REVIEW

รีวิว Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro “Cinemagic” สร้างสรรค์คอนเทนต์ราวกับเวทมนตร์ผ่านภาพถ่ายและวิดีโอ สมาร์ทโฟนแฟลกชิปที่ทุกคนต้องมี!!

เปิดตัวและพร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับสองรุ่นใหม่ที่ทุกคนต้องมี Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro มาพร้อมคำนิยาม “Cinemagic” ที่ให้คุณสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ผ่านการถ่ายภาพ หรือวิดีโอ (Videography) ไม่ว่าจะเป็น Vlog, รีวิวไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน หรือการเล่น TikTok ก็ทำได้อย่างคมชัด เพลิดเพลินไม่ติดขัดเลยได้ราวกับเวทมนตร์ ดังนั้นจะพามาทำความรู้จักให้มากขึ้นกับ 10 เหตุผลที่คุณจะหลงรัก Xiaomi 11T Series มาติดตามกันได้เลย นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังคอนเฟิร์มด้วยว่าทั้งสองรุ่นการันตีการอัปเดต Android ทั้งหมด 3 เวอร์ชั่น และแพทช์รักษาความปลอดภัยอีก 4 ปี เรียกได้ว่าใช้งานนานๆ กันเลยทีเดียว

10 เหตุผลที่ทำให้คุณหลงรัก Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro มีอะไรบ้าง

1. Videograph : คุณเชื่อไหมว่า แค่สมาร์ทโฟนแฟลกชิป ไม่ว่าจะเป็น Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro ก็ทำให้คุณเป็นนักสร้างคอนเทนต์ระดับมือโปรได้ ไม่ต้องใช้กล้องใหญ่แพงๆ ด้วยซ้ำ เพราะมีจบครบในเครื่องเดียวแล้ว อย่างที่คำนิยมได้บอกว่า Cine ย่อมาจาก Cinema แปลว่า "ภาพยนตร์" ส่วน Magic คือเวทมนตร์ เมื่อรวมกันแล้วจึงได้ความหมายสุดเท่ว่า สร้างภาพถ่าย หรือวิดีโอให้สวยงาม คมชัดแบบภาพยนตร์ได้ราวกับร่ายเวทมนตร์

โหมดการถ่ายภาพวิดีโอที่น่าสนใจ มีอะไรบ้าง

  • การบันทึกวิดีโอความละเอียด 8K : บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ สร้าง Vlog ของตนเอง ที่ความละเอียดสูงสุด แล้วแชร์เรื่องราวที่น่าสนใจได้อย่างคมชัด โดยจะทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ AI แบบอัตโนมัติ ที่จะช่วยคุณปรับแต่งเฟรมภาพในแต่ละจุดจึงไม่ต้องกังวลว่าสีภาพจะผิดเพี้ยน ไม่เป็นธรรมชาติ

  • Vlog : สร้างวิดีโอได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น กับ โหมด vlog ที่มี preset ให้เราเลือกใช้มากมายหลายแบบที่พร้อมปรับลูกเล่นและสีสันของวิดีโอให้เรา

  • กรอบภาพยนตร์ : อย่างที่เกริ่นตอนต้นว่า แค่สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็ถ่ายทำภาพยนตร์ได้ ทำไมต้องไปใช้กล้องแพงๆ เพราะมีทั้งฟีเจอร์ กรอบภาพยนตร์ แค่กดแล้ว อัตราส่วนจะปรับให้ทันที ซึ่งจะเป็นอัตราส่วนสากลจึงไม่ต้องกังวลว่าจะตัดต่อยาก อีกทั้งมีฟีเจอร์ป้องกันภาพสั่นไหวอีกด้วย ถ่ายวิดีโอไดนิ่งๆ เลย

  • ไม่ใช่แค่ภาพนิ่ง แต่ถ่ายวิดีโอแบบมาโครได้ด้วย : แค่ภาพนิ่งอาจบอกเล่าความหมายไม่ชัดเจน ลองเปลี่ยนเป็นถ่ายทอดผ่านวิดีโอดูสิ มุมมองจะเปลี่ยนไป....

