สมาร์ทโฟน (Smartphone)  |   วันที่ : 24 มกราคม 2565

ปรับขนาดตัวอักษร - ก+ก

แชร์

สมาร์ทโฟนเรือธงสองรุ่นที่ทุกคนจับตามอง คงหนีไม่พ้น Huawei P50 Pro และ iPhone 13 Pro ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2021 จนมาถึงตอนนี้ ก็ยังคงแรงดี กระแสไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสเปคที่จัดเต็ม ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงกล้องถ่ายรูปซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ในปีนี้ ที่เรียกว่างัดไม้เด็ดมาสู้กันสุดฤทธิ์ แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ถ้าอย่างนั้น เราจึงจับทั้งคู่มาเปรียบเทียบกันให้รู้ๆ กันไปเลย จะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลย

ดีไซน์ภายนอก

สิ่งแรกที่จะสะกดสายตา นั่นก็คือ ดีไซน์ของตัวเครื่อง ที่ปีนี้ Huawei P50 Pro ออกแบบมาได้อย่างโดดเด่น ฉีกกฏเดิมๆ ด้วยกล้องคู่แบบ Dual-Matrix Camera ซึ่งมีองค์ประกอบวงกลมสองชิ้นที่วางไว้เคียงข้างกัน กล้องจึงสร้างคู่ของ 'dazzling eyes' ที่ดึงดูดใจในขณะที่ถ่ายภาพ เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น ทั้งยังมีน้ำหนักเบาและบางกว่ารุ่นก่อน ด้วยน้ำหนักเพียง 195 กรัม ถึงแม้จะมีหน้าจอแสดงผลและความจุแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็มีน้ำหนักที่สมดุล ส่งผลให้ถือจับได้อย่างสะดวกสบาย

ในขณะที่ iPhone 13 Pro มาพร้อมกับดีไซน์ที่คุ้นหน้าคุ้นตา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ยกเว้นกล้องหลังที่จัดเรียงใหม่ และรอยบากที่ลดขนาดให้เล็กลง 20% ส่วนน้ำหนักของตัวเครื่องอยู่ที่ 203 กรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากรุ่นปีที่แล้ว 16 กรัม แม้หน้าจอแสดงผลจะมีขนาดเท่าเดิม แล้วก็มีความหนามากกว่า iPhone 12 Pro อีกด้วย

ขอเพิ่มเติมในเรื่องของการให้เฉดสีบน Huawei P50 Pro ที่รอบนี้มีความวิจิตรงดงาม เพิ่มความหรูหราให้กับสีทอง ที่ไม่เป็นทองล้วนๆ แต่ผ่านกระบวกการคิดและผลิต จนได้สีทองที่ผสมผสานสีน้ําตาลกับสีของชา อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความงามแบบตะวันออก ทําให้เกิดสีโกโก้โกลด์ใหม่ทั้งหมด มีพื้นผิวที่สวยงาม แสดงให้เห็นถึงความงามของวัสดุกระจกโค้งได้อย่างลงตัว โดย Huawei P50 Pro มีเฉดสีมาให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ Cocoa Gold และ Golden Black นั่นเอง

จอแสดงผล

Huawei P50 Pro มาพร้อมจอพาแนล OLED กว้าง 6.6 นิ้ว ความละเอียด 2700x1228 พิกเซล ทำให้การแสดงผลมีความคมชัด สีสันสวยสด ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีความแม่นของสีระดับ P3 แสดงสีได้มากถึง 10.7 พันล้านสี และเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ True-Chroma ทําให้สามารถสร้างสีได้แม่นยําเทียบเท่ากับหน้าจอที่ใช้กันในระดับมืออาชีพ ให้การแสดงผลที่ลื่นไหลจากอัตรา Refresh Rate สูงสุดที่ 120Hz และเมื่อใช้งานในที่แสงน้อย ซึ่งอาจสร้างความเมื่อยล้าให้กับดวงตา Huawei P50 Pro ยังมีเทคโนโลยี PWM 1440 Hz ช่วยลดผลกระทบจากแฟลชที่สร้างผลกระทบต่อการมองจอในที่มืด ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตาได้ด้วย โดยใน iPhone 13 Pro จะรองรับอัตราเฟรม PMW Dimming ที่ 240 Hz เท่านั้น

