ปรับขนาดตัวอักษร - ก+ก

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ Apple iPhone 12 Series โดยคราวนี้มาพร้อมกันมากถึง 4 รุ่น 4 สไตล์ ได้แก่ iPhone 12 mini, iPhone 12, iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max ที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และทุกรุ่นรองรับ 5G แล้ว เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการก้าวกระโดดอย่างแท้จริง รายละเอียดทุกอย่างที่ต้องรู้ ในบทความนี้ได้รวบรวมไว้ให้แล้ว ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วน อยากรู้เรื่องไหนก่อน จิ้มได้เลย ที่ด้านล่าง  👎

Apple iPhone 12 mini / Apple iPhone 12

  • ดีไซน์ของตัวเครื่อง

ความแตกต่างของทั้งสองรุ่นข้างต้น คือ ขนาดตัวเครื่องและขนาดหน้าจอเท่านั้น โดยดีไซน์จะเหมือนกันเลย เริ่มจากมีน้ำหนักเบากับขนาดตัวเครื่องที่บางขึ้นทำให้เล็กกะทัดรัดจับถือถนัดมากกว่าเดิม คล้ายๆ จิ๋วแต่แจ๋ว ส่วนของหน้าจอแสดงผลมีการทำเทคโนโลยีเซรามิกเข้ามาเป็นส่วนผสมกับกระจกทำให้มีความแข็งแรงทนทานกว่ากระจกทั่วไป เคลมว่าทนต่อการตกกระแทกได้ดีขึ้นถึง 4 เท่า พร้อมมองเห็นได้ชัดกว่า ส่วนขอบตัวเครื่องทั้งคู่ใช้ขอบอะลูมิเนียมเกรดเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศให้คุณสัมผัสได้ถึงความพรีเมียม เนื้อโลหะเดียวกัน บางเบา แต่แข็งแรง ไม่บิดเบี้ยว อีกทั้งตัวเครื่องด้านหลังมีลักษณะเงาวาว (Glossy) แต่ด้านข้างตัวเครื่องเป็นแบบด้าน นอกจากนี้ยังรองรับมาตรฐาน IP68 ด้วย ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของแอปเปิ้ลรุ่นเล็ก เพราะเดิมๆ จากรองรับแค่มาตรฐาน IP67 เท่านั้น

  • ขนาดตัวเครื่อง, น้ำหนัก และขนาดหน้าจอ

Apple iPhone 12 mini

    • ขนาดตัวเครื่อง : 131.5 x 64.2 x 7.4 มม.
    • น้ำหนัก : 133 กรัม
    • หน้าจอแสดงผล : OLED-Super Retina XDR ขนาด 5.4 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล มีความหนาแน่นต่อพิกเซลอยู่ที่ 476ppi
    • ความน่าสนใจของรุ่นนี้คือ หากใครกำลังมองหาสเปกจัดหนักจัดเต็ม แต่หน้าจอแสดงผลกะทัดรัด ต้องเลือกรุ่นนี้ แม่ว้าหน้าจอใหญ่กว่าก็จริง แต่ขนาดตัวเครื่องยังเล็กกว่าในด้านความสูง ซึ่ง iPhone SE 2020 (สูง 138.4 มม.) ส่วนกว้างกับหนา ขนาดพอๆ กัน ไม่มีผลมากนัก

Apple iPhone 12

    • ขนาดตัวเครื่อง : 146.7 x 71.5 x 7.4 มม.
    • น้ำหนัก : 162 กรัม
    • หน้าจอแสดงผล : OLED-Super Retina XDR ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 2532 x 1080 พิกเซล มีความหนาแน่นต่อพิกเซลอยู่ที่ 460ppi

ทั้งสองรุ่นสามารถรับรู้การสัมผัสที่หน้าจอแสดงผลแตกต่างกันได้ เพื่อฟีเจอร์การใช้งานในแต่ละประเภท โดยจะรองรับการแสดงผลภาพแบบ HDR ในแบบ Dolby Vision, HDR10, HLG ตอบโจทย์คอนเทนต์วิดีโอได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการแสดงผลเฉดสีแบบ True Tone มีขอบเขตสีกว้างตามมาตรฐาน P3 และอัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1 ให้ความสว่าง 625 นิต ส่วนสูงสุดที่ 1,200 นิต ซึ่งหน้าจอถูกเคลือบสารป้องกันรอยนิ้วมือไว้

ไฮไลท์อื่นที่น่าสนใจ คือ ชิปเซ็ตประมวลผลที่แรงเหมือนรุ่นพี่ นั่นคือ Apple A14 Bionic ถือว่าเป็นชิปเซ็ตที่แรงกว่าใครเพื่อนในขณะนี้ ในการประมวลผลของ CPU/GPU มีทรานซิสเตอร์ประมวลผลมากกว่า 11.8 พันล้านตัว หรือดีกว่า 40% เมื่อเทียบกับชิปเซ็ต Apple A13 รุ่นก่อน และยังเร็วแรงกว่าโดยรวมถึง 50% กับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีระบบเสียงสเตอริโอ โดยแบ่งเสียงเป็นลำโพงเหนือด้านบนหน้าจอและด้านล่างตัวเครื่อง พร้อมเทคโนโลยีเสียง Dolby ATMOS โดยตัวเครื่องมีระบบยืนยันตัวตนแบบ Face ID ด้วยเทคโนโลยี TrueDepth ที่ใช้กล้องหน้าเป็นตัวตรวจจับ

กล้องดิจิตอลที่ดีกว่าเคย Welcome to DarkSide !?

แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กแต่แอปเปิ้ลได้ยัดฟีเจอร์การถ่ายภาพแสงน้อย / กลางคืน เข้ามาแล้ว ทั้งกล้องหลังและกล้องเซลฟี่ โดยได้ปรับแต่งให้เลนส์กล้องรับแสงได้มากกว่า 27% มีจุดรบกวนน้อยลง ด้วยหลักการ Deep Fusion ที่จะวิเคราะห์ภาพจากหลายค่าแสงทุกอณู เพื่อให้รายละเอียดสมจริงเป็นธรรมชาติด้วยการทำงานอัตโนมัติ

  • ทั้งสองรุ่นมีสเปกกล้องหลัง : ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ทั้งเลนส์กล้องอัลตร้าไวด์และไวด์ โดยเลนส์อัลตร้าไวด์มีรูรับแสง f/2.4 มุมมองการถ่ายภาพกว้าง 120 องศา รองรับการซูมภาพแบบออปติคอล 2 เท่า, ดิจิตอล 5 เท่า ประกอบด้วยชุดเลนส์ทั้งหมด 5 ชิ้น ส่วนเลนส์ไวด์มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS และมีชุดเลนส์ทั้งหมด 7 ชิ้น มาพร้อมเทคโนโลยี Deep Fusion ทั้งสองเลนส์กล้องทำให้คุณถ่ายภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งเลนส์กล้องจะถูกป้องกันโดยกระจกแซฟไฟร์ ส่วนการบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K แบบ 30/60 เฟรมต่อวินาที และ HDR - Dolby Vision แบบ 30 เฟรมต่อวินาที
  • กล้องหน้า : ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มีเทคโนโลยี Deep Fusion รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K/HDR - Dolby Vision

สเปกเพิ่มเติมของ Apple iPhone 12 mini / Apple iPhone 12

  • ระบบปฏิบัติการ : iOS 14
  • หน่วยประมวลผล : ชิปเซ็ต Apple A14 Bionic
  • ระบบเชื่อมต่อ : 5G, 4G LTE, WiFi 6, Bluetooth 5.0, NFC, GPS, GLONASS, เข็มทิศดิจิตอล
  • รองรับการชาร์จไร้สายแบบ MagSafe 15 วัตต์ และ Qi 7.5 วัตต์
  • เทคโนโลยีชาร์จเร็ว รองรับ แต่ต้องซื้ออะแดปเตอร์ต่างหาก
  • รองรับไฟล์วิดีโอ : HEVC, H.264, MPEG-4 Part 2 และ Motion JPEG
  • Face Time : ความละเอียดสูงสุด FullHD (1080p)

ราคาวางจำหน่าย

  • iPhone 12 Mini (ราคาเปิดตัว)
    • โมเดล 64GB ราคา 699 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 21,900 บาท
    • โมเดล 128GB ราคา 749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 23,400 บาท
    • โมเดล 256GB ราคา 849 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 26,600 บาท
  • iPhone 12 ราคาเปิดตัว
    • โมเดล 64GB ราคา 799 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 25,000 บาท
    • โมเดล 128GB ราคา 849 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 26,500 บาท
    • โมเดล 256GB ราคา 849 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 29,600 บาท

Apple iPhone 12 Pro / Apple iPhone 12 Pro Max

ในแง่ของการดีไซน์ตัวเครื่องจะมีลักษณะเหมือนกับรุ่นน้อง เพียงแต่ว่าขอบจอจะบางขึ้น ได้พื้นที่หน้าจอเต็มๆ แน่นอนว่าเลือกใช้กระจกเซรามิกด้วย แต่ขอบตัวเครื่องมีความทนทานสูงกว่าด้วยการเลือกใช้สเตนเลสเกรดเดียวกับที่ใช้ในผลิตเครื่องมือศัลยกรรม โดยมีมาตรฐาน IP68 นอกจากนี้ตัวเครื่องด้านหลังจะเป็นแบบด้านแทน และขอบตัวเครื่องมีความเงางาม ซึ่งตรงกันข้ามกับรุ่นน้อง มีทั้ง 4 สี คือ สีแปซิฟิกบลู, สีทอง, สีเงิน และสีกราไฟต์

