ปรับขนาดตัวอักษร - ก+ก

แชร์

Advertorial : ความร้อนแรงของสมาร์ทโฟนเรือธง ยังทะลุหลอดข้ามปีมาถึงปี 2021 ซึ่งช่วงท้ายปี 2020 ได้มีสมาร์ทโฟน 2 รุ่นช่วงราคา 3 หมื่นบาทขับเคี่ยวกันแบบสูสี โดยรุ่นแรกเป็น Huawei Mate 40 Pro สมาร์ทโฟนแกนวาปเตรียมพาทุกคนก้าวกระโดดไปสู่อนาคต ด้วยสเปคสุดร้ายกาจจัดเต็มมาตั้งแต่ดีไซน์ยันกล้องถ่ายรูป ส่วนอีกรุ่นเป็น iPhone 12 สมาร์ทโฟนขวัญใจมหาชน ที่มาพร้อมความคุ้มค่า และลงตัวมากที่สุดในบรรดา iPhone 12 Series ที่เปิดตัวมา เมื่อทั้งคู่ถูกจับมาเปรียบเทียบกัน ก็ต้องมาวัดกันปอนด์ต่อปอนด์หน่อยว่า ใครคือที่สุดในย่านนี้ !

ชิปเซ็ต

Huawei Mate 40 Pro จะถูกขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตสุดทรงพลัง และฉลาดล้ำอย่าง Kirin 9000 โดย Kirin 9000 เป็นชิปเซ็ตตัวแรก และตัวเดียวในโลกที่เป็นแบบ 5G Soc และมีขนาดเพียง 5 นาโนเมตรเท่านั้น ทำให้ลดการใช้พลังงานได้อย่างมาก ส่วนที่ว่าเป็น 5G Soc หรือ System-on-Chip นั้นก็คือโมเดม 5G จะถูกจับรวมอยู่ในชิปเซ็ต ซึ่งช่วยในเรื่องความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูล และยังเกิดความร้อนสะสมได้น้อย หากไปเทียบกับโมเดม 5G ที่แยกกับชิปเซ็ต

ด้านประสิทธิภาพการประมวลผล และกราฟฟิกก็ร้ายกาจยิ่งนัก เพราะมีหน่วยประมวลผลแบบ Octa-Core ใช้สถาปัตยกรรมให้มีประสิทธิภาพ 3 ระดับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานระดับสูง พร้อมกับการจัดการพลังงานที่ดีเยี่ยม โดยถูกแบ่งเป็นแกนขนาดใหญ่ 2 แกน และอีก 1 แกนเล็ก ความเร็วสูงสุด 3.13GHz การประมวลผลกราฟฟิกยังมีชิปกราฟฟิกแบบ 24-Core Mali-G78 สามารถประมวลภาพขนาดใหญ่ และรวดเร็ว ช่วยเปิดโหมดการเล่นได้สมจริง ทั้งนี้ยังมีความฉลาดมากขึ้นไปอีกขั้นจากระบบ AI เพราะมีการประมวลผลของ NPU รุ่นใหม่

iPhone 12 ก็ได้ชิปเซ็ต A14 Bionic มาขับเคลื่อนให้ โดยเป็นชิปเซ็ตขนาด 5 นาโนเมตรเช่นเดียวกัน และมีระบบ AI อย่าง Neural Engine 16-Core ในตัว ซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานนั้นเป็นที่เล่าลือกันมานานแล้ว ไม่ว่า iPhone ในปีไหนก็ยังมีความลื่นเป็นอย่างมาก แต่ในเรื่องควบคุมความร้อนยังเป็นข้อกังขาอยู่ตลอดเวลา เพราะมีความร้อนเกิดขึ้นสูงเวลาใช้ทำงานแบบหนักๆ เช่นเล่นเกม เป็นต้น

ผลที่ออกมา : ด้วยทั้ง Huawei Mate 40 Pro และ iPhone 12 มีชิปเซ็ตระดับท็อปมาขับเคลื่อนให้ทั้งคู่ ทำให้ความแรง และประสิทธิภาพการใช้งานแทบไม่ต่างกัน แต่เรื่องความร้อน iPhone 12 ยังแพ้ขาด เพราะตอนจับมาเล่นเกม ค่อนข้างมีความร้อนเกิดขึ้นเร็ว และร้อนกว่ามาก เรียกว่า iPhone 12 แพ้ในเรื่องการจัดการความร้อนอยู่พอสมควร