  • เลือกปรับการถ่ายวิดีโอได้สามสไตล์ : ถ่ายวิดีโอมุมกว้าง (0.6x) , ถ่ายวิดีโอปกติ (1x) และถ่ายวิดีโอแบบซูม (2x) อีกทั้งสามารถใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ซูมเสียงได้อีกด้วย เรียกได้ว่าไม่พลาดทุกเหตุการณ์ แถมได้ยินเสียงชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย แม้อยู่ในจุดที่ไกลจากจุดที่คุณต้องการจะบันทึก

  • Dual-view Video : ถ่ายวิดีโอผ่านกล้องหน้าและกล้องหลัง ด้วย Dual-view Video เก็บโมเม้นต์ อารมณ์ ความรู้สึก กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน ไม่ให้พลาดทุกความรู้สึก

สรุปฟีเจอร์เด่นที่คุณสามารถร่ายเวทมนตร์สร้างสรรค์คอนเทนต์วิดีโอได้อย่างใจนึก

  • การบันทึกวิดีโอ : ความละเอียด.....
    • ความละเอียด 8K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที
    • ความละเอียด 4K ที่ 30/60 เฟรมต่อวินาที
    • ความละเอียด FullHD ที่ 30/60 เฟรมต่อวินาที
    • ความละเอียด HD ที่ 30 เฟรมต่อวินาที
  • ฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอด้วยเทคโนโลยี HDR10+ ที่ความละเอียด 4K และ 8K
  • ฟีเจอร์การถ่ายวิดิโอ พร้อมซูมเสียง ที่ความละเอียดสูงสุด 8K
  • ฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอแบบซุปเปอร์มาโครที่ความละเอียด HD/FullHD (30 เฟรมต่อวินาที)
  • ฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอแบบสิ่งของที่เคลื่อนไหวที่ความละเอียด FullHD (30 เฟรมต่อวินาที)

2. ไขความลับของ Cinemagic คืออะไร : หากโหมดการบันทึกวิดีโอข้างต้น บอกเลยธรรมดามาก แต่ความลับของ Cinemagic มันอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องร่ายคาถา ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่ม ไม่ต้องมืออาชีพ คุณก็สร้างสรรค์ได้ด้วยตนเอง กับโหมดเอฟเฟ็กต์ภาพยนตร์ 5 ประเภท

  • ซูมเมจิก (Magic Zoom) : จะเป็นอย่างไรเมื่อคุณซูมภาพเข้าออกของพื้นหลังได้ แปลกใช่ไหมล่ะ ลองดูที่คลิปวิดีโอได้เลย....
  • หยุดเวลา (Time Freeze) : การบันทึกวิดีโอที่ให้คุณสามารถหยุดเวลาได้  ยกตัวอย่าง เมื่อคุณยืนอยู่ข้างน้ำพุ แล้วมีละอองน้ำ เมื่อใช้ฟีเจอร์นี้คุณจะหยุดละอองน้ำที่กระเด็นได้ และคุณเคลื่อนไหวได้ จากนั้นนำนิ้วไปแตะละอองน้ำ เพียงเท่านี้่ก็เหมือนคุณควบคุมเวลาได้ ราวกับร่ายเวทมนต์
  • ชัตเตอร์ช้า (Slow Shutter) : ลูกเล่นที่เหมือนการถ่ายภาพกลางคืน เพียงแต่ใช้ถ่ายในลักษณะภาพยนตร์ ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าการถ่ายวิดีโอกลางคืนแบบทั่วไป
  • Night Time Lapse : ไม่ต้องใช้กล้องใหญ่แล้ว และไม่ต้องมองหาอุปกรณ์เพิ่มเติม ครบจบในเครื่องเดียว ด้วยฟีเจอร์นี้คุณสามารถถ่ายวิดีโอตอนกลางคืนได้อย่างสวยงาม แม้จะมืดค่ำแค่ไหน ด้วยจุดพิกเซลขนาดใหญ่, ซอฟต์แวร์ AI และอัลกอริทึมพิเศษจะช่วยให้วิดีโอของคุณโดดเด่น
  • จะโลกสองใบ หรือมิติคู่ขนาน : ด้วยลูกเล่นนี้คุณก็เหมือนมีโลกสองใบแล้วนะ!

