หลังจากได้เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อคืนช่วงดึกวันที่ 21 มีนาคม สำหรับ Apple iPhone รุ่นใหม่ แต่มาในรูปลักษณ์ไซส์ Mini ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพมากที่สุด ในบรรดาหน้าจอขนาด 4 นิ้ว โดยสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า "iPhone SE" และแน่นอนว่าเหล่าสาวกในประเทศไทย อาจไม่ต้องรอคอบยาวนานไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งอย่างเร็วที่สุดก็อาจเป็นต้นเดือนเมษายนที่จะสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ เพราะฉะนั้นแล้วบทความนี้จึงขอรวบรวมเรื่องราวน่ารู้ต่างๆ เกี่ยวกับดีไวซ์ดังกล่าวให้มากขึ้นกว่าเดิมกันครับ....?

 

เริ่มแรกเลยเรามาดูวันเปิดตัว iPhone SE กันก่อน โดยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ณ งานอีเวนท์ที่สำนักงานใหญ่ของ Apple เมือง Cupertino รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งก็มาพร้อมแพ็กเกจคู่อย่างแท็บเล็ตหน้าจอยักษ์ iPad Pro ขนาด 9.7 นิ้ว ทว่าไฮไลท์สำคัญคงไม่ได้อยู่ที่จอยักษ์แต่อย่างใด แต่มันอยู่ที่ iPhone รุ่นใหม่ต่างหาก ที่ได้รับการขนานนามว่า "The Most Powerful Phone with a Four-inch Display" หรือนี่คือโทรศัพท์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาหน้าจอขนาดกว้าง 4 นิ้ว เพราะฉะนั้นเมื่อได้รับฉายาเช่นนี้ เราจึงจะมาเจาะลึกทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิม

หมายเหตุ : คลิกอ่านข่าวเปิดตัวได้ที่ Siamphone.com

 

สำหรับ iPhone SE โดยเชื่อว่าหลายคนคงสงสัยกันว่าตัวย่อ SE นั้นหมายความว่าอย่างไรมีการคาดเดาต่างๆ มากมาย แต่สุดท้ายได้ข้อสรุปแล้วครับว่าคือ iPhone Special Edition ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคำตอบว่า iPhone ตัวนี้มีความพิเศษอย่างไร

 

แต่คาดการณ์ว่าน่าจะมาจากรุ่นที่แอปเปิ้ลตั้งใจทำมาโดยพิเศษ กล่าวคือดีไวซ์รุ่นดังกล่าวเป็นรุ่นที่ทำออกมาเจาะกลุ่มตลาดระดับกลาง โดยก็นำประสิทธิภาพที่มีอยู่ในรุ่นท็อปมายัดใส่ไว้ในรุ่นเล็ก เพื่อให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์ ที่ดีที่สุด และเนื่องจากใครต่อใครหลายคนเอ่ยปากชมว่า ดีไซน์ iPhone 5 และ iPhone 5s คือที่สุดของ iPhone แล้ว ดังนั้นเราจึงเห็นลูกผสมระหว่างซีรีย์ 5 กับ ซีรีย์ 6 บึมเกิดเป็น iPhone SE

 

ส่วนสาเหตุที่ CEO Tim Cook ตั้งใจทำ iPhone รุ่นเล็กดังกล่าวออกมาวางจำหน่าย นั้นก็เป็นเพราะ Greg Joswiak หัวหน้าฝ่ายบริหาร Product Marketing อธิบายว่า เนื่องจากยังมีกลุ่มคนบางคนรักที่จะใช้งานโทรศัพท์ขนาดเล็ก (Some people simply love smaller phones.) อีกทั้งก็มีเสียงเรียกร้องจากเหล่าสาวกว่า Apple ควรทำหน้าจอเล็กออกมาบ้าง เพราะมีการใช้งานที่ง่ายแสนสะดวก และถนัดมือเมื่อใช้งานแบบมือเดียว รวมถึง iPhone 6 - iPhone 6s มีขนาดที่ใหญ่เกินไป

 

ละเมื่อกล่าวถึง iPhone 6s ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นครับ ว่า iPhone SE คือการฟิวชั่นกัน โดยที่ซีรีย์ 5 ก็คือการนำดีไซน์ทั้งหมดมาวางเป็นกรอบ (บอดี้ตัวเครื่อง) ส่งผลให้สามารถใช้เคสของ iPhone 5 และ iPhone 5s ร่วมกันได้เลย และซีรีย์ 6 ก็คือ (ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์) มาทำหน้าที่ประมวลผล ดังนั้นแน่นอนว่าผู้ที่ใช้งานจะรู้สึกถึงความพิเศษไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยการที่ได้รูปลักษณ์ที่มีความสวยงาม และเท่ผสมผสานอย่างลงตัวของซีรีย์ 5 แต่แฝงด้วยประสิทธิภาพ (Performance) ของซีรีย์ 6 เกิดเป็นความรู้สึกที่.... "Special"

ส่วนใครที่อยากอ่านข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถที่จะคลิกอ่านบทความ :  เมื่อ Apple บอก iPhone SE ประสิทธิภาพเท่า iPhone 6S คำถามคือแตกต่างกันอย่างไร แล้ว 5s ละควรซื้ออีกไหม...?

และ : Apple บอกว่า iPhone SE มีระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดีกว่า iPhone 5s และ iPhone 6s

 

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องดิจิตอลหลังของ iPhone SE

 

หลังจากทราบเรื่องราวต่างๆ ของ iPhone SE กันบ้างแล้ว เรามาดูข้อเสียกันหน่อยครับ...?

  • ด้านดีไซน์ : จริงอยู่ที่ซีรีย์ 5 มีดีไซน์ที่สวยงามกว่ารุ่นที่ผ่านๆ มา ทว่าอย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังมีเหล่าสาวกอีกหลายคน อยากจะเห็นรูปร่างหน้าตาที่แปลกเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง ไม่ใช่เหมือนกันจนแทบแยกไม่ออกเช่นนี้ แต่ถ้าหากมองในมุมของผู้ผลิตอาจคิดได้ว่า " ควรทำอะไรที่เป็นเอกลักษณ์เช่นเดิม ไม่ควรที่จะแตกแยกออกไปให้เกิดความสับสนต่อแบรนด์ Apple " 
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือยังเป็นเพียงเจน 1 เท่านั้น ส่งผลให้การใช้งานอาจไม่คล่องตัวเท่าไรนัก รวมถึงถ้าต้องการจะนำเสนอประสบการณ์การใช้งานที่เต็มเปี่ยม และดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ เข้ามา ก็ควรที่จะนำฟีเจอร์ 3D Touch เข้ามาด้วย

 

สุดท้าย iPhone SE ก็มีราคาประมาณ 16,800 - 20,800 บาท (16GB และ 64GB) และสามารถ 7 เหตุผลที่ใช้ iPhone SE ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องจ่ายแพงถึง iPhone 6 หรือ iPhone 6s

คลิกอ่านสเปกเพิ่มเติมของ iPhone SE ได้ที่ Siamphone.com

คัดลอกลิงค์นี้เพื่อแชร์

หน้านี้แสดงผลจากการแคช (Cache) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ Thu, 25 May 2017 11:52:00 +0700 (แคชมีอายุ 86400 วินาที)