หน้าจอแสดงผล

Huawei Mate 40 Pro มาพร้อมหน้าจอพาแนล OLED กว้าง 6.76 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2772x1344 พิกเซล) เพิ่มความสวยงามด้วยจอโค้งแบบ Huawei Horizon Display ทำมุมโค้ง 88 องศา ทำให้ดูเหมือนเป็นจอไร้ขอบ และรับชมภาพได้แบบเต็มตาสมจริง นอกจากความสวยความกว้าง และความคมชัดแล้ว ยังมีอัตรา Refresh Rate สูงสุดที่ 90Hz ทำให้การเลื่อน และสัมผัสดูลื่นติดนิ้วเป็นพิเศษ รวมไปถึงใช้ดีไซน์รอยแหว่งแบบจอเจาะรู ทำให้การบดบังดูน้อยกว่ารอยแหว่งของ iPhone 12

iPhone 12 มาพร้อมหน้าจอ Super Retina XDR พาแนล OLED กว้าง 6.1 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2532x1170 พิกเซล) ซึ่งดูแล้วก็เหมือนรุ่นก่อนๆ ที่ทำออกมาไม่มีอะไรใหม่ รอยแหว่งขนาดใหญ่ก็เหมือนเดิม อัตรา Refresh Rate ก็อยู่ที่มาตรฐาน 60Hz ได้ข้อดีตรงเป็นพาแนล OLED ที่ให้สีสด และสีดำที่มืดสนิท ซึ่ง Huawei Mate 40 Pro ก็สีสดไม่แพ้กัน

กล้องถ่ายรูป

Huawei Mate 40 Pro เรื่องของกล้องถ่ายรูปค่อนข้างกินขาด ด้วยกล้องหลัง Leica อันแน่นถึง 3 เลนส์ พร้อมการทำงานร่วมกับ AI ประกอบไปด้วยเลนส์ Super Sensing Wide เซนเซอร์ RYYB ความละเอียด 50MP, เลนส์ Ultra Wide Cine ความละเอียด 20MP ช่วยในการถ่ายภาพมุมกว้าง และภาพที่ออกมาก็ไม่เบี้ยว, และเลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 12MP ซูมแบบออฟติคัลได้ 5 เท่า และซูมแบบดิจิตอลได้สูงสุด 50 เท่า ในขณะที่กล้องหน้าเป็นกล้องหน้าคู่ มีเลนส์ Ultra Vision Selfie ความละเอียด 13MP และเลนส์ 3D Depth Sensing ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลังสามารถถ่ายภาพนิ่งได้สวยทุกสภาพแสง ไม่ว่ามุมกว้างหรือมุมปกติ และยังมีการเบลอพื้นหลังได้เป็นธรรมชาติในโหมดบุคคล

การถ่ายวิดีโอก็ถึงพริกถึงขิงเอาใจสาย Vlog สายวิดีโอกันเต็มรูปแบบ จากความสามารถในการถ่ายวิดีโอ ความละเอียดสูงสุด 4K ที่ 60fps ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง พร้อมระบบกันสั่น Steady Shot ทำให้ถ่ายวิดีโอได้นิ่งกริ๊บแม้ว่าจะถือเคลื่อนไหวอยู่ก็ตาม ทั้งนี้ยังมีโหมดถ่ายวิดีโอจากกล้องหน้า และหลังพร้อมกัน รวมไปถึง Story Creator ช่วยให้การถ่าย Vlog เป็นเรื่องง่าย และดูเอ็นจอยไปกับการถ่ายวิดีโอ


ภาพถ่ายจาก Huawei Mate 40 Pro


ภาพถ่ายจาก Huawei Mate 40 Pro


ภาพถ่ายจาก Huawei Mate 40 Pro

iPhone 12 มาแบบเงียบๆ สำหรับเรื่องของกล้องถ่ายรูป เพราะมีเพียงหลังคู่ ความละเอียด 12+12 ล้านพิกเซล ประกอบไปด้วยเลนส์หลัก กับเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12MP เพิ่มมุมกว้างได้ 120 องศา สามารถซูมแบบ Optical ได้ 2 เท่า ส่วนกล้องหน้าก็มีเลนส์เดียว ความละเอียด 12MP ได้ซอฟแวร์ช่วยปรับแต่งภาพแบบอัตโนมัติให้สวยขึ้น ทั้งโหมดกลางคืน และโหมด Portrait

การถ่ายวิดีโอสามารถถ่ายวิดดีโอระดับ ความละเอียดสูงสุด 4K ที่ 60fps ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลังเช่นเดียวกัน พร้อมกับระบบกันสั่น OIS ทั้งนี้จะมีลูกเล่นการบันทึกวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision สูงสุดที่ 30fps แต่เรื่องการถ่ายวิดีโอให้สนุกสนาน และมีลูกเล่นต่างๆ ให้ใช้ ยังสู้ทาง Huawei Mate 40 Pro ไม่ได้