3. การถ่ายภาพนิ่งที่มีประสิทธิภาพสูง! ดีกว่ากล้อง DSLR MIRRORLESS : คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้องในสมาร์ทโฟนของสมาร์ทโฟนนั้นมีประสิทธิภาพดีกว่ากล้องใหญ่ไปแล้ว ด้วยสเปคที่จัดหนัก แถมราคาถูกกว่าอีกด้วย

สรุปสเปคของกล้องหลังสามเลนส์ทรงพลังกันหน่อย!

  • กล้องหลัก เลนส์ Wide-Angle ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล จุดพิกเซล 0.7μm ต่อตารางนิ้ว เทคโนโลยีการถ่ายภาพ 9IN1 SUPER PIXEL ที่จะให้แต่ละพิกเซลมีขนาดกว้าง สามารถรับแสงได้เยอะ ลดจุดรบกวน มีรูรับแสง f/1.75 ประกอบด้วยชุดเลนส์มากถึง 7 ชิ้น พร้อมฟีเจอร์ Dual Native ISO
  • กล้องสอง เป็นเลนส์ Ultra Wide-Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมมอง 120 องศา รูรับแสง f/2.2
  • กล้องสาม เป็นเลนส์ Telemacro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ด้วยความที่เป็นกล้องลักษณะนี้จึงให้ประสิทธิภาพในการซูมทำได้คมชัดมากยิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติของ Telephoto ส่วน Macro ก็ถ่ายภาพใกล้ๆ ระหว่าง 3-7 ซม. ได้อย่างโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นเลนส์ 2IN1 กันเลยทีเดียว ทั้งยังจับภาพแบบออโต้โฟกัสด้วย (Auto Focus) มีรูรับแสง f/2.4

ลองดูสิ แล้วคุณจะหลงรักกับโหมดถ่ายภาพที่น่าตื่นตา สวยงาม น่าสนใจ!

  • โหมดถ่ายภาพปกติ : ด้วยกล้องหลัง 3 เลนส์ สามารถเลือกปรับระยะการซูมได้เลยจากหน้าเมนู (0.6, 1. 2 เท่า) โดยเลนส์หลัก ที่ให้ความคมชัดมาสูงสุดถึง 108 ล้านพิกเซล ช่วยให้ถ่ายภาพได้อย่างคมชัด แม้จะขยายภาพดู ตัวภาพก็ยังคงความละเอียดได้อย่างชัดเจน

 

 

 

  • โหมดถ่ายภาพมุมกว้าง : สามารถถ่ายภาพเก็บวิวโดยรอบอย่างครบถ้วน เพิ่มรายละเอียดได้มากขึ้น บอกเล่าเรื่องราวของภาพได้มากกว่าเดิม ด้วยมุมมองกว้างถึง 120 องศา ตัวภาพที่ออกมาสวย สมมาตร ไม่บิดเบี้ยว ดูอินเทรนด์ ทำให้ดูภาพนั่นแตกต่างออกไป

  • โหมดถ่ายภาพกลางคืน : ช่วยเก็บภาพในเวลากลางคืนให้มีความสว่างมากขึ้น พร้อมซอฟต์แวร์ AI ช่วยปรับภาพให้โดดเด่น สวยกว่าเดิม หรือจะปรับแต่งเองก็ได้เช่นกันด้วยโหมด PRO

  • โหมดถ่ายภาพมาโคร : ระยะ 3-7 ซม. ลองเปลี่ยนแนวถ่ายภาพ เพื่อมองเห็นอะไรในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยโหมดนี้จะซูมภาพให้คุณเห็นถึงความแตกต่าง