ส่วนจุดเด่นอื่นๆ ก็มีเหมือนกับรุ่นน้อง โดยหน้าจอแสดงผลจะมีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

Apple iPhone 12 Pro

    • ขนาดตัวเครื่อง : 146.7 x 71.5 x 7.4 มม.
    • น้ำหนัก : 187 กรัม
    • หน้าจอแสดงผล : OLED-Super Retina XDR ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 2532 x 1170 พิกเซล มีความหนาแน่นต่อพิกเซลอยู่ที่ 460ppi

Apple iPhone 12 Pro Max

    • ขนาดตัวเครื่อง : 160.8 x 78.1 x 7.4 มม.
    • น้ำหนัก : 226 กรัม
    • หน้าจอแสดงผล : OLED-Super Retina XDR ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด 2778 x 1284 พิกเซล มีความหนาแน่นต่อพิกเซลอยู่ที่ 458ppi

ทั้งสองรุ่นสามารถรับรู้การสัมผัสที่หน้าจอแสดงผลแตกต่างกันได้ เพื่อฟีเจอร์การใช้งานในแต่ละประเภท โดยจะรองรับการแสดงผลภาพแบบ HDR ในแบบ Dolby Vision, HDR10, HLG ตอบโจทย์คอนเทนต์วิดีโอได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการแสดงผลเฉดสีแบบ True Tone มีขอบเขตสีกว้างตามมาตรฐาน P3 และอัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1 ให้ความสว่าง 800 นิต ส่วนสูงสุดที่ 1,200 นิต ซึ่งหน้าจอถูกเคลือบสารป้องกันรอยนิ้วมือไว้

การประมวลผลทั้งสองรุ่นก็ใช้ชิปเซ็ต Apple A14 Bionic เช่นกัน...

กล้องดิจิตอลมีความแตกต่างสแกนได้แม้กระทั่งดาวอังคาร

ความโดดเด่นที่น่าสนใจคือ ทางแอปเปิ้ลได้นำเทคโนโลยี LiDAR มาใช้ในเทคโนโลยีกล้องหลังของ Apple iPhone 12 Pro / Apple iPhone 12 Pro Max ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นาซ่านำมาใช้ในการสแกนพื้นที่เพื่อลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคาร ด้วยหลักการใช้งานแบบการสะท้อนแสงกลับมาของวัตถุ นั่นก็เพื่อการใช้งานฟีเจอร์ AR ที่สมจริงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยตรวจจับการโฟกัสในสภาวะแสงน้อยได้ดีมากขึ้นถึง 6 เท่า รายละเอียดของกล้องหลังมีดังต่อไปนี้....ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มีเทคโนโลยี Deep Fusion รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K/HDR - Dolby Vision

อย่างไรก็ตามในแง่ของสเปกเพิ่มเติมก็จะมีเหมือนกันกับรุ่นน้อง ดังนั้นทั้ง 4 รุ่น (2 Part) สรุปความแตกต่างเป็นใจความสำคัญได้ว่า...

  1. ขนาดตัวเครื่องและน้ำหนัก
  2. ขนาดหน้าจอแสดงผล
  3. กล้องดิจิตอลหลัง

ราคาวางจำหน่าย

  • iPhone 12 Pro
    • โมเดล 128GB ราคา 999 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,200 บาท
    • โมเดล 256GB ราคา 1,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 34,300 บาท
    • โมเดล 512GB ราคา 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 40,600 บาท
  • iPhone 12 Pro Max
    • โมเดล 128GB ราคา 1,099 ดอลลาร์สหรัฐ 1,099 หรือประมาณ  34,300 บาท
    • โมเดล 256GB ราคา 1,199 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 37,500 บาท
    • โมเดล 512GB ราคา 1,399 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 43,700 บาท

รู้หรือไม่! ด้วยแนวทางของแอปเปิ้ลและมลภาวะของโลกตอนนี้ ทำให้มีการเลิกแถมอะแดปเตอร์และชุดหูฟังแล้ว ไม่เพียงเฉพาะ iPhone 12 Series ทั้ง 4 รุ่น แต่ก็มีทั้ง iPhone SE 2020, iPhone 11 และ iPhone XR ด้วย

อุปกรณ์เสริม MagSafe คืออะไร

โดยไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะเคยใช้งานร่วมกับ MacBook มาก่อนแล้ว มากกว่า 10 ปี โดย MagSafe จะสามารถล็อกโทรศัพท์เข้ากับแท่นชาร์จ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่เป็นแม่เหล็กได้ ทำให้แอปเปิลสามารถออกอุปกรณ์เสริม เช่น นามบัตร หรือกระเป๋าใส่บัตรที่มีแม่เหล็ก

วันที่ : 14 ตุลาคม 2563

ไฮไลท์ข่าวเด่น

อ่าน

แบ่งปันบทความ

มือถือออกใหม่

เรื่องราวน่าสนใจ