หากพูดถึงสมาร์ตโฟนที่เกิดมาเพื่อฉีกกฎเกณฑ์ด้านความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ ชื่อของ POCO มักจะอยู่อันดับต้นๆ เสมอ แต่การมาถึงของ POCO X8 Pro Max ในครั้งนี้ ถือเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การอัปเกรดสเปคทั่วไป แต่เป็นการยกระดับจุดยืนทางการตลาดของซีรีส์ X ขึ้นสู่ความเป็น "ระดับเรือธง" อย่างเต็มตัว การใส่สเปคสุดโต่งอย่างแบตเตอรี่ที่ให้ความจุมามหาศาลทะลุมาตรฐานตลาด สมาร์ตโฟนรุ่นนี้เกิดมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานหนัก และเกมเมอร์ที่ต้องการประสิทธิภาพระดับสูงสุด โดยไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องการพกพาวเวอร์แบงก์อีกต่อไป

ไฮไลต์ที่ทรงพลังที่สุดของ POCO X8 Pro Max คือแบตเตอรี่และการชาร์จที่ให้ความจุมามากถึง 8500mAh (typ) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่หาได้ยากมากในสมาร์ตโฟนรูปทรงปกติทั่วไป รองรับการใช้งานแบบข้ามวันได้อย่างสบายๆ และถึงแม้แบตเตอรี่จะใหญ่ขนาดนี้ แต่ก็ชาร์จกลับได้รวดเร็วทันใจด้วยเทคโนโลยีชาร์จไว 100W (100W wired HyperCharge) ยิ่งไปกว่านั้นยังมีฟีเจอร์ Reverse charging (การชาร์จไฟย้อนกลับให้อุปกรณ์อื่น) สูงสุดถึง 27W ผ่านพอร์ต USB Type-C เปลี่ยนสมาร์ตโฟนเครื่องนี้ให้กลายเป็นพาวเวอร์แบงก์ชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นได้อย่างรวดเร็ว

ในด้านการแสดงผล หน้าจอของรุ่นนี้ถูกยกระดับขึ้นมาใช้พาเนลหน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.83 นิ้ว ความละเอียด 1.5K ที่ให้ความสว่างระดับสูงพิเศษ โดยดันความสว่างสูงสุดได้สูงสุดถึง 3500nits (ครอบคลุมพื้นที่ 25% ของจอ) ทำให้การสู้แสงแดดจ้ากลางแจ้งไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Wet Touch display 2.0 ซึ่งเมื่อผสานการทำงานร่วมกับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 แล้ว ทำให้สามารถทัชหน้าจอใช้งานกลางสายฝน หรือในขณะที่มือเปียกได้อย่างแม่นยำไร้รอยต่อ


สัมผัสแรกที่ได้จับถือตัวเครื่อง POCO X8 Pro Max สีขาวต้องบอกว่าให้อารมณ์ความพรีเมียมที่แตกต่างจากซีรีส์ X รุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด การตกแต่งพื้นผิวของฝาหลังมาในโทนสีขาวมุกผิวสัมผัสแบบ Matte (ผิวด้าน) ที่ช่วยลดรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี จุดเด่นทางดีไซน์คือการทำลวดลาย Vertical lines (เส้นตรงแนวตั้ง) พาดผ่านซีกขวาของตัวเครื่องยาวลงมา สร้างมิติทางสายตาและช่วยเพิ่มความกระชับในการจับถือไม่ให้ลื่นหลุดมือ


โมดูลกล้องด้านหลังมาในสไตล์มินิมอล ด้วยเลนส์วงกลมขนาดใหญ่สองวงที่แยกออกจากกันอย่างอิสระ นูนขึ้นมาจากฝาหลังเล็กน้อย พร้อมสกรีนข้อความ "OIS CAM 50 MEGA PIXELS" ไว้อย่างชัดเจน ส่วนขอบหน้าจอด้านหน้าออกแบบมาได้บางเฉียบและสมมาตร ให้พื้นที่แสดงผลที่เต็มตา