  • โหมดถ่ายภาพบุคคล : ปรับแต่งผิวพรรณ หรือรอยหยักต่างๆ ให้หาย ด้วยภาพถ่ายโหมดดังกล่าว แค่แช๊ะ แชร์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ทันที โดยใช้อัลกอริทึม AI Portrait มาช่วยให้การถ่ายภาพดูสวยงามและมีมิติมากขึ้น จับโฟกัสของตัวแบบ และเบลอฉากหลังให้เนียนเป็นธรรมชาติ

 

 

  • โหมดถ่ายภาพโคลน : เปลี่ยนท่าทางได้มากขึ้นในหนึ่งเฟรม ลองดู แล้วคุณจะสนุกกับการถ่ายภาพ โดยต้องถ่ายภาพแนวนอนเท่านั้น และถือสมาร์ทโฟนให้นิ่ง ซึ่งมีลูกเล่นให้ถ่ายแบบ ภาพนิ่ง, วิดีโอ และหยุดเฟรม

4. หน้าจอประสิทธิภาพสูง : ไม่ใช่แค่ความโดดเด่นเรื่องกล้อง แต่หน้าจอก็ยืนหนึ่งเหมือนกัน คลาสความละเอียดสูงกันเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยี TrueColor กับ TrueDisplay ทำให้ภาพมีสีเป็นธรรมชาติ สมจริง แสดงเฉดสีได้มากกว่า 1 พันล้านสี การันตีด้วยมาตรฐานจาก Display Mate ด้วยคะแนนระดับ A+ โดยทั้งสองรุ่นมีสเปคหน้าจอเหมือนกัน แตกต่างตรงที่ Xiaomi 11T Pro มีเทคโนโลยี Dolby Vision-P3 wide colour ด้วย ที่จะทำให้มุมมองของภาพเหมือนจริง ไม่เลื่อมเฟรมภาพกันในแต่ละมุมมอง ระดับเดียวกับโรงภาพยนตร์ ที่สำคัญมีประโยชน์เมื่อในการตัดต่อ

  • ขนาดหน้าจอ : ประเภท DotDisplay ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2400x1080 พิกเซล
  • ความสว่างปกติ 800 nits สูงสุด 1,000 nits พร้อมเซนเซอร์ตรวจจับแสงรอบตัว 360 องศา
  • อัตราส่วนคอนทราสต์ 5,000,000:1
  • เทคโนโลยีแสดงผล HDR10+
  • โหมดใช้งานกลางแจ้ง Sunlight mode 3.0
  • โหมดถนอมสายตา Reading mode 3.0

ด้วยจุดเด่นทั้งหมดข้างต้นคุณสามารถรับชมคอนเทนต์วิดีโอความละเอียดคมชัดสูงได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นจาก YouTube, Amazon Prime Video, Netflix, Disney Play Hot Star+ เป็นต้น

5. หน้าจอแสดงผลได้ไหลลื่น : สำหรับทั้งสองรุ่นมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz เลือกปรับได้ระหว่าง 60Hz กับ 120Hz นอกจากนี้ยังยกระดับการเล่นเกมของคุณด้วยอัตราการตอบสนองทัชสกรีนสูงถึง 480Hz ให้คุณทัชติด ทัชไว นำหน้าคู่แข่งหนึ่งก้าวเสมอ แล้วชัยชนะจะอยู่ข้างคุณ!

6. Game Turbo : นอกจากระบบเสียง Dolby ATMOS, หน้าจอทัชสกรีนลื่นๆ 120Hz/480Hz, รองรับการเชื่อมต่อ 5G/WiFi 6 และหน้าจอความคมชัดสูง ยังมาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผลตัวท็อป โดย Xiaomi 11T ใช้ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 1200-Ultra ส่วน Xiaomi 11T Pro จัดหนักด้วย Qualcomm Snapdragon 888

