คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปกรณ์พกพาที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันอย่างโทรศัพท์มือถือ หรือ Cell Phone ที่เราเรียกกันในอดีต จนก้าวเข้าสู่ปัจจุบันกับคำว่าสมาร์ทโฟนจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญต่อกิจกรรมประจำวันอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นบทความนี้จึงเป็นศูนย์รวมทุกเรื่องราวสาระน่ารู้เกี่ยวกับสมาร์ทโฟนมาเล่าสู่กันฟังให้กับผู้ใช้งานทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ทราบข้อมูลต่างๆ อย่างครบถ้วน

ทำความรู้จักโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลกคือรุ่นอะไรกัน...?

สำหรับโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลกมีนามว่า "DynaTAC 8000X" เผยโฉมอย่างเป็นทางการปีคริสต์ศักราช 1984 หรือพุทธศักราช 2527 เป็นเวลากว่า 32 ปีเลยทีเดียว ส่วนราคาก็อยู่ที่ $3,995 หรือประมาณ 139,9xx บาท (อ้างอิงจากค่าเงินในปัจจุบัน) 

 

ทั้งนี้ Motorola DynaTAC 8000X มีขนาดของตัวเครื่อง 13 x 1.75 x 3.5 นิ้ว น้ำหนักเครื่อง 28 ออนซ์ หรือประมาณ 800 กรัม ซึ่งถ้าเมื่อดูจากขนาดและนํ้าหนัก ทางผู้ผลิตเองจึงตั้งฉายาว่า The Brick หรือก้อนอิฐขนาดใหญ่ ส่วนระยะเวลาการใช้งาน เมื่อชาร์จ 1 ครั้งสามารถใช้งานได้แค่เพียง 30 นาทีเท่านั้น

 

เมื่อเห็นแบบนี้แล้วใครจะไปเชื่อว่าเดิมทีโทรศัพท์มือถือนั้นถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ด้านการติดต่อสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่แล้วเมื่อมาถึงปัจจุบันกับไม่ใช่เพียงจุดประสงค์เดียวทว่ากลับกลายเป็นจุดศูนย์รวมคุณสมบัติต่าง ๆ มากมาย ในเครื่องเดียว!! 

หลังจากรู้แล้วว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นใดคือต้นแบบ ดังนั้นมาดูกันหน่อยที่เรามักนิยมเรียกคำว่า "สมาร์ทโฟน" หมายถึงอะไร...?

สมาร์ทโฟนมีหลายคำนิยามที่ใครหลายคนให้ความหมาย แต่ความหมายที่เหมาะสมคือ โทรศัพท์มือถือที่มีระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเอง (Operating system หรือ OS) หรืออีกคำนิยามที่มักใช้กันนั่นคือแพลตฟอร์ม (Platform) มีไว้เพื่อขับเคลื่อนโทรศัพท์มือถือของเราให้ [สมาร์ท] นั่นเอง กล่าวคือ ผู้ใช้งานสามารถติดตั้งโปรแกรม (แอพพลิเคชั่น) บนดีไวซ์ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกหรือสร้างความบันเทิง รวมถึงการตั้งค่าเดิมทีทำได้ไม่กี่อย่างเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ต้องการอะไรก็ปรับแต่งได้หมด

แต่ปัจจุบันเราจะเห็นว่าสมาร์ทโฟนนั้นมีขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน ไม่เกิน 5 นิ้วบ้างหรือ 5.5 - 6 นิ้ว แม้แต่ 7 นิ้วขึ้นไปก็มี ดังนั้นจึงเกิดคำนิยามขึ้น เพื่อให้สามารถแยกแยะและสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้อง เนื่องจากขนาดหน้าจอถูกผลิตขึ้นตามจุดประสงค์การใช้งานที่ไม่เหมือนกัน

เริ่มที่คำว่าสมาร์ทโฟน เราเข้าใจความหมายไปก่อนหน้านี้แล้วว่าคืออะไรแต่คำคำนี้จะใช้เรียกเฉพาะรุ่นที่มีหน้าจอขนาดไม่เกิน 5 นิ้ว ถ้าเกิน 5 นิ้ว ไม่เกิน 7 นิ้วคือแฟบเล็ต ส่วนเกิน 7 นิ้วขึ้นไปก็เรียกว่าแท็บเล็ต 

สรุปคำว่าสมาร์ทโฟน, แฟบเล็ต และแท็บเล็ตคือ : อุปกรณ์ติดต่อสื่อสารที่รวมเข้ากับระบบปฏิบัติการหรือแพลตฟอร์ม โดยส่งผลให้มีความสามารถแตกต่างตาม OS นั้นๆ และชาญฉลาดมากกว่าเดิม


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

สารบัญคัมภีร์สมาร์ทโฟน อยากรู้เรื่องใด คลิกเลือกที่หัวข้อได้เลย!

ต่อด้วยทำความรู้จัก : ระบบปฏิบัติการที่เป็นเสมือนเป็นหัวใจคอยขับเคลื่อนสมาร์ทโฟนว่ามีอะไรบ้าง...?

เริ่มกันที่ระบบปฏิบัติการ iOS สำหรับ OS ดังกล่าวเป็นของบริษัท Apple เผยโฉมครั้งแรกงานเปิดตัว iPhone ปีค.ศ. 2007 เดิมทีไม่ได้ใช้ชื่อนี้ (iOS) แต่มีชื่อเรียกว่า iPhone OS ทว่าอีก 3 ปีต่อมาเปลี่ยนมาเรียก iOS แทน เพราะไม่ได้มีแค่เฉพาะ iPhone ที่มีแพลตฟอร์มดังกล่าวขับเคลื่อน แต่ทางแบรนด์จะกำหนดให้ใช้แค่ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลเท่านั้น (บางอุปกรณ์) หรือพูดง่ายๆ คือระบบปิด


เดินทางมาถึงเวอร์ชั่น 10.2 แล้ว (อ่านรายละเอียดการอัปเดตได้ที่นี่)

โดยข้อดีของ iOS นั้นคือจะมีความปลอดภัยทั้งในเรื่องของการใช้งาน และแอพพลิเคชั่น เป็นระบบระเบียบ ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อนมีความเสถียร ข้อมูลส่วนตัวถูกเก็บรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ


iPhone OS 1.x

ระบบแอนดรอยด์

ถูกพัฒนาโดยชายที่ชื่อว่าแอนดี รูบิน กับจุดมุ่งหมายพัฒนาเพื่อเป็นระบบปฏิบัติการให้กล้องดิจิตอล แต่ ณ เวลานั้นตลาดก็ยังไม่เปิดกว้างเท่าไร จึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่อุปกรณ์พกพาที่กำลังเป็นช่วงนิยมอย่างสูง แต่ดูเหมือนว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ต่อมาปีค.ศ. 2005 บริษัท Google ก็ได้เข้าซื้อแพลตฟอร์มดังกล่าว เพื่อปูพรมเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟน

 

ส่วนระบบแอนดรอยด์มีข้อดีคือ สามารถปรับแต่งให้ตรงความต้องการของเราได้อย่างอิสระ ทว่ามีข้อเสียตรงด้านความปลอดภัย ที่ยังไม่ตอบโจทย์เท่าไรนักจากแอพพลิเคชั่น และระบบเนื่องจากเป็นระบบเปิด แต่ถ้หากาศึกษาและเปิดใจเรียนรู้การใช้งานให้ดีก็จะเป็นอีกหนึ่ง OS ที่เพลิดเพลินเช่นกัน เพราะมีฟีเจอร์ต่างๆ ที่มากมายกว่า

นอกจากนี้ในระบบแอนดรอยด์ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์เสริมใช้งานควบคู่กันไปได้เพื่อสามารถตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละคนให้ได้มากที่สุดและก็เกิดความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าสร้างจุดขาย เรียกส่วนนี้ว่า UI หรือ User Interface ซึ่งเรามักคุ้นกับประโยคว่า ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 5.0 ครอบทับด้วย TouchWiz UI, Zen UI, Sense UI, LG UX, Color OS, Emotion UI เป็นต้น


แอนดรอยด์เวอร์ชั่นล่าสุด 7.1 (Nougat)

สามารถตรวจสอบ : รุ่นสมาร์ทโฟนที่มีสิทธิ์อัพเกรด Nougat ได้ที่ Siamphone.com

สุดท้ายระบบ Windows Phone คิดค้นโดยบริษัท Microsoft ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดิมทีมีจุดเริ่มต้นมาจาก Windows Mobile นั้นเริ่มมาตั้งแต่ยุคปลาย 90 ไล่พัฒนามาจนถึง Windows 10 อย่างในปัจจุบัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ..... 

