เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วสำหรับแฟบเล็ตรุ่นที่ 7 ในซีรีย์ "Note" จาก Samsung ซึ่งยังคงมาพร้อมเอกลักษณ์ของซีรีย์อย่างปากกาอัจฉริยะ "S Pen" เหมือนเช่นเดิม โดยครั้งนี้ได้มีการยกระดับความสามารถ รวมถึงคุณสมบัติของตัวเครื่องในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นไปอีกขั้น และยังได้นำฟังก์ชั่นการใช้งานดีๆ ที่หลายคนถูกใจจาก Note 5 และ S7 มารวมไว้ใน Note 7 ด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการต้อนรับการมาในครั้งนี้ ขอพาทุกท่านย้อนอดีตกลับไปชม Timeline ของซีรีย์ "Note" กันสักหน่อย ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีเรื่องราวและความเป็นมาอย่างไรบ้าง กว่าจะมาเป็นแฟบเล็ตขวัญใจวัยทำงานในปัจจุบัน

1. Samsung Galaxy Note (I) (N7000)

ย้อนกลับไปในปี 2011 ทาง Samsung ได้ทำการปฏิวัติกฏเดิมๆ ของสมาร์ทโฟนในตอนนั้น ด้วยการเปิดตัว Galaxy Note ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนซีรีย์ Note รุ่นแรกของ Samsung และยังนับเป็นสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ลำดับแรกๆ ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 5.3 นิ้ว ซึ่งทำเกิดคำเรียกของสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอขนาดใหญ่กว่า 5.1 นิ้วขึ้นไปว่า "Phablet" และในตอนนั้นหลายค่ายยังไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่มากนัก เนื่องจากมองว่าผู้ใช้งานพกพาได้ลำบาก และยังไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับสมาร์ทโฟนในตอนนั้น

 อ่านรายละเอียดสเปกตัวเครื่องได้ที่นี้ และอ่านรีวิวได้ที่นี้

Galaxy Note ของ Samsung นอกจากจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผล Super AMOLED ขนาดใหญ่ถึง 5.3 นิ้ว แล้ว ในเรื่องของความละเอียดหน้าจอที่ให้มาที่ 1280x800 พิกเซล ก็นับเป็นสมาร์ทโฟนที่มีความละเอียดหน้าจอคมชัดเป็นอย่างมากด้วยเช่นกันในเวลานั้น ในขณะที่ "ปากกา Stylus" เป็นอีกสิ่งน่าสนใจที่ Samsung ได้พยายามดึงความน่าสนใจของตัว Stylus ให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจากผู้ใช้งาน ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีของ Wacom แบรนด์ผู้ผลิตและพัฒนาปากกา Stylus สำหรับ PC ชื่อดัง จนทำให้ผู้ใช้งานหลายคนเริ่มที่จะชื่นชอบการใช้งานปากกา Stylus แทนการใช้นิ้วจิ้มหน้าจอแบบเดิม ส่งผลให้ปีแรกของซีรีย์ Note สามารถจำหน่ายตัวเครื่องได้เกือบ 10 ล้านเครื่อง ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี

 

2. Samsung Galaxy Note II (N7100)

ต่อมาในปี 2012 Samsung ก็ได้เปิดตัวทายาทรุ่นที่ 2 ของซีรีย์ "Note" พร้อมๆ กับการมารุ่นที่ 3 ของสมาร์ทโฟนซีรีย์ S อย่าง Galaxy S3 ที่ชูคอนเซ็ปท์การออกแบบตัวเครื่องแบบ "Natural" ทั้งคู่

 อ่านรายละเอียดสเปกตัวเครื่องได้ที่นี้และอ่านรีวิวได้ที่นี้

ซึ่งในปีนี้น่าจะเรียกได้ว่า เป็นปีที่จุดกระแสของซีรีย์ Note ให้ดังเป็นอย่างมาก ทั้งจากสเปกตัวเครื่องที่จัดมาให้เต็มแม็กซ์ และฟีเจอร์ของปากกาที่ถูกยกระดับให้ดียิ่งกว่าเดิม รวมทั้งยังรองรับแรงกดได้มากถึง 1,024 ระดับ จนทำให้การขีดเขียนบนหน้าจอสมาร์ทโฟนกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและสนุกมากขึ้น ส่งผลให้เริ่มมีผู้ใช้งานชื่นชอบปากกามหัศจรรย์ S pen ของ Samsung มากยิ่งขึ้นไปด้วยเช่นกัน โดย Galaxy Note II สามารถทำยอดจำหน่ายไปได้มากถึง 30 ล้านเครื่องเลยทีเดียว