ที่สำคัญมีฟีเจอร์ Game Turbo ที่จะรีดประสิทธิภาพการเล่นเกมถึงจุดสูงสุด ระบายความร้อนได้ดี เครื่องไม่หน่วง รวมถึงจัดการการแจ้งเตือนไม่ให้มารบกวนระหว่างเล่นเกมอีกด้วย จึงเป็นจุดศูนย์กลางที่เกี่ยวกับเกมโดยเฉพาะ ประเด็นคือ ไม่ต้องไปเลือกตั้งค่าเองให้งง ให้วุ่นวาย แค่เปิดฟีเจอร์ Game Turbo ให้ เดี๋ยวตัวเครื่องจะจัดการให้คุณเองนะ แค่เล่นก็พอ เจ๋งใช่ไหมล่ะ!

7. ไม่ต้องซื้อเพิ่ม Xiaomi ใจดี : ทำไมต้องเสียเงินเพิ่ม ทั้งๆ ที่เป็นอุปกรณ์พื้นฐานอยู่แล้ว ทั้งยังพิเศษกว่า ให้เหล่าๆ แฟนๆ คนพิเศษ ในกล่องแถมอะแดปเตอร์ชาร์จเร็วมาให้ด้วย

  • Xiaomi 11T : มาพร้อมอะแดปเตอร์ชาร์จ 67 วัตต์
  • Xiaomi 11T Pro : มาพร้อมอะแดปเตอร์ชาร์จ 120 วัตต์

8. เทคโนโลยีชาร์จเร็ว เร็วกว่ารุ่นไหนๆ : Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว คุณไม่ต้องเสียเวลารอเลย แค่เวลาไม่กี่นาที ในรุ่น Xiaomi 11T มีแบตเตอรี่ความจุ 5000mAh กับอะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 67 วัตต์ จากแบตฯ 0%-100% ใช้ระยะเวลาเพียง 36 นาที แต่ถ้าคุณเร่งรีบชาร์จถึง 50% ก็ไม่เกิน 18-20 นาทีเอง เรียกได้ว่าไม่พลาดทุกกิจกรรมและสถานการณ์

ทว่าลองคิดดูกับรุ่น Xiaomi 11T Pro ด้วยความเร็วในการชาร์จ 120 วัตต์ จาก 0%-100% แค่ไม่เกิน 20 นาทีคุณก็ออกไปลุยได้แล้ว! พร้อมความปลอดภัยที่ผ่านการทดสอบจาก TÜV Rheinland

9. เทคโนโลยีพลังเสียงระดับโรงภาพยนตร์ : สำหรับ Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro มาพร้อมลำโพงสเตอริโอ และเทคโนโลยีเสียง Dolby ATMOS ระดับโรงภาพยนต์ นั่นหมายความว่าเมื่อเล่นเกม หรือรับชมคอนเทนต์วิดีโอจะให้เสียงดังกระหึ่ม ทั้งลำโพงและหูฟังทุกประเภทพิเศษกว่า Xiaomi 11T Pro ได้ร่วมมือกับแบรนด์เสียงระดับโลก Harman Kardon ที่ปรับแต่งลำโพงให้มีมิติ เสียงเบสหนัก ได้ใจคุณไปเต็มๆ

10. ระบบการเชื่อมต่อครบครัน และรองรับการใช้งาน 5G : สมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นตอบโจทย์การใช้งานอย่างหลากหลาย และเสถียรทุกพื้นที่ ด้วยเสาสัญญาณประสิทธิภาพสูงภายในเครื่อง มาพร้อมการรองรับการเชื่อมต่อ 5G, 4G LTE, VoLTE, VoWiFi, WiFi 6, WiFi 2.4GHz/5GHz, NFC, GPS, IR BLASTER ที่ให้คุณเชื่อมต่อและควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายดาย

รูปลักษณ์ภายนอกLook & Design

สำหรับ Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro มีดีไซน์ที่เหมือนกัน แต่ความพิเศษที่ไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้ เพราะตัวเครื่องด้านหน้าและด้านหลัง ครอบทับกระจก Gorilla Glass Victus ที่มีความแข็งแรงทนทานสูงสุด ใช้งานได้มั่นใจ ขนาดตัวเครื่องของทั้งสองรุ่นเท่ากันเลยคือ 164.1x76.9x8.8 มม. น้ำหนักต่างกันเพียง 1 กรัม คือ 203 กรัม กับ 204 กรัม ตามลำดับ