ในส่วนของคุณภาพงานประกอบ ตัวเครื่อง POCO X8 Pro Max ใช้ขอบเฟรมแบบ Flat edges (ขอบแบนเรียบ) ตัดขอบเนียนกริบ ตำแหน่งปุ่มปรับระดับเสียงและปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง จัดวางไว้ที่ขอบด้านขวาในตำแหน่งที่นิ้วโป้งเอื้อมถึงพอดี ด้านบนมีช่องลำโพงและรูไมโครโฟน ในขณะที่ด้านล่างมีถาดซิม, รูไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพงอีกฝั่ง รวมเป็นระบบ Symmetrical stereo speakers (ลำโพงสเตอริโอคู่แบบสมมาตร) พร้อม 2-Mic array (ไมโครโฟนคู่) ที่น่าทึ่งที่สุดคือ แม้จะยัดแบตเตอรี่ขนาด 8500mAh มาให้ แต่ตัวเครื่องกลับมีความหนาเพียง 8.2 มม. และรักษาสมดุลน้ำหนักไว้ที่ 218 กรัม ได้ ถือเป็นงานประกอบที่อัดแน่นและจัดการพื้นที่ภายในได้อย่างยอดเยี่ยม ครอบทับด้วยกระจกจอ Corning Gorilla Glass 7i เพื่อความทนทาน




สเปคของ POCO X8 Pro Max

POCO X8 Pro Max จากสเปคขุมพลังระดับเรือธงอย่าง Dimensity 9500s ที่ทำงานบนสถาปัตยกรรม 3nm ร่วมกับ RAM LPDDR5X แบบ 9600Mbps และ ROM อ่านเขียนไวระดับ UFS 4.1 การันตีได้เลยว่าประสิทธิภาพการทำงานในการเปิดแอปพลิเคชันหรือการเล่นเกมกราฟิกโหดๆ จะลื่นไหลขั้นสุด ตัวเครื่องทำงานบนระบบปฏิบัติการ Xiaomi HyperOS 3 ที่มี Interface คลีนตา ไอคอนแอปพลิเคชันดูทันสมัย

เมื่อผสานการทำงานของ UI เข้ากับหน้าจอ 120Hz Refresh Rate และ 2560Hz instant touch sampling rate การปัดหน้าจอ เลื่อนฟีด หรือการตอบสนองต่อนิ้วสัมผัสในจังหวะไฟต์ติ้งของเกม จะมีความติดนิ้วและรวดเร็วแบบไร้ความหน่วง นอกจากนี้ยังมี Ultrasonic in-display fingerprint sensor (เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออัลตราโซนิกใต้หน้าจอ) ช่วยให้การปลดล็อกเครื่องรวดเร็วและแม่นยำในทุกสภาวะ

POCO X8 Pro Max คือสมาร์ตโฟนที่สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า "สเปคสุดโต่ง" อย่างแท้จริง การจับคู่ระหว่างชิปเซ็ตระดับเรือธง Dimensity 9500s กับแบตเตอรี่ระดับมอนสเตอร์ 8500mAh ในตัวเครื่องที่หนาเพียง 8.2 มม. ถือเป็นความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาที่หาตัวจับยากมากในตลาด ณ เวลานี้ ยิ่งเมื่อเทียบกับราคาเปิดตัวช่วงโปรโมชัน Early Bird (17 มี.ค. - 6 เม.ย. 69) ที่เคาะมาเพียง 13,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 12GB+256GB และ 14,999 บาท สำหรับรุ่น 12GB+512GB ยิ่งทำให้รุ่นนี้กลายเป็นสมาร์ตโฟนที่คุ้มค่าในระดับหมื่นกลางๆ
กลุ่มเป้าหมายของรุ่นนี้ชัดเจนมาก คือกลุ่มฮาร์ดคอร์เกมเมอร์ ผู้ที่ใช้งานสมาร์ตโฟนหนักหน่วงตลอดทั้งวัน ไรเดอร์ หรือสายเดินทางที่ไม่ชอบพกพาวเวอร์แบงก์ หากกำลังมองหาสมาร์ตโฟนที่ลื่นไหลระดับเรือธง ถ่ายภาพสวยด้วยเซนเซอร์ Light Fusion 600 มี OIS และแบตเตอรี่ที่อึดจนลืมที่ชาร์จ นี่คือตัวจบที่ไม่ต้องคิดเยอะเลย

จอ OLED 10-bit
1188 x 2790 พิกเซล
กล้องหน้า 16MP
Qualcomm Snapdragon 7 Gen 1 Octa Core
Android 13
RAM 8 GB
ROM 256 GB
4,310 mAh
ชาร์จไว 33W
nubia Flip สมาร์ทโฟน หน้าจอ 6.9 นิ้ว Snapdragon 7 Gen 1 Octa Core ราคา 19,990 บาท