โดยข้อดีส่วนของระบบปฏิบัติการ Windows 10 คือการมีความเสถียรในการใช้งาน แต่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจรวมถึงความเคยชินในการใช้งานสักหน่อยเพราะจะมีความซับซ้อนของอินเทอร์เฟส และก็จะมีข้อเสียอีกหนึ่งอย่างคือด้านของแอพฯ ที่มีตัวเลือกน้อยสุดในบรราดาสอง OS ข้างต้น

หมายเหตุ : ทุกระบบปฏิบัติการต่างมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่องหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ OS เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคืออะไรตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างเรามากที่สุดกับเงินที่เราได้จ่ายออกไป ทั้งในปัจจุบันก็มีตัวเลือกที่หลากหลายอีกด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดต่อการใช้เครื่องใดเครื่องหนึ่ง คือถามตัวเองว่าเราต้องใช้งานอะไรบ้าง แล้วลองมองปัจจัยอื่น ๆ ตามมา ขอบเขตที่ได้ก็จะแคบลง จากนั้นให้เราเลือกตามความชอบและงบประมาณที่เหมาะสมที่ตัวเองมี

ลำดับต่อไปเป็นเรื่องสำคัญผู้ใช้งานต้องเข้าใจศึกษารายละเอียดไว้บ้าง เกี่ยวกับเครือข่าย (1G, 2G, 3G, 4G LTE) กันบ้างว่าคืออะไร แตกต่างอย่างไร....? 

โดยเริ่มแรกของคลื่นความถี่นั้นได้ใช้ชื่อว่า First Generation หรือ 1G ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการโทรเข้าโทรออกนั่นเอง ซึ่งโทรศัพท์รุ่นแรกที่ได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวคือ โทรศัพท์จากเครือข่าย NTT ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้ครั้งแรกในปีค.ศ. 1979 หรือกว่า 37 ปีที่แล้ว ต่อมาในปีค.ศ. 1981 โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกของโลกที่ได้ใช้นั่นก็คือ Motorola DynaTAC 8000X

จนวันเวลาผ่านไปเริ่มเข้าสู่ยุค 2G หรือ 2nd Generation โดยจะเป็นการพัฒนาให้สามารถทำการส่งข้อความหากันอย่างที่เรารู้จักกันในชื่อ SMS (Short Message Service) นั่นเอง และก็ต้องบอกว่าได้กลายเป็นยุคที่โทรศัพท์มือถือฮิตอย่างรวดเร็วส่งผลให้มีการพัฒนาต่อเนื่องจนเกิดเทคโนโลยี GPRS ที่จะทำให้เราสามารถส่งข้อความแบบแนบรูปภาพ, เสียง, ข้อความในฉบับเดียว หรือก็ที่รู้จักกันในชื่อ MMS (Multimedia Messaging Service) 

ต่อมาถึงแม้ส่งรูปภาพ เสียงข้อความ ดาวน์โหลด Ringtone หรือว่าใช้เสียงเรียกเข้าแบบ True Tone ได้ แต่ทำไมจะเข้าสู่โลกออนไลน์ด้วยดีไวซ์พกพาไม่ได้ละ ดังนั้นจึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูล EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) ขึ้น ซึ่งจะยังคงมีความเร็วที่จำกัดอยู่ แต่เราก็สามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตได้แล้ว

สำหรับเทคโนโลยีในยุค 2G เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เราก็เรียกเหมารวมว่า GSM หรือ (Global System for Mobile Communication) 

สำหรับในยุคที่ 3 ของการติดต่อสื่อสาร หรือ 3G ต้องบอกว่าเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพราะทุกๆ อย่างสามารถทำได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยจะรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ การโทรศัพท์ทางไกล, การเล่นเกมออนไลน์, การรับชมความบันเทิง Streaming หรือการท่องโลกอินเทอร์เน็ตด้วยสปีดรวดเร็วกว่า 2G ขึ้นเยอะ แต่ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ในวงกว้างได้ดีนัก เนื่องจากยังมีข้อจำกัด

เชื่อว่าหลายคนเคยคิดว่าเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูงที่เราใช้กันทุกวันนี้อย่าง 4G LTE นั้นคืออย่างเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะคำว่า 4G คือความหมายที่ว่าเราอยู่ในยุคการพัฒนาครั้งที่ 4 แล้ว หรือ 4th Generation ส่วนคำว่า LTE หมายถึง Long Term Evolution โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนา การรับ-ส่งข้อมูลให้รวดเร็วมากขึ้นจากการนำพื้นฐานยุค 1G - 3G ทั้งหมดมาต่อยอดส่งผลให้สามารถทำความเร็วได้ถึง 100Mbps ถึง 1Gbps แล้วแต่ระดับของเทคโนโลยีในอุปกรณ์นั้น ๆ เช่น ระดับ Cat 4. (อัตราดาวน์โหลด 150 Mbps) และระดับ Cat 6. ทำอัตราดาวน์โหลดได้อีกหนึ่งเท่าตัวคือ 300 Mbps ซึ่งในปัจจุบันก้าวกระโดดถึง Cat 12. แล้ว ทำความเร็วมาถึง 600Mbps

อุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่รองรับ 4G ส่วนใหญ่จะระบุเป็น Band อาทิ 1/3/5/7 เสียมากกว่า ตัวเลขเฉพาะเจาะจง เหมือนกับคลื่น 3G ดังนั้นการที่จะเลือกซื้อรุ่นใดรุ่นหนึ่ง จึงเป็นเหตุผลแรกเลยที่ผู้ใช้งานต้องตรวจสอบเสียก่อนว่า สมาร์ทโฟนรุ่นนั้นรองรับคลื่น 4G ในประเทศที่เราใช้งานหรือไม่ 

 

เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับ 4G โดยเป็นระบบช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเดิมทีใช้งานแค่เพียงดาต้าเท่านั้น แต่เมื่อมีการรับสายหรือโทรออก ระบบจะทำการเปลี่ยนโหมดเป็น 2G หรือ 3G เท่านั้น ทว่าด้วยข้อจำกัดของการสนทนาในรูปแบบดังกล่าวจึงเกิดเป็นบริการ VoLTE ขึ้นมา โดยมีข้อดีดังต่อไปนี้

  • สามารถเชื่อมต่อคู่สายได้รวดเร็วกว่าเดิม (สมาร์ทโฟนต้นทาง-ปลายทาง ต้องรองรับการสนทนาแบบ VoLTE)
  • สนทนาแบบ Video Calling ได้ในระดับความละเอียด HD และ FullHD
  • ท่องโลกอินเทอร์เน็ต 4G ความเร็วสูงได้ไปพร้อมกับการโทร
  • สลับการคุยด้วยเสียงเป็นรูปแบบการสนทนาด้วยวิดีโอได้ทันที
  • เสียงสนทนามีความคมชัด และมีการรบกวนน้อย
  • ไม่คิดค่าใช้งานจากดาต้า แต่คิดตามแพ็กเกจ Voice ตามที่ได้สมัครไว้


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

การพัฒนาเทคโนโลยีย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด โดยใครบอกว่า 4G กลายเป็นอะไรที่สุดยอดแล้ว ทว่าไม่ใช่แบบนั้น เพราะความเร็วที่ได้ยังไม่ใช่จุดสูงสุด ดังนั้นจึงเกิดการต่อยอดเป็น 4G LTE - Advance 

 

4G LTE - Advance ใช้หลักการของการรวมคลื่นสัญญาณความถี่มาเพิ่มช่องแบนด์วิธให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและความกว้างของ Data มากขึ้น เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Carrier Aggregation "การรวมช่องสัญญาณ" หากโอเปอเรเตอร์มีคลื่นความถี่อยู่ เช่น 900/1800/2100 MHz สามารถนำคลื่นที่มีอยู่มาเพิ่มช่องสัญญาณให้กว้างขึ้น ซึ่งจะทำแบบนี้ได้ต้องอาศัยเสาสัญญาณที่มีอยู่ ณ พื้นที่นั้น ดังตัวอย่างในภาพ เห็นได้ว่าเดิมที 1 คลื่นสัญญาณทำความเร็วสูงสุด 75 Mbps ขณะเดียวกันถ้านำคลื่นความถี่มาเสริมจะสามารถทำความเร็วสูงถึง 150 Mbps เป็นต้น

สุดท้ายแล้วเรามาดูข้อสรุปกันหน่อยว่า การมาของ 4G มีประโยชน์อย่างไรในภาพรวม....?