ภายในตัวเครื่องมีแบตเตอรี่ความจุ 5000mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว ด้วยนวัตกรรมการออกแบบทำให้ตัวเครื่องไม่มีขนาดเทอะทะ ส่วนของแบตเตอรี่เป็นแบบคู่ ระบายความร้อนได้ดี เพิ่มอายุรอบชาร์จแบตเตอรี่ได้มากขึ้น ไม่คลายประจุไฟฟ้า ลดอุณหภูมิโดยรวมขณะชาร์จลงได้ 10 องศาเซลเซียส

หน้าจอแสดงผลขอบเครื่องบาง มีจุดเลนส์กล้องเซลฟี่ด้านหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.45 พร้อมโหมดถ่ายภาพเซลฟี่กลางคืน (Selfie night mode) เพื่อให้ภาพมีความสว่างมากขึ้น อย่างไรก็ตามมีฟังก์ชั่นซ่อนรอยบากด้วยแถบสีดำเต็มขอบ โดยยังแสดงสถานะต่างๆ ได้เต็ม เข้ามาตั้งค่าได้ที่ การตั้งค่า - แถบสถานะ - ซ่อนรอยบาก

ตัวเครื่องด้านบนมีลำโพง ช่องอินฟราเรด IR Blaster สำหรับควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมทั้งโลโก้ harman/kardon

ด้านล่างตัวเครื่องมีพอร์ต USB Type-C ตรงกลาง ฝั่งซ้ายมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Dual รองรับการใส่ซิมการ์ดแบบ 5G และสแตนบายได้ทั้งคู่ มาพร้อมรูไมโครโฟนรับเสียง ถัดไปเป็นลำโพง

ด้านขวาตัวเครื่องมีปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง และเป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือในตัว ถัดไปมีปุ่มเพิ่มเสียงลดเสียง

ด้านหลังตัวเครื่องมีโมดูลกล้องหลัง ไม่แนบสนิทกับตัวเครื่อง ทว่าหากใส่เคสใสที่มีมาให้ในกล่อง จะทำให้โมดูลกล้องไม่สัมผัสกับพื้นผิวเวลาวาง ช่วยป้องกันเลนส์กล้องเสียหายจากรอยขีดข่วนและการกระแทก

สรุปสเปคระหว่าง Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro แตกต่างกันอย่างไร

  Xiaomi 11T Xiaomi 11T Pro
ระบบปฏิบัติการ MIUI 12.5 บนพื้นฐาน Android 11 MIUI 12.5 บนพื้นฐาน Android 11
หน้าจอ DotDisplay-AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2400x1080 พิกเซล 120Hz DotDisplay-AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2400x1080 พิกเซล 120Hz
หน่วยประมวลผล MediaTek Dimensity 1200-Ultra Qualcomm Snapdragon 888
GPU Mali-G77 MC9 Adreno 660
RAM 8GB LPDDR4X 8GB/12GB LPDDR5
พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 128GB/256GB UFS 3.1 128GB/256GB UFS 3.1
MicroSD Card ไม่รองรับ ไม่รองรับ
ระบบเชื่อมต่อ 5G, 4G, WiFi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, Bluetooth 5.2, GPS, Glonass, USB OTG, NFC 5G, 4G, WiFi 802.11 a/b/g/n/ac/ax, Bluetooth 5.2, GPS, Glonass, USB OTG, NFC
พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C USB Type-C
ช่องเสียบหูฟัง ไม่รองรับ ไม่รองรับ
แบตเตอรี่ 5000mAh รองรับการชาร์จเร็ว 67 วัตต์ 5000mAh รองรับการชาร์จเร็ว 120 วัตต์

 

 

 