ภาพถ่ายจาก iPhone 12


ภาพถ่ายจาก iPhone 12


ภาพถ่ายจาก iPhone 12

การจัดวาง และดีไซน์กล้องหลัง

Huawei Mate 40 Pro มีการจัดวางกล้องหลังที่สวยกว่า ด้วยรูปแบบวงกลม Space Ring Design ได้แรงบันดาลใจจากการอยู่ท่ามกลางจักรวาล และดวงดาว ในขณะที่ iPhone 12 ยังเป็นแบบแท่นที่เหลี่ยม ซึ่งใช้มาแล้วถึง 2 ซีรี่ย์ และทาง Huawei ก็เคยใช้มาก่อนแล้วกับ Huawei Mate 20 Series

ท่าทางการควบคุม

ทั้ง Huawei Mate 40 Pro และ iPhone 12 จะมาพร้อมระบบควบคุมแบบท่าทาง หรือ Gesture Control แต่ Huawei Mate 40 Pro จะมีการควบคุมที่ล้ำกว่าด้วยระบบ Smart Gesture Control สามารถใช้แคปหน้าจอ เลื่อนหน้าจอ หรือแม้แต่รับสายโดยที่ไม่ต้องสัมผัสหน้าจอเลย แถมยังสะดวกขึ้นด้วยฟังก์ชัน Eyes on Display เพียงแค่มองมายังที่ตัวเครื่อง หน้าจอก็จะเปิดให้แบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นฟังก์ชันอีกอย่างที่ไม่ต้องสัมผัสตัวเครื่องแม้แต่น้อย

แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

ปัญหาของ iPhone 12 หรือแม้แต่อุปกรณ์อื่นๆ ของ iPhone ก็มักจะพบกับปัญหาในเรื่องของแบตเตอรี่ เพราะนอกจากจะหมดไว การชาร์จก็ยังช้า และในรุ่น iPhone 12 ก็สนับสนุนการชาร์จเร็วเพียง 20W เท่านั้น ซึ่งต่างกับ Huawei Mate 40 Pro ที่ให้มาแบบเน้นๆ ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 4,400mAh และยังรองรับการชาร์จเร็วผ่านสายถึง 66W ด้วยเทคโนโลยี Huawei SuperCharge 66W ไม่พอแค่นั้นยังรองรับการชาร์จแบบไร้สายถึง 50W ด้วยเทคโนโลยี Wireless Huawei SuperCharge ซึ่งถือว่า Huawei Mate 40 Pro ดูดีกว่าหลายขุม ทั้งแบตเตอรี่ที่ทนนาน ใช้งานได้ยาวนานกว่าตลอดทั้งวัน และยังมีการชาร์จที่รวดเร็ว

การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น

Huawei ได้พัฒนา Huawei Mobile Serive มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนการขาดหายไปของ GMS หรือ Google Mobile Service โดยในปัจจุบัน Huawei AppGallery ได้มีอัปเกรดแอพพลิเคชั่นยอดนิยมมากมาย เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้มากขึ้น และยังมีระบบใหม่ที่ชื่อว่า Patal Search ซึ่งเป็นวิดเจ็ตแนะนำแอพฯ ที่ไม่สามารถดาวน์โหลดได้จาก Huawei AppGallery ให้นำมาติดตั้งใน Huawei Mate 40 Pro ได้ง่ายขึ้น โดยไฟล์ที่แนะนำจะเป็นแบบ .apk และมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง

ราคา

หากวัดกันในส่วนของราคา Huawei Mate 40 Pro ก็ยังดูดีกว่า iPhone 12 เนื่องจากราคา iPhone 12 รุ่น 256GB จะมีราคาอยู่ที่ 35,900 บาท ในขณะที่ Huawei Mate 40 Pro ที่ได้ทั้ง RAM 8GB และ ROM 256GB มีราคาอยู่ที่ 34,990 บาท พร้อมตัวเลือกสี Black (ดำ) และ Mystic Silver (เงินเหลือบรุ้ง)

สรุปภาพรวม Huawei Mate 40 Pro ทั้งด้านความเร็วของชิปเซ็ต Kirin 9000 5G และฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลายมากกว่า ที่สำคัญความโดดเด่นในเรื่องของกล้องถ่ายรูป และการถ่ายวิดีโอ ก็มีความเนื้อชั้นกว่าพอสมควร ใครที่กำลังตัดสินกับ 2 รุ่นนี้อยู่ ก็เชื่อว่าน่าตัดสินใจกันไม่ยากแล้ว สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของ Huawei Mate 40 Pro ได้ตามลิ้งค์ตรงนี้เลย https://bit.ly/3nl4AaP

**บทความเพื่อการโฆษณา**

ไฮไลท์ข่าวเด่น

อ่าน

แบ่งปันบทความ

มือถือออกใหม่

คำศัพท์ไอที

เรื่องราวน่าสนใจ