  • กระตุ้นเศรษฐกิจทุกสัดส่วนทั้งทางตรงทางอ้อม และช่วยลดต้นทุน  
  • เปลี่ยนโมเดลธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัล
  • ยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตในทุกด้าน
  • เกิดผลิตภัณฑ์หรือการบริการในบริบทใหม่ๆ
  • เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ยุค Internet Of Things เต็มรูปแบบ
  • การติดต่อสื่อสารทั่วโลกจะไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป 

ต่อกันด้วยอีกหนึ่งเจนเนเรชั่นที่กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนา กับเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงกับยุคที่ 5 หรือ 5G ที่ตอนนี้หลายบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำก็กำลังค้นคว้าและทดลองตามประเทศชื่อดังทั้งหลาย ตามข้อมูลบอกว่าสามารถให้ความเร็วขั้นตํ่า 500 Mbps ไปจนถึง 10 Gbps เลยทีเดียว หมายความว่ากิจกรรมแต่ละอย่างของเราก็จะมีแต่ความรวดเร็ว ใช้ระยะเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวคาดว่าจะสามารถใช้งานได้จริงในปีค.ศ. 2020 หรือพุทธศักราช 2563

แน่นอนว่าก่อนสมัครแพ็กเกจท่องโลกอินเทอร์เน็ตของแต่ละโอเปอเรเตอร์จะมีคำเล่นอินเทอร์เน็ตได้ในปริมาณ 4GB ซึ่งถ้าหมดแล้วก็จะเหลือความเร็วเพียง 128 Kbps โดยความเร็วอันที่สองนี่ละครับที่หมายถึงเจ้า FUP ดังนั้นเรามาดูความหมายกันหน่อยว่าคืออะไร และมีเพื่ออะไร

สำหรับ FUP ย่อมาจาก Fair Usage Policy ซึ่งหมายถึงกฏเกณฑ์การใช้งานดาต้า (อินเทอร์เน็ต) บนเครือข่าย 3G/4G LTE ให้เป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน กล่าวคือเมื่อเราใช้บริการดาต้าครบตามที่ได้สมัครไว้ในแพ็กเกจ ทางผู้ให้บริการก็จะปรับความเร็วของอินเทอร์เน็ตลงโดยอัตโนมัติ

โดยจุดประสงค์ที่ทำ FUP ไว้นั้นก็เพื่อให้เกิดการใช้งานที่เท่าเทียมกัน ซึ่งสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้

นาย ก สมัครแพ็กเกจ A โดยจะสามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตได้ที่ดาต้าขนาด 4GB แต่นาย ก นั้นชื่นชอบที่จะดูหนังออนไลน์ และรับชม MV จาก YouTube อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งจะไม่ค่อยได้แชทเท่าไรนัก

นาย ข สมัครแพ็กเกจ A โดยจะสามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตได้ดาต้าขนาด 4GB แต่มีวิถีการใช้งานแค่เพียงการแชท ท่องเว็บ หรือดูโลกโซเชียลต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งนาย ข ไม่ชื่นชอบการดูหนังออนไลน์บนสมาร์ทโฟน เช่นเดียวกับ YouTube

เห็นได้ว่าทั้งสองมีลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน ซึ่งนาย ก ใช้แบนด์วิธสูงกว่านาย ข หลายเท่า แต่จ่ายเงินเท่าเทียมกัน 500 บาท คำถามคือเมื่อนาย ก ใช้งานขนาดนี้และหมดดาต้าที่กำหนดไว้ 4GB แล้ว จะยังสามารถใช้งานได้ต่อไปที่ความเร็วเท่าเดิม...?

ซึ่งดูเหมือนไม่แฟร์กับนาย ข เท่าไรนักทั้งที่จ่ายเท่ากัน แต่นาย ก ยังมาใช้งานได้ที่ความเร็วเท่าเดิม ดังนั้นในหลายประเทศจึงออกกฏเกณฑ์ FUP ขึ้นมา เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างเท่าเทียมกัน และไม่เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนของผู้ให้บริการสัญญาณ สำหรับการต้องลงทุนเสาสัญญาณเพิ่ม เพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการ

 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

หลังจากได้รู้เรื่องราวของเทคโนโลยีไร้สายกันไปแล้ว เรามาสรุปคลื่นความถี่ภายในบ้านเรากันหน่อยว่าแต่ละผู้ให้บริการ (โอเปอเรเตอร์) นั้นมีอะไรอยู่ในมือบ้าง...?


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

หมายเหตุ : ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติม AIS, dtac, True Move H

โดยจะเห็นได้ว่าโอเปอเรเตอร์ True นั้นถือครองคลื่นความถี่ของสัญญาณมากที่สุด

รองลงมา Dtac ประเด็นสำคัญ สองปีข้างหน้าคลื่นสัญญาณ 850/1800 จะหมดสัญญาลงทำให้ถ้าดีแทคไม่สามารถประมูลคลื่นเดิมได้ก็จะเหลือเพียงคลื่น 2100MHz เท่านั้น ดังนั้นอาจทำให้การดำเนินธุรกิจขาดความเชื่อมั่นจากผู้ใช้และผู้ถือหุ้นก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าติด ตามกันครับว่า ดีแทคมีการวางแผนเตรียมการอย่างไร...?

ฝั่ง AIS ถึงแม้จะครองแค่ 3 คลื่น แต่ก็มีสัญญาผูกพันในระยะยาว จึงถือได้ว่าลอยตัวไปแล้ว

เชื่อว่าหลายคน อาจสงสัยว่าจะครอบครองคลื่นเยอะๆ ไปทำไม : ข้อดีการมีคลื่นสัญญาเยอะ ๆ อยู่ในกำมือ หมายความว่านอกจากการบริการที่มีประสิทธิภาพแล้วยังเสมือนมีแต้มต่อในการทำธุรกิจที่แตกแขนงออกไป "จะหยิบจะทำอะไรก็สะดวก คิดสร้างสรรค์บริการต่อยอดขึ้นไป"

หลังจากทราบข้อมูลของคลื่นความถี่แล้ว ต่อไปเรามาสรุปกันหน่อยว่าปัจจุบัน ในบ้านเรานั้นใช้คลื่นความถี่อะไรกันอยู่บ้าง เพื่อที่จะได้เลือกซื้อสมาร์ทโฟนกันถูก....?

สำหรับคลื่น 2G : มีเพียงแค่ 2 คลื่นเท่านั้น คือ 900/1800 MHz และในอนาคตก็อาจจะถูกนำมาใช้งานบนเครือข่าย 3G และ 4G นั่นหมายความว่าจะไม่มีคลื่นดังกล่าวให้ใช้งานอีกต่อไปแล้ว

โดยคลื่นความถี่ 3G แบ่งออกเป็น : 850 / 2100 MHz

สุดท้ายคลื่นความถี่ 4G : มีหลากหลายคลื่นความถี่และสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในบ้านเราก็รองรับการใช้งานอยู่แล้ว แบ่งออกเป็น 900 / 1800 / 2100 MHz

หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ : วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

อย่างไรก็ตามในอนาคต อาจมีการนำคลื่นความถี่มาประมูลเพิ่มเติม เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจการติดต่อสื่อสารนั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไม่น้อยนอกจากนั้นยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุที่ว่าการมีปัจจัยพื้นฐานอย่างเพรียบพร้อม

ดังนั้นแล้วถ้าหากผู้ใช้งานต้องการหาสมาร์ทโฟนสักรุ่นหนึ่ง เพื่อเตรียมพร้อมการใช้งานเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง 4G LTE ในอนาคตก็ควรที่จะหารุ่นที่รองรับคลื่นความถี่ 700 / 850 / 900 / 1800 / 2100 / 2300 / 2600 MHz หรือ Band 1 / 3 / 5 / 7 / 8 / 17 / 40

แน่นอนว่าเรื่องของอินเทอร์เน็ตนอกจากมีคำอธิบายของกลุ่มต่างๆ กันไปแล้ว เรามาดูกันอีกด้านหนึ่งคือเมื่อเชื่อมต่อเข้าสู่โลกออนไลน์ สัญลักษณ์ที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสมาร์ทโฟนนั้นหมายถึงอะไร มีหน้าที่อย่างไร.....? 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคที่การติดต่อสื่อสารไร้สาย กลายเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยขับเคลื่อนชีวิตและสิ่ง ของรอบตัว รวมถึงการทำธุรกิจต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ แต่การใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนนอกจากใช้งาน Wi-Fi แล้ว หลายคนก็คงคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ 3G, H, H+, 4G LTE และ 4G LTE-A ที่จะปรากฏขึ้นใกล้ๆ แถบคลื่นความแรงของสัญญาณ แล้วสงสัยกันไหมว่าคืออะไร (ไม่ขอกล่าวถึงยุค GPRS กับ EDGE) ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงจาก (http://telecomtalk.info)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สัญลักษณ์ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือต้องโทรเข้า-โทรออก ซึ่งหากเราตั้งค่าเปิด 3G - 4G ไว้ สัญลักษณ์ก็จะแสดงขึ้น