เมนู & ฟังก์ชันMenu & Function

หน้าจอหลักและหน้าเมนูการใช้งาน

 

 

 

 

 

 

 

 

เมนูทางลัดการใช้งานด่วน

เรียกใช้งานด้วยการปัดลงมาจากหน้าจอด้านบน การปัดครั้งแรกจะเป็นเมนูที่จำเป็นต่อการใช้งานเท่านั้น เช่น WiFi, Bluetooth, ไฟฉาย, โหมดประหยัดพลังงาน เป็นต้น หากเลื่อนปัดสองครั้งจะรวมเมนูทางลัดด่วนทั้งหมด และคุณก็เลือกได้ว่าจะให้เมนูใดอยู่ตรงไหน แค่กดปุ่มแก้ไข

 

การแสดงผล

เมนูสำหรับตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอ โดยสามารถปรับระดับความสว่าง, สี หรือเลือกโหมดการใช้งานได้ อาทิ โหมดอ่านทำให้โทนสีอุ่นขึ้น เพื่อความสบายตาในการใช้งาน และตั้งเวลาได้ด้วย นอกจากนี้ยังเปลี่ยนขนาดตัวอักษรภายในเครื่องได้ ถ้าใครต้องการตัวเล็ก ตัวใหญ่ก็เปลี่ยนในเมนูขนาดอักษรได้เลย รวมถึงการเปิดใช้งานแตะหน้าจอสองครั้งติดกันเพื่อปลุกหน้าจอ หรือเปิดใช้งานโหมดแสงทึบ, โหมดฟิลเตอร์แสงสีฟ้า, การซูมหน้าจอ เป็นต้น

 

 

 

 

,,

 

 

 

การเลือกธีม/วอลเปเปอร์/ไอคอน

ปรับแต่งอินเทอร์เฟชสมาร์ทโฟนของคุณให้มีความหลากหลาย จะเท่ จะน่ารัก หรือจะแบบสบายตา ก็ปรับแต่งได้ดั่งใจ มีทั้งแบบเสียเงินกับฟรี ก็ไม่มีทางจำเจเลยละ

 

 

การปรับแต่งหน้าจอหลักและหน้าแอปพลิเคชั่น

การปรับแต่งหน้าจอหลักและหน้าแอปพลิเคชั่นสามารถเลือกได้แบบที่ต้องการ เช่น 4x6 หรือ 5x6 เป็นต้น รวมถึงฟีเจอร์ปรับแต่งขนาดของแอปพลิเคชั่น เล็ก, กลาง, ใหญ่ และใหญ่สุดๆ

 

การตั้งค่าปุ่มทางลัดในการใช้งาน

เพื่อความสะดวกในการใช้งานเมนูต่าง ๆ คุณสามารถตั้งค่าคีย์ลัดได้ อาทิ ใช้ 3 นิ้วพร้อมกันลากลงมาเพื่อแคปเจอร์หน้าจอ, กดปุ่มโฮมค้างไว้ เพื่อเรียก Google Assistant, เปิดไฟฉายกดปุ่มย้อนกลับค้างไว้ เป็นต้น เข้าไปตั้งค่าได้ที่ การตั้งค่า - การตั้งค่าเพิ่มเติม - ปุ่มทางลัดในการใช้งาน หรือเมนูลัด

 

ฟังก์ชั่นยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน

สำหรับการยืนยันตัวตนจะมีสองแบบ คือสแกนลายนิ้วมืออยู่ที่ปุ่ม Power จึงสามารถปลดล็อคได้อย่างรวดเร็วแค่วางนิ้วแตะ หรือกดเบาๆ นอกจากนี้มีระบบสแกนใบหน้า แค่คุณยกขึ้นให้พอดีกับใบหน้า ก็ปลดล็อคตัวเครื่องแล้ว

 

ฟีเจอร์ล็อกแอปพลิเคชั่นและซ่อนแอปพลิเคชั่น

ป้องกันข้อมูลส่วนตัวของคุณไม่ให้รั่วไหล ด้วยฟีเจอร์การล็อกแอปพลิเคชั่น โดยสามารถตั้งได้แบบรหัสผ่าน, เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หรือระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ซ่อนแอปพลิเคชั่น เรียกได้ว่าไม่มีใครรู้เลย แค่คุณและคุณเท่านั้นที่รู้ล่ะ!

 

จุดเด่นน่าสนใจSpecial & Features

ระบบเสียงที่ปรับแต่งได้หลากหลาย

เพิ่มประสบการณ์ความบันเทิงของคุณอย่างมีคุณภาพเสียงทุกท่วงทำนอง และหากคุณยังไม่ชื่นชอบกับจังหวะก็สามารถปรับแต่งได้ด้วยตนเอง

 

โหมดประหยัดแบตเตอรี่

โดยจะช่วยให้คุณยืดเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟนให้นานยิ่งขึ้นไปอีก หากแบตเตอรี่ใกล้หมด ซึ่งระบบจะปิดการทำงานในส่วนของระบบที่ไม่จำเป็นออกไป

 

การดูแลอุปกรณ์

โดยระบบจะทำการบริหารจัดการทรัพยากรระบบสำคัญๆ เพื่อให้การทำงานของคุณไหลลื่นและเป็นปกติ จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อการใช้งานเป็นเวลานาน โดยที่ไม่ได้ทำการลบข้อมูลต่างๆ เลย

 

ฟังก์ชั่น SOS (ฉุกเฉิน)

หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดสามารถกดปุ่ม Power ติดต่อกัน 5 ครั้ง ระบบก็จะทำการส่งข้อความให้รายชื่อผู้ติดต่อที่คุณลงทะเบียนไว้ให้คนคนนั้นทราบว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

การโคลนแอปพลิเคชั่น

เลือกใช้ได้สองบัญชี เพื่อสลับเปลี่ยนระหว่าง User ส่วนตัว หรือ User สำหรับการทำงานได้ง่าย ๆ ในตัวเครื่อง ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นอื่นเพิ่มเติมให้ยุ่งยาก

 

โหมดมือเดียว

ปรับขนาดการแสดงผลของหน้าจอลงชั่วคราว เพื่อให้คุณสามารถควบคุมเมนู หรือปุ่มต่างๆ ได้ด้วยมือเดียวเท่านั้น เพิ่มความสะดวกคล่องตัวยิ่งขึ้น

เคีลยร์ลำโพง

หากคุณรู้สึกว่าลำโพงเสียงไม่ดัง ฟังไม่ชัด อาจเกิดจากฝุ่นผงขนาดเล็กไปอุดตัน ก็แค่ใช้ฟังก์ชั่นนี้ สมาร์ทโฟนก็จะปล่อยเสียงออกมาเพื่อขจัดฝุ่น

 

ต้องบอกว่าจากจุดเด่นของทั้งสองรุ่นนั้นโดดเด่นเอามากๆ จัดเต็ม แต่ราคาประหยัดกว่าเยอะ เมื่อเทียบกับรุ่นทั่วไป ราคาวางจำหน่าย มีดังนี้...

Xiaomi 11T แบ่งราคาวางจำหน่ายเป็น 2 โมเดล ได้แก่

  • RAM 8GB + ROM 128GB : ราคา 13,990 บาท
  • RAM 8GB + ROM 256GB : ราคา 14,990 บาท

Xiaomi 11T Pro แบ่งราคาวางจำหน่ายเป็น 3 โมเดล ได้แก่

  • RAM 8GB + ROM 128GB : ราคา 16,990 บาท
  • RAM 8GB + ROM 256GB : ราคา 18,990 บาท
  • RAM 12GB + ROM 256GB : ราคา 20,990 บาท

 

Redmi

ขอขอบคุณ : Xiaomi Thailand

ข้อมูลผู้ใช้ ร่วมแสดงความเห็นกับ : Xiaomi 11T Series

อ่าน

แบ่งปันบทความ

ข้อมูลมือถือ

VIEWS

แบ่งปันบทความ

สินค้าออนไลน์