สำหรับ iPhone 13 Pro มีหน้าจอแสดงผล Super Retina XDR พาแนล OLED กว้าง 6.1 นิ้ว ซึ่งจะเล็กกว่าเมื่อเทียบสัดส่วนกันแล้ว ความละเอียด 2532x1170 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 460ppi มาพร้อมเทคโนโลยี ProMotion สูงสุด 120Hz ให้การแสดงผลที่ไหลลื่น มีการปรับอัตราแบบ Adaptive Sync หรือการปรับแบบอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ขอบเขตสีกว้าง P3 ปรับความสว่างได้สูงสุดถึง 1,200nits หน้าจอสว่างคมชัด การให้สีสวยสมจริง และยังใช้ดีไซน์รอยแหว่งแบบ Notch เหมือนเดิม

กล้องถ่ายภาพ

มาถึงไฮไลท์เด็ดที่เราต้องดูอย่างละเอียด แบบนับหมัดต่อหมัดกันแล้ว นั่นก็คือ กล้องถ่ายภาพ ซึ่งในคราวนี้ Huawei P50 Pro ก็สานต่อตำนานความเป็น Huawei P Series ได้อย่างไม่เสียชื่อ เริ่มมาตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกอันดึงดูด ด้วยการจัดวางกล้องหลังแบบ Dual-Matrix ที่สวยงาม ติดตั้งกล้อง Leica มาถึง 4 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 64MP โดยจะมีเลนส์สี True-Colour Camera ความละเอียด 50MP + เลนส์ขาวดำ True-Colour Camera ความละเอียด 40MP + เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 13MP และเลนส์ SuperZoom ความละเอียด 64MP ทำงานร่วมกันกับ AI อัจฉริยะ พร้อมกับกล้อง Leica ที่เหนือกว่ากล้องสมาร์ทโฟนทั่วไป จึงมั่นใจได้ในเรื่องของการถ่ายภาพ

นอกจากนี้ Huawei P50 Pro ยังจัดเต็มด้วยเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี XD Optics กับ Huawei XD Fusion Pro Image Engine ช่วยปรับความคมชัดให้กับภาพถ่าย พร้อมเก็บรายละเอียดต่างๆ ของภาพที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเซนเซอร์แสง และ True-Chroma Image Engine ช่วยเพิ่มสีสันให้ครบกว่าเดิม ด้วยขอบเขตสีกว้างระดับ P3 แบ่งแยกสีได้ครอบคลุมถึง 2,000 สี ให้สีสันที่แม่นยำยิ่งขึ้น

ในขณะที่กล้องหลังของ iPhone 13 Pro มีมาด้วยกัน 3 เลนส์ ประกอบด้วย เลนส์ Wide, Ultra-Wide, Telephoto ความละเอียดทั้งหมด 12MP และเซนเซอร์ LiDAR ส่วนกล้องหน้าหรือกล้อง TrueDepth มีความละเอียดเท่าเดิม 12MP ดูโดยรวมก็ไม่ได้เพิ่มอะไรจากรุ่นเดิมมากนัก เพียงแต่มีการอัปเกรดทั้งด้านฮาร์ดแวร์ เซนเซอร์ ซอฟแวร์ พร้อมประสิทธิภาพของชิปเซ็ต A15 Bionic ที่ช่วยปรับปรุงให้ถ่ายภาพออกมาได้สวยขึ้น ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน รวมไปถึงระบบ Auto Focus ที่จับภาพได้เก่งขึ้นทั้งในภาพนิ่งและวิดีโอ

ซึ่งหากจะเทียบกันในเรื่องความเด็ดของการถ่ายภาพ ว่าระหว่าง Huawei P50 Pro กับ iPhone 13 Pro เห็นทีจะต้องจับมาเทียบแบบช็อตต่อช็อต ให้เห็น และลองตัดสินใจกันดู ดังนี้

1. ภาพปกติ  ระหว่าง Huawei P50 Pro vs iPhone 13 Pro

 

 

 

 

 

2. ภาพมุมกว้าง ระหว่าง Huawei P50 Pro vs iPhone 13 Pro

 

 

3. เปรียบเทียบภาพ ในสภาวะแสงต่างๆ ระหว่าง Huawei P50 Pro vs iPhone 13 Pro

 

 

 

4. ความคมชัดของวัตถุในการซูม  Huawei P50 Pro vs iPhone 13 Pro

 

 

 

 

 

 

5. ภาพถ่ายกลางคืน Huawei P50 Pro vs iPhone 13 Pro

 

 

 

 

6. ภาพถ่ายบุคคล Huawei P50 Pro vs iPhone 13 Pro

 

 

 

 

