกว่า
  • โหมด Chroma Boost ช่วยเพิ่มความสดของสีภาพ และพัฒนา Dynamic range เพื่อปรับความสมดุลของแสงในภาพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • โหมด Portrait ปรับแต่งภาพเซลฟี่ให้สวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ

มาดูกันที่ Vivo Y17 รุ่นนี้มาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ (AI Triple Camera) ความละเอียด 13+8+2 ล้านพิกเซล เป็นเลนส์กล้องหลัก, เลนส์ Super-Wide Angle ถ่ายมุมกว้างได้ถึง 120 องศา และเลนส์ Depth Sensor สามารถถ่ายภาพได้หลากหลายรูปแบบ กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง f2.0 พร้อมด้วย AI Face Beauty ปรับแต่งรูปภาพให้สวยงามได้อย่างอัตโนมัติ ให้ภาพเซลฟี่ออกมาสวยงามอย่างที่ต้องการ

สำหรับ Galaxy A30 มาพร้อมกล้องหลังคู่ ความละเอียด 16 MP(F1.7) และเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 5MP(F2.2) ให้มุมมองกว้าง 123 องศา เก็บภาพได้กว้างมากขึ้น ภาพคมชัดสมจริงทั้งกลางวันและกลางคืน กล้องหน้าความละเอียด 16 MP มาพร้อมโหมด Selfie Focus ให้ถ่ายภาพเซลฟีหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างสวยงาม ดูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ

สุดท้ายมาดูในส่วนของราคา สำหรับ 3 รุ่นนี้เริ่มจากราคาเบาที่สุด คือ realme 3 เริ่มต้นที่ 4,590 บาท (รุ่น RAM 3GB+ ROM 32GB) และ 5,990 บาท (รุ่น RAM 4GB+ ROM 64GB) ต่อมาเป็น Vivo Y17 จำหน่ายในราคา 6,999 บาท และ Samsung Galaxy A30 จำหน่ายในราคา 7,290 บาท ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าเรทของราคาค่อนข้างต่างกันอยู่มาก ใครที่มองหาสมาร์ทโฟนรุ่นกลางราคาประมาณ 4 - 8 พัน คิดว่า 3 รุ่นนี้จะต้องเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน

**บทความเพื่อการโฆษณา**

RELATED TO: