ปรับขนาดตัวอักษร - ก+ก

ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายกว่าเดิม ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักความหมายของเทคโนโลยีว่าที่จริงแล้วคืออะไร ต้องขอพาย้อนกลับไปก่อนยุควิวัฒนาการ ซึ่งคำว่า G ย่อมาจาก Generation แปลว่า ยุค หรือช่วงสมัย เรามาดูกันดีกว่าว่าก่อนจะมาเป็น 5G นั้นที่มาอย่างไงบ้าง 

ยุค 1G (1st Generation)

ยุคแรกของเทคโนโลยี ที่ใช้ระบบอนาล็อก (Analog) คือใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง (Voice) โดยสามารถโทรออก-รับสายได้อย่างเดียว และ ไม่สามารถส่งผ่านข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่การรับ-ส่ง SMS โดยในยุคนั้น ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลที่มีฐานะหรือเงินเดือนสูง

 

ยุค 2G (2nd Generation)

ยุคที่เปลี่ยนจากการส่งคลื่นวิทยุแบบอนาล็อก (Analog) มาเป็นการเข้ารหัสดิจิตอล (Digital) โดยผู้ใช้งานสามารถส่งข้อมูลได้ หมายถึง การส่งข้อความ SMS ได้นอกเหนือจากการโทรออก-รับสาย รวมทั้งยังทำให้เกิดการบริการต่างๆ มากมาย เช่น การเปิดให้ดาวน์โหลด Ringtone, Wallpaper ซึ่งในยุคนี้ถือเป็นยุครุ่งเรืองของโทรศัพท์มือถือ ต่อมาได้มีการนำเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) เข้ามาใช้ ในการรับส่งข้อมูลที่นอกจากส่งข้อความ SMS แล้วยังสามารถส่ง MMS ได้อีกด้วย, เสียงเรียกเข้ามีการเพิ่มเสียงเป็นแบบ Polyphonic และ True tone รวมทั้งยังเริ่มมีโทรศัพท์มือถือที่มีหน้าจอสี นอกจากหน้าจอขาว-ดำ

ต่อมาได้มีการพัฒนาความเร็วในการส่งข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น โดยเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) ซึ่งมีความเร็วมากกว่า GPRS ประมาณ 3 เท่า ทำให้สามารถเข้าเว็ปไซด์ เล่นอินเตอร์เน็ตได้ แต่ความเร็วยังมีจำกัด และไม่สามารถรองรับไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ได้ โดยเทคโนโลยี GPRS และ EDGE ถูกนำมาใช้ในระบบมาตรฐานคลื่นความถี่ GSM (Gobal System for Mobile Communication)

ยุค 3G (3rd Generation) 

การสื่อสารในยุคที่ 3 จะมีความโดดเด่นในเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อและการรับ-ส่งข้อมูลแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง ที่ช่วยให้ใช้งานด้านมัลติมีเดียได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสามารถส่งข้อมูลทั้งภาพและเสียงด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาผ่านวีดีโอคอล หรือดูหนัง ฟังเพลงผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 

ยุค 3G เป็นยุคที่ถูกพัฒนามาจากยุค 2G ที่มีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน สำหรับประเทศไทยได้นำเทคโนโลยี UMTS ( Universal Mobile Telecommunications System) มาใช้ ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายมาตรฐานใหม่ที่ถูกพัฒนามาจาก ระบบมาตรฐานคลื่นความถี่ GSM ที่มีเทคโนโลยีหลักคือ W-CDMA และได้ถูกพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยี HSPA+ (รับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุด 42 Mbps) ซึ่งทำให้ในยุคนี้ถือว่าเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังให้เกิดการบริการที่เรียกว่าแอพพลิเคชั่นอีกด้วย

ยุค 4G หรือ (4th Generation)

4G หรือ (4th Generation) ถือได้ว่าเป็นยุคปัจจุบันสำหรับทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่พึ่งจะจบการประมูลคลื่นความถี่ 5G กันไปเป็นที่เรียบร้อย และ เตรียมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า 4G LTE และคงมีคำถามว่าแล้ว LTE คืออะไร? เกี่ยวข้องกับ 4G อย่างไร? สำหรับ LTE นั้นย่อมาจาก Long Term Evolution เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกนำมาทดลองใช้โดยเกิดจากความร่วมมือของ 3GPP (3rd Generation Partnership Project) ที่มีการพัฒนาให้ LTE มีความเร็วมากกว่ายุค 3G ถึง 10 เท่า โดยมีความสามารถในการส่งถ่ายข้อมูลและมัลติมีเดียสตรีมมิ่งที่มีความเร็วอย่างน้อย 100 Mbps และมีความเร็วสูงสุดถึง 1 Gbps นอกจากเทคโนโลยี LTE แล้วยังมีอีก 2 เทคโนโลยีที่ถูกนำมาทดลองใช้เหมือนกันคือ UMB (Ultra Mobile Broadbrand) ที่พัฒนามาจากมาตรฐาน CDMA2000 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในยุค 3G และ WiMax (WorldwideInteroperability for Microwave Access) เป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูง โดยพัฒนามาจากมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งเป็นมาตราฐานเดียวกันกับ Wi-Fi แต่มาตรฐาน Wimax สามารถส่งสัญญาณได้ไกลถึง 40 ไมล์ ด้วยความเร็ว 70 Mbps และมีความเร็วสูงสุด 100 Mbps

โดยปัจจุบันนี้มีเพียง 2 เทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในยุค 4G คือ เทคโนโลยี LTE และ Wimax ซึ่งในยุค 4G นี้ถือว่าเป็นยุคที่ถูกพัฒนาก้าวมาอีกขั้นโดยมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลมากกว่ายุค 3G ที่ช่วยตอบสนองการใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตไร้สายให้ดีขึ้น ทำให้สามารถส่งรับข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเดิม และสามารถใช้โปรแกรมมัลติมีเดียได้อย่างเต็มที่ เช่น การสนทนาผ่านโปรแกรม Video Conference ในระดับความคมชัดแบบ HD, โหลดหนัง ฟังเพลง โดยไม่สะดุด และยังสามารถอัพโหลด – ดาวน์โหลดข้อมูลที่มีขนาดไฟล์ใหญ่ๆ ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นาน นอกจากนี้เทคโนโลยี 4G LTE ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก

ยุค 5G หรือ (5th Generation)

ว่ากันว่า 5G เราจะดาวน์โหลดวีดีโอ หนังหรือแอปฯ ได้เร็วถึง 10,000 Mbps! พูดง่ายๆ ถ้ามี 5G ใช้เวลาแค่ 6 วินาที! เท่านั้นไม่พอ 5G จะเชื่อมต่อไปปลายทางได้เร็วกว่า 0.001 วินาที (คือเร็วมาก) รับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มเป็น 1,000 เท่าและใช้พลังงานในการเชื่อมต่อน้อยลง 90% และตอบสนองไวกว่า ถ้าให้มองง่ายๆ 4G รับส่งข้อมูลต่อเดือนได้แค่ 7.2 Exabytes แต่สำหรับ 5G จะทำให้เรารับส่งข้อมูลได้เพิ่มขึ้น  7 เท่า คือ 50 Exabytes ต่อเดือน มีความถี่สำหรับใช้งานมากกว่า


คลื่น 5G เราจะสามารถใช้งานความถี่ได้ถึง 30GHz รับรองการใช้งานในแต่ละพื้นที่ได้มากกว่ากว่าเดิม 10 เท่า คือ รับได้ 1 ล้านคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. และถ่ายโอนข้อมูลต่อวินาทีได้เยอะกว่า 20 GB ต่อวินาทีหรือ 20 เท่าของ 4G และแน่นอนว่าถ้ามี 5G จะทำให้เราเพลิดเพลิน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์  ไม่มีสะดุด แม้แต่วีดีโอที่มีความละเอียดสูงๆ นี่ยังไม่พูดถึง Virtual Reality  (VR) และ Augmented Reality (AR) แค่ให้คิดอย่างเดียวยังจินตนาการได้ไม่ยาก คงพูดได้คำเดียวว่า ต้องเจ๋งมากแน่

สรุปคือ 5G ได้เข้ามาบ้านเราแล้วตอนนี้ จะเป็นอย่างไรต่อหรือออกมาให้รูปแบบไหนเราต้องมารอดูกันว่าการพัฒนาและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน และนี่คือกว่าที่จะมาเป็น 5G หรือ Generation ที่ 5 อย่างในทุกวันนี้ต้องการพัฒนาหลายยุค หลายสมัย อย่างไรก็แล้วแต่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเราอาจะได้เห็น 6G เร็วๆ นี้ก็เป็นได้

ที่มา : www.siamphone.com วันที่ : 5 มีนาคม 2563

3,423อ่าน

แบ่งปันบทความ

วิดีโอ

มือถือออกใหม่