สำหรับสัญลักษณ์ 3G : หมายถึงว่าเปิดการใช้งานการเชื่อมต่อระดับ 3G อยู่ โดยความเร็วก็จะอยู่ที่ประมาณ 384 kbps เท่านั้น

สัญลักษณ์ H : พัฒนามาอีกขั้น ยังอยู่ในระดับเทคโนโลยี 3G เหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือระดับความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะสามารถทำความเร็วได้ประมาณ 7.2 Mbps 

สัญลักษณ์ H+ : ถูกพัฒนาให้มีความเร็วแรงกว่าเดิม ในยุคการเชื่อมต่อินเทอร์เน็ตเจนเนอเรชั่นที่ 3 สามารถทำความเร็วสูงสุดจากการผสมผสานเทคโนโลยี Wi-Fi MIMO จะอยู่ที่ประมาณ 337.5 Mbps (อ้างอิง en.wikipedia.org

สัญลักษณ์ 4G หรือ LTE : ในยุคที่บ้านเราเดินทางมาถึงการบริการ 4G เต็มรูปแบบเช่นนี้ นั่นหมาย ความว่าถึงแม้จะอยู่ไกลแค่ไหนกี่กิโลเมตร เราสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความแรงถึง 100 Mbps หรือขึ้นไป ทำให้โลกทั้งใบถูกย่อลงมาไว้ในสมาร์ทโฟนเท่านั้น

สัญลักษณ์ 4G+ : อีกหนึ่งขั้นของการพัฒนามาจาก 4G โดยเป็นการรวมคลื่นสัญญาณดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งก็จะทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ความเร็วที่ดีกว่าเดิม ด้วยอัตราการดาวน์โหลดอาจสูงสุดถึง 1 Gbps เลยทีเดียว

ตัวย่อเยอะแยะไปหมดแล้ว การเชื่อมต่อแบบใดช้าสุดเร็วสุด "การเชื่อมต่อระดับ 4G+ ก็มีความเร็วสูงที่สุดส่วน 3G ช้าที่สุด" ส่วนการขึ้นโชว์ของสัญลักษณ์ขึ้นอยู่กับสเปกของตัวเครื่องด้วย เพราะบางแบรนด์จะไม่ได้แยกแยะไว้ให้ และส่วนความเร็วการเชื่อมต่อต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ในช่วงเวลานั้นกับบริเวณนั้นๆ 

ลำดับต่อไปการตั้งค่าเชื่อมต่อสัญญาณแบบใด อาทิ 4G/3G/2G, 3G หรือ 4G เท่านั้นกรณียอมรับทุกการเชื่อมต่อทั้ง 3 แบบ หมายความว่าสมาร์ทโฟนของเราสามารถเชื่อมต่อสัญญาณได้ทุกรูปแบบ จึงส่งผลให้มีการสวิซท์ หรือสลับเปลี่ยนสัญญาณเกิดขึ้น แล้วสงสัยกันไหมว่าเพราะอะไร...?

สำหรับการสลับปรับเปลี่ยนสัญญาณ เกิดจากตัวสมาร์ทโฟนก็จะมองหาคลื่นสัญญาณที่ดี เสถียร และแรงที่สุดตามที่ตั้งค่าไว้ ยกตัวอย่าง "หากเราอยู่ในพื้นที่บางเขนการเชื่อมต่ออาจทำได้แค่ระดับ H+ เท่านั้น ทว่าถ้าเดินทางไปในเมือง เช่น ที่อนุสาวรีย์ และมีสัญญาณ 4G และ 4G+ ให้บริการอยู่ ตัวดีไวซ์ของจะปรับเปลี่ยนไปเชื่อมต่อคลื่นเร็วแรงแทนตามบริเวณที่มีเสาสัญญาณอยู่ เป็นต้น

หลังจากดูเรื่องราวของสัญลักษณ์และ 3G กับ 4G กันแล้วลำดับต่อไปมาดูในส่วนโรมมิ่งบ้างว่าคืออะไร 

โรมมิ่ง หรือ Roaming : บริการข้ามแดนอัตโนมัติระหว่างประเทศ ที่จะสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนขณะอยู่ต่างประเทศ ทั้งโทรออก รับสาย ส่งข้อความ SMS และเล่นอินเตอร์เน็ต หรือดาต้าได้สะดวกสบาย (ขึ้นอยู่กับแต่ละโอเปอเรเตอร์ว่ารองรับในประเทศไหนบ้าง) ไม่ต้องไปหาโทรศัพท์สาธารณะ หรือ ซื้อบัตรเพื่อโทรศัพท์ในต่างประเทศ เพียงแต่ผู้ใช้ก็ต้องรับรู้ว่าค่าใช้จ่ายสูงมากไม่ว่าจะเป็นแบบ Voice และ SMS เนื่องจากต้องทำการเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าหากัน โดยค่าบริการจะเป็นอย่างไรก็จะขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่เราใช้ในประเทศ รายละเอียดเพิ่มเติมมีดังนี้

เตรียมตัวให้ดีหากใช้งานซิมการ์ดในประเทศ ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ

อย่างที่เกริ่นข้างต้นการใช้งานต่างประเทศจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง และไม่เท่ากันด้วยในแต่ละโซนประเทศ ดังนั้นทางที่ดีหากเราไม่ต้องการจะยุ่งยากไปวิ่งหาซิมการ์ดหรือเปิดบริการเบอร์โทรศัพท์ การใช้เบอร์เดิมที่เราใช้อยู่ภายในประเทศก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน

แต่ข้อสำคัญคือก่อนเดินทางก็จะต้องศึกษารายละเอียดให้ดีด้วยการไปคุยที่ศูนย์บริการดีที่สุด ไม่ควรพูดคุยผ่าน Callcenter เพื่อที่ว่าเราจะได้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย และไม่มีบิลค่าบริการสุดช็อกที่เกิดมาจากความเข้าใจผิดกันหรือพูดคุยขาดตกบกพร่อง นอกจากนี้ยังได้คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ครบถ้วนอีกเช่นกัน 

วิธีปิดบริการโรมมิ่งในสมาร์ทโฟน

ระบบปฏิบัติการ iOS

โดยผู้ใช้จะต้องเข้าไปที่การตั้งค่า เลือกหัวข้อเซลลูล่าร์ < เลือกตัวเลือกข้อมูลเซลลูลาร์ < เลือกดาต้าโรมมิ่งว่าต้องการจะเปิดหรือปิด ตัวอย่างภาพมีทั้งแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

  

  

ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมนูการตั้งค่าเพิ่มเติม < เครือข่ายมือถือ < การโรมมิ่งข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น...

  

  

  

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละผู้ให้บริการ....

ทำความรู้จัก Full NetCom 3.0 เทคโนโลยีใหม่ของการติดต่อสื่อสารบนสมาร์ทโฟน 

เชื่อว่าใครหลายคนคงเข้าใจกันไปแล้วว่าชื่อเรียกดังกล่าวนั่นหมายถึงการที่ชิมการ์ดที่หนึ่งรองรับการใช้งาน 4G/3G ส่วนซิมการ์ดที่สองรองรับการใช้งาน 3G แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่นะครับ 

ความจริงคือ เทคโนโลยีดังกล่าวหมายถึงการที่อุปกรณ์รองรับการใช้งาน 3 เครือข่ายโอเปอเรเตอร์ที่อยู่ในประเทศจีน ได้แก่ China Mobile, China Union และ China Telecom ส่วนคำว่า FullNet ได้ย่อมากจากการที่รองรับการเชื่อมต่อทั้งสามค่ายข้างต้นพร้อมกัน สุดท้าย 3.0 หมายถึงเดินทางมาในยุคที่ 3 แล้วนั่นเองครับ (อ้างอิง xiaomidevice.com)

แล้วทำไมใครๆ ก็บอกว่า การเชื่อมต่อรูปแบบดังกล่าวคือ FullNetCom 3.0 อาจจะเป็นเพราะยังไม่มีคำจำกัดความเรียกเท่านั้นเอง

  

 

ลำดับต่อไปมาดูในด้านการทำความรู้จักเรื่องราวของสมาร์ทโฟนแบบเจาะลึกขึ้นอีกว่าแต่ละอย่างนั้นคืออะไรบ้าง ...? 