 

3. Samsung Galaxy Note 3 (N9000/N9005)

หลังจากที่ในรุ่นที่ 2 ได้จุดกระแสความนิยมในตัวของซีรีย์ Note ทิ้งไว้ในกลุ่มผู้ใช้งาน ทำให้ทายาทรุ่นที่ 3 ของซีรีย์ Note อย่าง Galaxy Note 3 ได้รับอนิสงค์ไปเต็มๆ หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางในปี 2013 ที่ครั้งนี้ทาง Samsung ได้ทำการปรับรูปลักษณ์ของตัวเครื่องใหม่อีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงเรียกร้องของผู้ใช้งานจากรุ่นก่อนหรือไม่

อ่านรายละเอียดสเปกตัวเครื่องเพิ่มเติมได้ที่นี้และอ่านรีวิวได้ที่นี้

แต่ทำให้ตัวเครื่องในรุ่นที่ 3 นี้ดูหรูหรามากขึ้น ด้วยการนำวัสดุคล้ายหนังมาทำเป็นฝาหลังของตัวเครื่อง รวมทั้งยังเปลี่ยนตัวเลขของรุ่นจากเลขโรมันมาเป็นเลขอารบิก และก็สามารถจำหน่ายตัวเครื่องได้มากถึง 5 ล้านเครื่องในช่วง 2 เดือนแรกทันที จนทำให้ Samsung ต้องทำการเพิ่มรุ่นทางเลือกอย่าง Galaxy Note 3 Neo ขึ้นมา ซึ่งเป็นรุ่นที่ลดสเปกตัวเครื่องลงมาจากรุ่นหลัก

 

4. Samsung Galaxy Note 4 (N910)

ในปี 2014 ซีรีย์ Note ของ Samsung ก็ได้เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 เรียบร้อย ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบตัวเครื่อง ที่ครั้งนี้มีการปรับปรุงดีไซน์ใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางกระแสบ่นจากผู้ใช้งานรุ่นก่อนว่า ขอบด้านข้างตัวเครื่องลอกง่ายซะเหลือเกิน ทำให้ Galaxy Note 4 มาพร้อมขอบตัวเครื่องอลูมิเนียมขัดเงา ในขณะที่ฝาหลังยังคงมาในรูปแบบเดียวกันกับ Note 3 คือการใช้ฝาหลังด้วยวัสดุหนังเทียม

อ่านรายละเอียดสเปกตัวเครื่องเพิ่มเติมได้ที่นี้หรืออ่านรีวิวได้ที่นี้

ซึ่งนอกจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกแล้ว ด้านภายในก็เป็นอีกอย่างที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดของหน้าจอแสดงผลที่ขยับมาเป็นระดับ 2K เรียบร้อย หรือจะเป็นฟังก์ชั่นของปากกา S Pen ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาใหม่ ทำให้ลูกเล่นใหม่ๆ ของตัว S Pen ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นจำนวนมาก ระบบเซ็นเซอร์ HR ที่ใช้ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจก็เป็นอีกสิ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามา รวมไปถึงจุดเด่นด้านการถ่ายภาพเซลฟี่ ก็กลายมาเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของรุ่นนี้ไปเรียบร้อย ด้วยกล้องหน้าความละเอียด 3.7 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง F1.9 และมีโหมดบิ้วตี้ให้ปรับเล่นได้แบบนางฟ้าเลยทีเดียว

 

5. Samsung Galaxy Note edge (N915)

รุ่นพิเศษของซีรีย์ Note ที่ถูกเปิดตัวมาพร้อมๆ กับการมาของ Note 4 ซึ่งหลายสื่อต่างให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า น่าจะเป็นรุ่นโยนหินถามทางของ Samsung ในการเตรียมที่จะนำหน้าจอ edge Screen มาใช้งานบนสมาร์ทโฟนแบบเต็มรูปแบบ โดย Galaxy Note edge มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบโค้งข้างเดียว ในขณะที่สเปกตัวเครื่องก็เหมือนกับทาง Note 4 เกือบทั้งหมด

 อ่านรายละเอียดสเปกตัวเครื่องเพิ่มเติมได้ที่นี้ หรือ อ่านรีวิวได้ที่นี้

ซึ่งหลังจากการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ Note edge ก็ทำยอดขายรวมได้ไม่ดีเท่าไรนัก สาเหตุหลักๆ น่าจะเป็นเรื่องของราคาวางจำหน่ายที่สูงกว่า Note 4 ที่เป็นรุ่นหลัก และผู้ใช้งานส่วนมากยังคงมองประโยชน์จากหน้าจอโค้งที่ถูกเพิ่มเข้ามาว่าไม่มีประโยชน์ต่อการใช้งานมากเท่าไรนัก

 

6. Samsung Galaxy Note 5 (N920)

มาถึงสมาร์ทโฟนซีรีย์ Note รุ่นที่ 5 ของ Samsung ที่เปิดตัวในปี 2015 และล่าสุดก็ได้ตกรุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ทาง Samsung ได้เปลี่ยนแนวทางการออกแบบตัวเครื่องใหม่ทั้งหมด ซึ่งได้นำการออกแบบตัวเครื่องของ S6 edge มาใช้ผสมผสานเข้ากับการออกแบบของ Note 5 เอง

อ่านรายละเอียดสเปกตัวเครื่องเพิ่มเติมได้ที่นี้และอ่านรีวิวได้ที่นี้

ในขณะที่สเปกตัวเครื่องก็ถือได้ว่า ยังคงเรียกเสียงฮือฮาตอนเปิดตัวได้พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการใส่ RAM มาให้ถึง 4GB, กล้องถ่ายรูปหลักที่ยกมาจากซีรีย์ S ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล F1.9 ซึ่งสื่อหลายสำนักชื่นชมว่าถ่ายรูปในแสงน้อยออกมาได้ดี การเพิ่มฟังก์ชั่นของ S Pen เช่น Screen of memo ที่ทำให้เขียนหน้าจอขณะที่ตัวเครื่องพักหน้าจอได้ หรือการเพิ่มรูปแบบ UI ของโหมดการใช้งาน S Pen ใหม่ รวมไปถึงการเพิ่มลูกเล่นในการปลดตัวปากกาออกมาจากช่องเก็บบนตัวเครื่อง

 

7. Samsung Galaxy Note 7

และก็มาถึงสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดของซีรีย์ Note อย่าง Galaxy Note 7 ซึ่งเป็นอีกครั้งที่สมาร์ทโฟนซีรีย์ Note ของ Samsung จะได้รับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมลูกเล่นสิ่งต่างๆ เข้ามาใหม่ โดยสิ่งแรกที่ต้องขอกล่าวถึงคือ ชื่อของรุ่นในครั้งนี้ ที่ทาง Samsung ได้ตัดสินใจทำการกระโดดข้ามรุ่นมา 1 รุ่นจาก Note 5 โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้สอดคล้องกับทางฝั่งซีรีย์ S ที่ตอนนี้ไปถึงเลข 7 แล้ว รวมถึงป้องกันการสับสนในชื่อรุ่นระหว่างสองซีรีย์นี้ (S กับ Note) ของผู้ใช้งานด้วยนั้นเอง

อ่านรายละเอียดตัวเครื่องเพิ่มเติมจากข่าวเปิดตัวได้ที่นี้

ในส่วนต่อมาที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาเข้ามาใหม่คงจะหนีไม่พ้นลูกเล่นของปากกา S Pen ที่ครั้งนี้ ถูกเพิ่มคุณสมบัติในการกันน้ำตามมาตรฐาน IP 68 เหมือนกับตัวเครื่องเข้ามา และความสามารถในการขีดเขียนบนหน้าจอของ Note 7 ขณะเปียกน้ำได้ รวมถึงเพิ่มการรองรับแรงกดของตัวปากกาเพิ่มขึ้นถึง 4,096 ระดับ พร้อมทั้งลดขนาดของหัวปากกาลงกว่ารุ่นก่อนประมาณร้อยละ 60 โดยวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 0.7 มิลลิเมตรเท่านั้น ส่งผลอารมณ์ขณะเขียนนั้น รู้สึกเสมือนใช้งานดินสอหรือปากกาของจริงได้มากขึ้น (อ่านความสามารถของ S Pen เพิ่มเติมได้จากบทความ [เจาะลึก] มากกว่าเครื่องมือวาดเขียน : S Pen ที่มาพร้อม Galaxy Note7)

นอกจากนี้ Samsung ยังได้ใส่ระบบสแกนม่านตา Iris Scanner เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบรักษาความปลอดภัยบนเครื่องด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความสามารถในการสแกนม่านตาได้ในระดับสูง สามารถสแกนได้แม้กระทั่งสวมใส่แว่นตาอยู่ โดยทาง Samsung ได้เปิดราคาวางจำหน่ายในราคา 28,900 บาท

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Sat, 27 May 2017 18:53:33 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)