จากภาพตัวอย่างด้านบน จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้ว Huawei P50 Pro จะสามารถเก็บรายละเอียดของสีสัน และความมีมิติได้ดีกว่า iPhone 13 Pro ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทาง HUAWEI ได้จัดเต็มให้กับกล้องถ่ายภาพของ Huawei P50 Pro จึงได้ภาพที่สวยงาม ขอบเขตของสีที่มีมากกว่า ก็ช่วยให้สีสันในภาพนั้นดูมีชีวิตชีวา รวมไปถึงความสามารถในการซูมของ Huawei ที่รองรับช่วงซูมรวม 200x (0.5x-100x) ซึ่งทำได้มากกว่า iPhone ใหม่ ซึ่งอยู่ที่ 30x (0.5x-15x) นั่นเอง

นอกจากนี้ Huawei P50 Pro ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้สร้างสรรค์ประสบการณ์ถ่ายภาพที่เหนือขั้น ไม่ว่าจะเป็นการ ถ่ายคลิปเก๋ๆ ให้มีวัตถุเคลื่อนที่ได้เพียงชิ้นเดียวในฉากที่กำลังหยุดนิ่งด้วย AI Cinemagraph หรือปรับปรุงภาพให้มีความสมบูรณ์กว่าเดิม ด้วยการลบวัตถุหรือบุคคลที่ไม่ต้องการออกจากภาพ ด้วยฟังก์ชั่น AI Remove ทำให้ภาพถ่ายมีความสวยงามยิ่งขึ้น

หน่วยประมวลผล

ชิป A15 Bionic ชิปเซ็ตใหม่ล่าสุด ถูกนำมาใช้ใน iPhone 13 Series ทุกรุ่น ซึ่งต้องยอมรับในเรื่องของความรวดเร็วและความฉลาด ด้วย CPU แบบ 6 Core ชิปกราฟฟิก GPU แบบ 5-Core และ Neural Engine แบบ 16-Core แบบใหม่ทั้งหมด ทำให้การใช้งานทรงประสิทธิภาพ การทำงานต่างๆ ราบรื่น รวมไปถึงการเล่นเกม และการใช้งานกล้องถ่ายภาพที่ดีขึ้นด้วย

มาดูทาง Huawei P50 Pro กันบ้าง แน่นอนว่าก็ให้ชิปเซ็ตระดับเรือธงอย่าง Snapdragon 888 มาเช่นเดียวกัน รองรับการทำงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแอปพลิเคชั่น, โซเชี่ยลมีเดีย หรือการเล่นเกม ส่วนใครกังวลในเรื่องของการใช้งาน Google ต้องขอบอกว่า มารอบนี้ Huawei P50 Pro สามารถใช้งานแอปฯ จาก Google ได้แล้ว ด้วยความพิเศษของแอปฯ Gspace ที่อยู่ใน AppGallery นั่นเอง โดยจะช่วยให้ใช้งานแอปฯ จาก Google ได้ แม้ว่าตัวเครื่องจะไม่ได้ติดตั้ง GMS มาก็ตาม อีกทั้งหัวเว่ยได้พัฒนา HUAWEI AppGallery เป็นเวลากว่า 3 ปีมาแล้ว จนถึงวันนี้ ก็มีแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมในประเทศ พร้อมให้ดาวน์โหลดอย่างมากมาย ครอบคลุมทุกการใช้งาน

 

แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

แบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นปัญหาที่ iPhone หรือแม้แต่อุปกรณ์ต่างๆ ของ Apple ยังแก้ไม่ตก iPhone 13 Pro จึงมาพร้อมแบตเตอรี่ที่มีความจุมากขึ้น และใช้งานได้นานขึ้น 1.5 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับ iPhone 12 Pro พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 20W และ MagSafe 15W เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานมากขึ้น หากต้องชาร์จกันบ่อยๆ นั่นเอง

สำหรับ Huawei P50 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่ ความจุ 4,360mAh สามารถใช้งานได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งวัน ด้วยประสิทธิภาพของการจัดการแบตเตอรี่ที่ดี และชิปเซ็ต Snapdragon 888 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตร ช่วยให้ประหยัดพลังงาน ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีเทคโนโลยีชาร์จเร็วผ่านสาย 66W และไร้สาย 50W มาให้อีกด้วย ทั้งสะดวกสบาย และหมดกังวลเรื่องการใช้งานสมาร์ทโฟนตลอดทั้งวันได้เลย

ราคา

iPhone 13 Pro มีราคา 42,900 บาท ในรุ่นพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 256GB ส่วนทางด้านของ Huawei P50 Pro จะเปิดราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มกราคม 2565 นี้ ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่า ราคาวางจำหน่ายในโมเดล RAM 8GB และ ROM 256GB จะมีราคาอยู่ที่เท่าไหร่นั่นเอง แต่เชื่อได้ว่า ต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอน

ไฮไลท์ข่าวเด่น

อ่าน

แบ่งปันบทความ

มือถือออกใหม่

คำศัพท์ไอที