1. เริ่มกันที่วัสดุของตัวเครื่องกันก่อน โดยปัจจุบันผู้ผลิตหลายแบรนด์ส่วนใหญ่ เลือกใช้พลาสติกกับโลหะในการทำบอดี้ตัวเครื่อง ซึ่งมีข้อแตกต่างดังต่อไปนี้ 

สำหรับพลาสติกนั้นจะมีข้อดีที่นํ้าหนักเบา และสามารถทำลวดลายได้มากกว่าโลหะ รวมถึงทำให้สมาร์ทโฟนจะมีราคาที่ถูก ดังนั้นในรุ่นประหยัดเราจึงจะพบเห็นตัวเครื่องเป็นวัสดุพลาสติกซะส่วนใหญ่ แต่ข้อเสียก็คือการระบายความร้อนที่ไม่สามารถทำได้ดีเท่าโลหะ

ส่วนของโลหะกันบ้าง ปัจจุบันรุ่นกลางไปจนถึงรุ่นท็อป ก็มีการนำวัสดุโลหะมาเป็นบอดี้ตัวเครื่อง เพื่อเพิ่มแรงดึงดูดให้กับผลิตภัณฑ์ให้มีความหรูหรา สวยงาม ข้อดีคือจะสามารถระบายความร้อนได้ดีกว่าพลาสติก แต่มีนํ้าหนักมากกว่า และให้ความรู้สึกจับถือได้มั่นคง

เริ่มมีหลายแบรนด์นิยมหันมาใช้มากขึ้นแล้วนั่นคือ "กระจก" เพราะให้ทั้งความเงางาม ดูพรีเมี่ยม ยังให้ความแข็งแรงระดับหนึ่งอีกด้วย เนื่องจากผู้ผลิตใช้กระจกจาก Corning Gorilla Glass หรือว่าเลือกใช้กระจกที่ผลิตมาจากแร่แซฟไฟร์ เป็นต้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยรอยนิ้วมือ รวมถึงราคาแพง

หมายเหตุ : กระจกในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า นำมาทำบอดี้ตัวเครื่อง แต่จะนำมาครอบทับไว้กับด้านหน้าจอและฝาหลังเท่านั้น

2. ด้านหน้าจอ นับได้ว่าในปัจจุบัน นั้นถูกพัฒนามาไกลเลยทีเดียว ซึ่งหากย้อนไปในอดีตคือขาวดำ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปกับมาถึงจุดที่แม้แต่สายตายังแยกแยะสีไม่ออกว่าคมชัดขนาดไหน เพราะฉะนั้นเรามาทำความรู้จักกันหน่อยว่ามีอะไรบ้าง 

เริ่มกันที่ขนาดกว้างก่อนเพราะยังมีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าวัดอย่างไรสำหรับความกว้างนั้นจะวัดจากแนวทะแยงมุมของจอมุมหนึ่งไปยังอีกมุมที่ตรงข้ามกัน ซึ่งก็จะทำให้ได้ขนาดกว้างออกมา อย่างไรก็ตามขนาดของหน้าจอจะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไปดังต่อไปนี้

  • ขนาดกว้าง 4 - 5 นิ้ว สามารถพกพาได้สะดวกจับถือถนัดมือไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ข้อเสียคือมองเห็นรายละเอียดต่างๆ ยากสักหน่อยเพราะหน้าจอที่เล็ก
  • ขนาดกว้าง 5.1 นิ้ว - 7 นิ้ว อยู่ในขอบเขตที่พกพาแต่อาจลุ่มล่ามเพราะขนาดหน้าจอที่ใหญ่ ทว่าจะทำให้เรานั้นเต็มอิ่มกับคอนเทนต์ได้อย่างสะใจ
  • มากกว่า 7 นิ้ว แน่นอนว่าชมคอนเทนต์ครบทุกรายละเอียด ทว่าก็ต้องแลกด้วยการพกพาที่ลำบาก 

หลังจากรู้ข้อดีข้อเสียของความกว้างหน้าจอกันไปแล้ว สิ่งที่ต้องมาคู่กันคือความละเอียดของหน้าจอ โดยในปัจจุบันได้ก้าวกระโดดไปถึงความละเอียด 4K แล้วดังนั้นจึงขอไล่เรียงอันดับให้ได้ทราบกันว่าอะไรคมชัดสุด...?

  • qHD (Quarter of High-Definition) เป็นระดับความละเอียดที่นิยมใช้กับสมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก ซึ่งมีความละเอียดอยู่ที่ 960 x 540 พิกเซล
  • HD (High-Denfinition) นิยมใช้กับรุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นกลาง มีความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล
  • FullHD (Full High-Definition) นิยมใช้กับรุ่นกลาง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล
  • Quad-HD หรือ 2K ส่วนใหญ่จะอยู่ในบรรดารุ่นท็อป ด้วยความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล
  • Ultra HD หรือ 4K (Ultra High Definition) โดยรุ่นแรกของโลกที่ใช้ความละเอียดนี้คือ Sony Xperia Z5 Premium มาพร้อม 3840 x 2160 พิกเซล

แต่สิ่งสำคัญคือความละเอียดหน้าจอ นั้นถึงแม้จะสูงเพียงใด สายตาก็ไม่สามารถแยกแยะได้อย่างเห็นชัด ทั้งหน้าจอของสมาร์ทโฟนเล็กเกินไป ซึ่งความละเอียด 2K - 4K จะเห็นความแตกต่างต่อเมื่ออยู่บนหน้าจอความกว้าง 50 นิ้วขึ้นไป โดยต้องบอกว่าภาพที่ได้นั้นคมกริบเลยทีเดียว

แล้วจึงมีคำถามตามมาคือ ในเมื่อไม่สามารถแยกแยะเฉดสีอย่างเห็นได้ชัดบนหน้าจอสมาร์ทโฟนแล้วหลากหลายแบรนด์จะนำมาใช้งานบนดีไวซ์ทำไม...?

คำตอบคือ : เพื่อสร้างความแตกต่างเมื่อแบรนด์แรกนำมาใช้ แบรนด์อื่นก็ตามมาใช้เช่นกัน ทั้งยังถูกวางตำแหน่งทางการตลาดไว้ว่าเป็นจำพวกรุ่นท็อป ซึ่งก็ตามมาด้วยราคาที่สูงกว่านั่นเอง

หนึ่งในคุณสมบัติที่ไม่ควรมองข้าม 

โหมดตัดแสงสีฟ้า (Blue Light Cut) : โดยสมาร์ทโฟนในปัจจุบันหลายรุ่น ต่างก็เริ่มมีฟีเจอร์ดังกล่าวให้กับผู้ใช้งาน เป็นทางเลือกสำหรับการใช้งานตอนกลางคืน ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานแล้ว ตัวดีไวซ์จะตัดแสงสีออกไปทันที แบ่งเป็นระดับน้อยไปถึงมาก ตามแต่ผู้ใช้ต้องการ ทำให้ช่วยถนอมสายตามากขึ้น ทางที่ดีผู้ใช้ควรตระหนักไว้ว่า "ใช้งานสมาร์ทโฟนแต่พอดีเหมาะสม ไม่ควรยึดติดให้มากเกินไป เพราะร่างกายของเราจะไม่ปกติ" ทำไมผมถึงบอกว่าไม่ปกติ ลองมาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากแสงสีฟ้ากันครับ ข้อมูลอ้างอิงจาก (Harvard Health Publication) และความผิดปกติที่เกิดจากการนอนน้อย อ้างอิงข้อมูลจาก (businessinsider.com)

สำหรับแสงสีฟ้ามักพบเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีอนุภาพสูง โดยสามารถทะลุทะลวงได้ถึงจอประสาทตาทำให้เมื่อรับแสงเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้ดวงตารู้สึกเหนื่อยล้า ตาแห้ง และถ้ารับติดกันเป็นระยะเวลานานทุกวัน อาจส่งผลร้ายจนเป็นต้อกระจก ซึ่งช่วงกลางวันเราอาจไม่ค่อยรู้สึกเท่าไรนัก เนื่องจากมีแสงอยู่รอบตัว แต่เมื่อใดที่บริเวณนั้นไม่มีแสงเพียงพอหรือมืดไปเลย แล้วยังได้รับแสงสีฟ้าอยู่อันตรายเกิดขึ้นแน่นอน เพราะนอกจากสายตาจะเสีย ยังส่งผลให้สมองไม่สามารถแยกแยะว่านี่คือเวลานอน หรือเวลากลางวัน ทำให้เกิดอาการหลับยาก และเมื่อนอนน้อยส่งผลดังนี้

