ปรับขนาดตัวอักษร - ก+ก

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ Apple iPhone 12 Series โดยทางแบรนด์เขาได้เคลมว่านี่คือปีแห่งการก้าวกระโดด ซึ่งก็มีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาและต่อยอดเข้ามาด้วยเช่นกัน ดังนั้นในบทความนี้จะขอรวบรวมทุกฟีเจอร์ทั้งหมดมาเล่าสู่กันฟัง รายละเอียดมีดังนี้

1. หน้าจอ OLED Display พร้อมเทคโนโลยี Super Retina XDR ที่จะให้ความสว่างของภาพเป็นไปตามธรรมชาติ สมจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเหมาะกับการรับชมคอนเทนต์วิดีโอ ที่สำคัญยังมีอัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1 ถือเป็นรุ่นแรกของวงการสมาร์ทโฟนเลยทีเดียว

2. กระจกเซรามิกรุ่นแรกรุ่นเดียวที่ใช้ครอบทับกระจกหน้าจอ กระจกเซรามิก iPhone 12 ดียังไง และโหมด Smart Data Mode ประหยัดแบตฯ ได้แบบไหน

3. มาตรฐานป้องกันน้ำป้องกันฝุ่นระดับ IP68 ตามมาตรฐาน IEC 60529 (ความลึกไม่เกิน 6 เมตร ภายในระยะเวลาสูงสุด 30 นาที) ถือเป็นมิติใหม่ของวงการสมาร์ทโฟน เพราะไม่เคยมีเจ้าใดการันตีได้ที่ความลึกขณะนี้ แต่ก็อาจไม่ควรทำ เนื่องจากมีผลต่อเงื่อนไขการรับประกัน

4. วัสดุตัวเครื่องคุณภาพสูง โดย Apple iPhone 12 mini / Apple iPhone 12 มีขอบเครื่องโลหะเกรดอากาศยาน ส่วน Apple iPhone 12 Pro / Apple iPhone 12 Pro Max ขอบตัวเครื่องมีความทนทานสูงกว่าด้วยการเลือกใช้สเตนเลสเกรดเดียวกับที่ใช้ในผลิตเครื่องมือศัลยกรรม ดังนั้นจึงมีความแข็งแรงทนทาน ไม่ว่าจะเป็นจากสารเคมี, คราบเหงื่อ รวมถึงการกระแทก

5. ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ Apple A14 Bionic โดยประมวลผลด้วยชิปเซ็ตสถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตร ซึ่งถือเป็นรุ่นแรกของโลก และมีความเร็วมากกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นอีกด้วยมากกว่า 50% ทั้งมีการอัดตัวรับส่งสัญญาณมากถึง 1.18 หมื่นล้านตัวกับหน่วยประมวลผล Neural Engine ดีขึ้นกว่าเดิม 80%

6. โหมดการใช้งาน 5G ที่ชิปเซ็ตจะดูแลบริหารจัดการ สลับเปลี่ยน และเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของคุณได้อัตโนมัติ กล่าวคือ ด้วยโหมด Smart Data ยกตัวอย่าง เล่นแอปพลิเคชั่นโซเชียล หรืออ่าน E-Book ดังนั้นโหมดนี้จึงทำหน้าที่ตรวจจับว่าคุณกำลังใช้งานอะไรอยู่ ถ้าใช้งานแบบข้างต้นจะสวิตช์ไปเป็น 4G ให้อัตโนมัติ แต่หากสตรีมมิ่งคอนเทนต์, เล่นเกม หรือวิดีโอคอลก็จะเปลี่ยนให้เป็น 5G ทันที

7. กล้องหลังและกล้องเซลฟี่ โดยปรับแต่งให้เลนส์กล้องรับแสงได้มากกว่า 27% มีจุดรบกวนน้อยลง ด้วยหลักการเทคโนโลยี Deep Fusion ที่จะวิเคราะห์ภาพจากหลายค่าแสงทุกอณู เพื่อให้รายละเอียดสมจริงเป็นธรรมชาติด้วยการทำงานอัตโนมัติ

8. เทคโนโลยี LiDAR มาใช้ในเทคโนโลยีกล้องหลังของ Apple iPhone 12 Pro/Apple iPhone 12 Pro Max ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นาซ่านำมาใช้ในการสแกนพื้นที่เพื่อลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคาร ด้วยหลักการใช้งานแบบการสะท้อนแสงกลับมาของวัตถุ นั่นก็เพื่อการใช้งานฟีเจอร์ AR ที่สมจริงมากยิ่งขึ้น

9. การยกระดับเซนเซอร์ไวด์เฉพาะใน iPhone 12 Pro Max ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมจุดพิกเซลใหญ่ขึ้นเพื่อให้รับแสงมากขึ้น สามารถถ่ายทอดรายละเอียดและสีสันในรูปภาพได้มากยิ่งขึ้น และออกแบบระบบป้องกันการสั่นไหวที่ขยับแค่เพียงเซนเซอร์ เพื่อให้เซนเซอร์นิ่งกว่าที่เคย จนเป็นระบบ OIS แบบที่ใช้การปรับตำแหน่งเซนเซอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับกล้อง DSLR

10. Apple ProRAW เก็บภาพเป็นไฟล์ RAW ความละเอียดสูง เพื่อให้นำไปแต่งต่อได้แบบไม่เสียรายละเอียด อีกทั้งยังปรับแต่งภาพได้ง่ายขึ้น เพราะมีการลดนอยซ์และการปรับค่าแสงแบบหลายเฟรมมาให้เรียบร้อยแล้ว และด้วยอัตราส่วนคอนทราสต์ของหน้าจอที่สูงทำให้การรับชมภาพเห็นได้ทุกรายละเอียด

11. iPhone 12 Series ทั้ง 4 รุ่น กล้องหน้า และกล้องหลังมีความสามารถการถ่ายวิดีโอแบบ Dolby Vision โดยถ่ายวิดีโอฟอร์แมทดังกล่าว บันทึกสีสันต่างๆ ได้แบบสมจริงเหมือนตาเห็นแบบ 10 บิต ซึ่งเป็นรูปแบบการถ่ายวิดีโอที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับที่ใช้ในการถ่ายภาพยนตร์ด้วยสีสันที่มากถึง 700 ล้านสี

12. เฉดสีตัวเครื่องที่หลากหลายกว่าที่เคย ซึ่งแอปเปิ้ลไม่ได้ให้ความสำคัญมาเป็นเวลานาน แต่ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่ง Apple iPhone 12 mini / Apple iPhone 12 ทั้งคู่มากับสีสันให้เลือกมากถึง 5 สีให้เลือก ทั้ง สีดำ, สีขาว, สีแดง (Product Red), สีเขียว และสีน้ำเงิน ส่วน Apple iPhone 12 Pro / Apple iPhone 12 Pro Max มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ เงิน, กราไฟต์, ทอง และแปซิฟิกบลู

เป็นอย่างไรกันบ้างกับจุดเด่นที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าใครอยากจับจองเป็นเจ้าของคาดว่าจะเข้าไทยเร็วๆ นี้ น่าจะประมาณช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนศกนี้

วันที่ : 14 ตุลาคม 2563

ไฮไลท์ข่าวเด่น

อ่าน

แบ่งปันบทความ

มือถือออกใหม่

เรื่องราวน่าสนใจ