  • ขี้หลงขี้ลืม การจดจำสั้นลง : เนื่องจากการนอนน้อยส่งผลให้สมองพักไม่เต็มที่ จึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานก็ถดถอยลงไปด้วย
  • เมื่อนอนไม่หลับ ก็จะกลายเป็นโรคหลับยาก : ส่งผลให้ร่างกายพักผ่อนน้อย ระบบต่างๆ ในร่างกายก็จะผิดเพี้ยน ก่อเกิดโรคตามมา
  • เครียดสะสม : เกิดความเพลียและฮอร์โมนเมลาโทนินถูกยับยั้ง อาการหงุดหงิดย่อมเกิดขึ้น


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

3. ด้านหน่วยประมวลผล 

ปัจจุบันมีผู้ผลิตชิปเซ็ตประมวลผลที่นิยมใช้กัน 5 ค่าย Qualcomm, MediaTek, Intel, Exynos และ Nvidia โดยแบ่งหน่วยประมวลผล (Central Processing Unit หรือ CPU) ออกเป็น Dual-core, Quad-core, Octa-core และ Deca-core ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักกันว่าแต่ละอย่างคืออะไร

สำหรับ CPU Dual-core เป็นหน่วยประมวลรุ่นเล็กสุดซึ่งก็มีแกนทำงานเพียง 2 แกนในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ส่วน Quad-core ได้เพิ่มแกนทำงานขึ้นมาอีก 2 แกนเป็นทั้งหมด 4 แกน จนพัฒนามาเป็น Hexa-core หรือ 6 แกนประมวลผล และมีหน่วยประมวลผลยอดฮิตที่หลายแบรนด์นิยมใช้กันคือ CPU Octa-core กับหน่วยประมวลผล 8 แกน สุดท้ายอีกหนึ่งความก้าวหน้าของวงการชิปเซ็ตสมาร์ทโฟนที่ภายในปีพุทธศักราช 2559 เราจะได้เห็นกันอย่างแน่นอนนั่นคือ CPU Deca-core กับคุณสมบัติการประมวลผล 10 แกน โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 กลุ่ม (Tri-cluster CPU) คลิกอ่านข่าวเปิดตัวชิปเซ็ตดังกล่าวได้ที่ Siamphone.com

แต่ถ้ายังไม่เข้าใจนักก็ให้ลองนึกภาพดูว่าเมื่อเริ่มแรกเรามีคนทำงานเพียง 2 คน (Dual-core) ทว่ามันคงดีกว่าถ้าเราทำงานใดงานหนึ่งถึง 4 คน และแน่นอนว่าถ้าเราจะทำงานใดงานหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ 10 คน (CPU Deca-core) มันก็ดีกว่าแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงเปรียบ CPU ได้กับแรงงานที่ยิ่งมีมากยิ่งดี

อย่างไรก็ตามถึงแม้หน่วยประมวลผลต่อท้าย (Dual-core, Quad-core หรือ Octa-core) จะเร็วมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ได้ความว่าจะมีประสิทธิภาพที่ดีตามไปด้วย ซึ่งชิปเซ็ตบางตัวบอกปริมาณเท่านี้ แต่ผลที่ได้กับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วต้องลองหาข้อมูล และลองเล่นดูก่อนตัดสินใจซื้อดีที่สุด แต่ต้องคำนึงถึงหน่วยประมวลผลที่มีอยู่ด้วย เพราะถ้าใช้เพียง Quad-core แต่ไปใช้งานหนัก ๆ มากเกิน อาจไม่เหมาะสม

4. 32 บิต กับ 64 บิต ต่างกันอย่างไร 

เชื่อว่ายังมีหลายคนสงสัยกันว่า ทำไมถึงต้องมี 32 บิต หรือ 64 บิต เพราะคงต้องบอกว่าการประมวลผลของสมาร์ทโฟนนั้นมีหลักการเดียวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งสาเหตุที่ต้องมี 64 บิต เพราะว่าบางแอพ ฯ นั้นต้องอาศัยการคิดคำนวณที่มีความซับซ้อน เช่นเดียวกับการพัฒนาของระบบปฏิบัติการที่จะต้องมีฟีเจอร์ต่าง ๆ มากขึ้น โดยถ้าหากใช้บิตที่น้อยในการทำงาน อาจเกิดการติดขัดและไม่ลื่นไหล เพราะฉะนั้นการที่เราใช้สมาร์ทโฟนที่รันบนสถาปัตยกรรมแบบ 64 บิต จึงดีกว่าที่เลือกซื้อรุ่น 32 บิต อย่างแน่นอน และในอนาคตสมาร์ทโฟนแบบ 32 บิตจะหมดยุคไปในที่สุด

5. ด้านหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPU) 

อย่างที่ใครหลายคนทราบกันว่าถ้าเราจะเล่นเกมใดเกมหนึ่งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ นั้นก็จะต้องมีหน่วยประมวลกราฟฟิกเสียก่อน หรือที่เรามักเรียกกันว่าการ์ดจอ บนสมาร์ทโฟนก็เหมือนกัน ซึ่งเดิมทีนั้นจะมอบหน้าที่ดังกล่าวให้กับ CPU แต่ผลลัพธ์ที่ได้ไม่มีประสิทธภาพมากพอ ทั้งก็ยังทำให้เครื่องอืดและร้อนโดยปริยาย ดังนั้นจึงมีการแยกการทำงานออกจากกัน เพื่อมุ่งเน้นการทำงานให้ตรงจุดประสงค์ 

ส่วน GPU มีความสำคัญอย่างไร หากจะเล่นเกมกราฟฟิกสูงๆ ต้องยกให้หน่วยประมวลผลดังกล่าวเรนเดอร์ภาพ ซึ่งหลักการเหมือนกับคอมพิวเตอร์เลย ถ้าเป็น GPU รุ่นล่างจะไม่สามารถเล่นเกมได้มีประสิทธิภาพมากนัก 

6. ด้าน Ram 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การใช้งานสมาร์ทโฟนมีความลื่นไหล โดยเฉพาะระบบแอนดรอยด์ที่ต้องอาศัย Ram ขนาดอย่างน้อย 2GB ด้วยเหตุที่มีฟีเจอร์ต่าง ๆ มาสนับสนุนการทำงานมากกว่าระบบปฏิบัติการอื่น ๆ อีกทั้งยังสามารถใช้งานแบบ Multitasking ไหลลื่นขึ้นเช่นกัน 

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถามว่า แล้วสมาร์ทโฟนที่มี Ram ขนาด 4GB อย่างที่วางจำหน่ายกัน นี่มันเกินความพอดีหรือไม่...?

ต้องบอกว่าถึงแม้จะมีเยอะ ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไปเพราะต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิ ระบบปฏิบัติการที่ต้องอาศัยแรมในการขับเคลื่อนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้ามีฟีเจอร์มากก็ต้องใช้มาก และด้านหน่วยประมวลผล (CPU) จะผสมผสานการทำงานได้ลงตัวมากน้อยแค่ไหน หรืออธิบายง่ายๆ ว่าต้องมีความสัมพันธ์กันนั่นเอง แต่ในทางทฤษฏีแล้วถ้ามี Ram มากการทำงานก็จะรวดเร็ว เช่น การทำงานแบบ Multitasking หรือการเรียกใช้งานฟังก์ชั่น รวมถึงแอพ ฯ ต่างๆ

และในปัจจุบันเองก็มี Ram สูงถึง 6GB กันไปแล้ว เพราะฉะนั้นมาหาคำตอบกันว่า มันเกินความจำเป็นหรือไม่

นอกจากนี้บางแอพ ฯ ยังต้องการ Ram ที่สูงด้วย เพื่อให้เกิดการทำงานไหลลื่น ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าระบบแอนดรอยด์ต้องมี 2GB หรือขึ้นไป ส่วนระบบปฏิบัติการ iOS และ Windows Phone จะมี Ram 1GB ก็เพียงพอต่อการใช้งานเบื้องต้นแล้ว แต่ปัจจุบันก็ขยับขึ้นไป 4 - 6GB แล้วเช่นกัน 


Asus ZenFone 2 สมาร์ทโฟน Ram 4GB เครื่องแรกของโลก

7. ด้านพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน (Rom) 

นับได้ว่าปัจจุบันหน่วยความจำภายในนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม เพราะว่าการใช้งานแอพ ฯ ต่างก็ต้องใช้พื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลอยู่เสมอโดยเฉพาะในสมาร์ทโฟนรุ่นที่มี Rom เพียง 8GB หรือ 16GB คงต้องเหนื่อยหน่อย เพราะต้องหมั่นลบแอพฯ หรือเคลียร์ไฟล์ขยะอยู่ตลอด ดังนั้นทางที่ดีถ้าผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะเลือกซื้อรุ่นใดให้มองหา รุ่นที่มีพื้นที่เก็บข้อมูลภายในมากกว่า 16GB ขึ้นไปจะดีกว่า

  

8. ด้านพื้นที่เก็บข้อมูลภายนอก (MicroSD Card) 

แน่นอนว่าการมีสมาร์ทโฟนที่รองรับ MicroSD Card นั้นทำให้เราไม่ต้องปวดหัวยุ่งยากในการลบ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน อย่างไรก็ดีส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะรองรับ 32/64/128GB/200GB และมากที่สุดก็คือ 2TB เพียงแต่ยังไม่มีวางจำหน่ายเท่านั้นเอง ซึ่งก่อนซื้อ MicroSD Card มาใส่เราจึงจำเป็นต้องตรวจสอบก่อนว่ารุ่นนั้น ๆ สามารถใช้งานได้สูงสุดเท่าใด

และตรวจดูความจุที่สมาร์ทโฟนรองรับแล้วผู้ใช้ต้องทราบด้วยว่า MicroSD Card นั้นมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลจากการแบ่ง Class ออกเป็น 2/4/6/8/10 โดยเลข 10 มีความเร็วขั้นตํ่าสูงสุด สำหรับเลขคลาสเราสามารถดูได้จากตัวเลขที่อยู่ในวงกลม.... 

  • Class 2 ความเร็วในการเขียนข้อมูลขั้นต่ำ 2 MB / วินาที
  • Class 4 ความเร็วในการเขียนข้อมูลขั้นต่ำ 4 MB / วินาที
  • Class 6 ความเร็วในการเขียนข้อมูลขั้นต่ำ 6 MB / วินาที
  • Class 10 ความเร็วในการเขียนข้อมูลขั้นต่ำ 10 MB / วินาที

และถึงแม้จะมีคลาสแล้วใน MicroSD Card ก็ยังมีอีกหนึ่งประเภทที่ไม่ควรมองข้ามคือการเขียนข้อมูลแบบ Ultra-High Speed Bus หรือที่รู้จักกันในชื่อ UHS โดยประเภทดังกล่าวจะมีคุณสมบัติการเขียนข้อมูลเร็วกว่า Class 10 และมีอัตราความเร็วอยู่ที่ 30 - 312 Mbps ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประเภทการ์ด (คลิกอ่านบทความเพิ่มเติม)

ข้อมูลอ้างอิง : www.sdcard.org


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

แล้วทำไมเราต้องใช้การ์ด MicroSD Card คลาสสูง ๆ เป็นเพราะอะไร...?

สำหรับการเลือกซื้อ MicroSD Card ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานของเรา โดยหากใช้งานทั่วไปก็ไม่ต้องเลือกซื้อคลาสสูงมาก Class 4 - Class 6 เพียงพอแล้ว แต่ถ้าชอบบันทึกวีดีโอแบบ FullHD ควรต้องซื้อ Class 10 เพราะการเขียนข้อมูลขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องลงการ์ด ต้องมีความเร็วที่เพียงพอ ไม่เช่นนั้นก็จะเขียนไม่ทัน ส่งผลให้เกิดอาการสะดุด

และถ้าบันทึกวีดีโอระดับ 4K ก็ต้องใช้การ์ด MicroSD แบบ UHS อย่างไรก็ตามเราก็ควรต้องตรวจเช็คด้วยว่าสมาร์ทโฟนของเรานั้นรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกได้แบบไหนบ้างไม่เช่นนั้นเมื่อซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ อาจเสียเงินฟรี

แน่นอนว่าถ้าหากต้องการใช้ MicroSD Card ประสิทธิภาพสูงๆ ย่อมต้องจ่ายในราคาที่แพง ดังนั้นจึงเกิดขึ้นอีกหนึ่งทางเลือกคือของปลอมที่ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้มีวางจำหน่ายกันเพียบเลย เพราะฉะนั้นแล้วเรามาดูข้อแนะนำกันหน่อยว่า ควรเลือกซื้อและป้องกันอย่างไร

วิธีป้องกันและตรวจเช็คการ์ด MicroSD จะทำได้อย่างไรบ้าง....? 

ถ้าหากซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

ถ้าหากเราซื้อ MicroSD Card ผ่านช่องทางออนไลน์ แน่นอนว่ารูปของสินค้าที่นำมาแปะอาจเป็นของจริง หรือของปลอม และเราไม่สามารถแยกแยะตรวจสอบได้ ดังนั้นวิธีตรวจสอบเบื้องต้นคือ...

  • MicroSD Card ของแท้ต้องมียี่ห้อที่เรานั้นคุ้นหู หรือเคยได้ยิน ถ้าบนการ์ดเขียนเพียงความจุ ระดับ Class และตัวอักษรดูผิดเพี้ยนดูไม่มีมาตรฐาน ควรมองข้ามไปซะ
  • ตรวจสอบสินค้าประเภทเดียวกันจากผู้ขายหลายราย ว่ามีราคาสินค้าต่างกันมากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นข้อเปรียบเทียบ แต่ก็อย่าลืมว่าถึงแม้จะมีราคาแพงใช่ว่าจะเป็นของจริง เพราะเราไม่ได้เห็นสินค้าด้วยตา 
  • อ่านคอมเม้นท์คนอื่นที่เข้ามาซื้อสินค้าแต่ละผู้ลงขายรายการสินค้า เพื่อตรวจสอบว่ามีการ Feedback อย่างไรบ้าง
  • เปรียบเทียบจากร้านค้าตัวแทนจำหน่ายภายนอก ที่ไม่ใช่ช่องทางออนไลน์ และต้องเชื่อถือได้มีมาตรฐาน เพื่อเช็คดูว่ามีข้อแตกต่างด้านราคาและความสามารถมากน้อยแค่ไหน
  • ก่อนทำการสั่งซื้อสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทใดควรอ่านกฏเกณฑ์ของช่องทางออนไลน์นั้นๆ ให้ดีเสียก่อน 
  • สุดท้ายเมื่อสินค้าแล้ว จดชื่อผู้ลงขาย หรือข้อมูลต่าง ๆ ไปจนถึงหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในครั้งนี้ไว้ให้ดี เพื่อใช้เป็นข้อพิสูจน์ต่อการยื่นเรื่องนำเงินคืน และแจ้งจับผู้กระทำผิด หากสินค้านั้นเป็นของปลอม

ถ้าหากซื้อด้วยตัวเองผ่านร้านค้าทั่วไป

แน่นอนว่าสินค้าแบบนี้ซื้อด้วยช่องทางออนไลน์นั้นคงสะดวกสบาย ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง หรือเวลาแต่อย่างใด ทว่าสินค้าบางประเภทก็อย่าลืมเตือนตัวเองว่า การดูสินค้าด้วยตาตนเองนั้นจะมีมาตรฐานกว่า ทั้งยังไม่ต้องเสียใจเมื่อซื้อสินค้ามาเป็นของปลอม เพราะอย่างน้อยเราก็สามารถใช้วิจารณญาณรวมถึงประสบการณ์ของตนเองตัดสินใจได้ ดังนั้นแล้วเราลองมาดูวิธีตรวจเช็คกันหน่อย...?

1. แพ็กเกจต้องไม่มีรอยแกะ ดูดีมีมาตรฐาน และที่สำคัญดูเครื่องหมายรับรองต่างๆ อีกทั้งควรสังเกต MicroSD Card ว่ามีหน้าตาที่ดูผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นพื้นหลัง, ตัวอักษร, เฉดสี, รอยตัดของการ์ด ว่าดูเลอะเทอะไม่เป็นไปตามรูปลักษณ์ดังที่เราเคยเห็น

2. ถ้าหากมีของจริงที่เคยใช้งานควรนำติดตัวมาด้วย เพื่อเปรียบเทียบดูว่า มีความแตกต่างกันหรือไม่ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้เรามั่นใจได้

3. สุดท้ายการเลือกซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็ขอฝากไว้ว่าเราควรซื้อกับร้านขายที่มีมาตรฐาน ใบอนุญาตประกอบการที่ถูกต้อง เพราะสินค้าประเภทนี้ไม่ได้มีราคาถูก ทั้งยังมีการประกันสินค้าอีกด้วย

สรุป : การเลือกซื้อ MicroSD Card ที่ถูกต้องคือควรเลือกซื้อกับตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง และมีสติ๊กเกอร์รับประกันจากผู้รับผิดชอบที่เชื่อถือได้ (คลิกอ่านบทความเพิ่มเติม) และตรวจสอบผู้ขายว่ามีจริงหรือไม่ได้ที่ sdcard.org

หลังจากพาไปทำความรู้จัก MicroSD Card กันแล้ว ก็มาดูอีกหนึ่งมาตรฐานของการ์ดหน่วยความจำประเภทใหม่กันบ้าง

สำหรับมาตรฐานใหม่ของการ์ดหน่วยความจำภายนอกคือ Universal Flash Storage (UFS) ซึ่งมีความแตกต่างกับการ์ดทั่วไปที่ใช้เทคโนโลยี eMMC โดยก็ถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ด้านมัลติมีเดียให้ดีกว่าและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ชื่อเทคโนโลยีของการ์ดหน่วยความจำตั้งโดยบริษัท Samsung และล่าสุดเดือนมีนาคม ปี 2016 หน่วยงาน Joint Electron Device Engineering Council (JEDEC) ก็ได้ออกเป็นมาตรฐานอย่างเป็นทางการแล้วในชื่อว่า "Universal Flash Storage (UFS) 1.0 Card Extension"    

ด้านมัลติมีเดียที่ว่านี้หมายถึง : จะต้องรองรับคอนเทนต์ความละเอียดสูงเนื่องจากมีความเร็วในการอ่านเขียนสูง เช่น สมาร์ทโฟน, กล้องแอคชั่นคาเมร่า, หุ่นโดรนบันทึกภาพแบบ 360 องศา, แว่นตา VR แบบ 3D เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่าง UFS Card กับ MicroSD Card คือ : ดีไซน์ภายนอกของ UFS card คล้ายกับ microSD card เมื่อมองจากด้านหน้า แต่ด้านหลังจะมีการจัดเรียง PIN ที่แตกต่างกัน

9. ด้านแบตเตอรี่ 

ก็เหมือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปที่ต้องใช้แบตเตอรี่ โดยผู้ผลิตส่วนใหญ่ต่างมุ่งเน้นการให้ความจุของแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแถมมาพร้อมเทคโนโลยีการชาร์จเร็วอีกด้วย โดยข้อแนะนำของการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนคือ....

  • ถ้าเป็นรุ่นเล็กไม่มีฟีเจอร์มากนัก ควรจะอยู่ที่ 2,000 - 2,300 mAh
  • ส่วนรุ่นกลางทางที่ดีควรจะอยู่ที่ประมาณ 2,301 - 2,500 mAh
  • แต่ถ้าเป็นรุ่นท็อปอัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ ต้องมากกว่า 2,500 mAh

นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่ควรรู้ไว้สำหรับแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนโดยมีรายละเอียดดังนี้....? 

ถ้าหากแบตเตอรี่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ผู้ใช้งานควรตระหนักว่าไม่ควรที่จะชาร์จและใช้งานไปพร้อมกัน เพราะจะส่งผลให้แบตเตอรี่นั้นเสื่อมไวเก็บประจุไฟไม่อยู่ ทั้งยังทำให้เครื่องร้อนโดยใช่เหตุ และเสื่อมไวไปในที่สุด ซึ่งต้องบอกว่าถ้ารุ่นตลาดหน่อยก็จะมีอะไหล่เยอะ ทำให้ไม่ต้องใช้เวลานานในการซ่อมแซ่ม แต่หากไม่ใช่รุ่นตลาดก็ต้องทำใจไว้หน่อยครับว่าอาจไม่มีเลยหรือใช้เวลานานเพราะต้องสั่งของเข้ามา และข้อสำคัญการเปลี่ยนก็ยุ่งยาก เพราะต้องแงะสมาร์ทโฟนของเรา ดังนั้นหากทำร้านที่ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้ดูไม่จืดเลยก็เป็นได้ครับ ทว่าอย่าลืมนะครับว่าไม่ว่าทางไหนก็เสียเงินอยู่ดี แต่จะเร็วจะช้าขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานของเรา 

และถ้าแบตเตอรี่สามารถเปลี่ยนได้ละจะดูแลอย่างไรดี แน่นอนวิธีการใช้งานก็เหมือนกับข้างต้น เพียงแต่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องกังวล แต่ทางที่ดีก็ไม่ควรเล่นไปชาร์จไป อีกทั้งผู้ใช้ต้องอย่าลืมเลือกซื้อแบตเตอรี่ที่มีมาตรฐานการรองรับ รวมถึงการซื้อกับร้านที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ และยี่ห้อที่รู็จักกันอย่างกว้างขวาง 

สุดท้ายขอฝากไว้ว่า : ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่หมด โดยก็ควรที่จะชาร์จไว้หากเหลือประมาณ 30-40% และถ้าหากซื้อมาครั้งแรกไม่จำเป็นต้องชาร์จทิ้งไว้ 8 ชั่วโมง เพียงแต่ชาร์จให้เต็มแล้วปล่อยไว้สักชั่วโมงหรือสองชั่วโมง อีกทั้งไม่ควรปล่อยชาร์จทิ้งไว้ทั้งคืน และที่สำคัญการปล่อยไว้จนหมด 0% บ่อยๆ อาจต้องเสียเงินในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ก่อนเวลาอันควร 


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่

ขั้นตอนการชาร์จแบตฯ ที่ถูกวิธีคือ....?

  1. เสียบอะแดปเตอร์เข้ากับปลั๊กไฟ
  2. เสียบหัวชาร์จเข้ากับสมาร์ทโฟน

ส่วนวิธีการถอดอะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ที่ถูกวิธีคือ....?

  1. ถอดหัวชาร์จที่กำลังชาร์จสมาร์ทโฟนก่อน
  2. ถอดอะแดปเตอร์จากปลั๊กไฟ

วิธีประหยัดแบตเตอรี่เบื้องต้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง....? 

  1. ปรับความสว่างหน้าจอแต่พอดี ไม่สว่างมากจนเกินไป
  2. ปิดระบบเชื่อมต่อเมื่อไม่ได้ใช้งาน อาทิ 3G, 4G, Wi-Fi, NFC, Wi-Fi Hotspot, GPS
  3. ใช้ธีมสีดำ งดการใช้ภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอหลักตลอดเวลา
  4. งดการใช้สมาร์ทโฟนขณะเครื่องร้อนจนผิดสังเกต

วิธีถนอมแบตเตอรี่ไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว

  1. ชาร์จบ่อยๆ ดีกว่าปล่อยให้เหลือน้อย 
  2. หลีกเลี่ยงการใช้แบตฯ จนหมด
  3. ถ้าเครื่องร้อนควรพักการใช้งาน
  4. เลือกอะแดปเตอร์และสายชาร์จที่มีคุณภาพ
  5. ไม่ควรใช้งานขณะชาร์จ

หลังจากทราบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับแบตเตอรี่กันไปแล้วเราลองมาดูกันหน่อยว่าในปัจจุบันมีวิธีการชาร์จแบตเตอรี่ทั้งหมดแล้วกี่วิธี....?

  1. ชาร์จกับปลั๊กไฟ
  2. ชาร์จไร้สายผ่านอุปกรณ์ Wireless Charger (ไม่ค่อยแนะนำ)
  3. ชาร์จผ่านแบตเตอรี่สำรอง
  4. ชาร์จผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ (ไม่แนะนำ)
  5. ชาร์จผ่าน Car Charger บนรถยนต์ (ไม่แนะนำ)

หมายเหตุ : ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ batteryuniversity.com

นอกจากระบบการชาร์จทั่วไปแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ผู้ผลิตนิยมนำมาเป็นจุดขายให้กับสมาร์ทโฟนของตนเอง คือ การชาร์จเร็ว หรือ Fast Charging แล้วคืออะไรมาทำความรู้จักกันหน่อย...?

สำหรับฟีเจอร์ดังกล่าวจะทำให้ผู้ที่มีความจำเป็นต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับสมาร์ทโฟนอยู่เสมอมีความสะดวกขึ้น เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ยิ่งใช้เครื่องมากเท่าไร แบตเตอรี่ก็หมดลงไวขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรุ่นท็อปที่อัดแน่นไปด้วยคุณสมบัติต่างๆ มากมาย ถ้าบริหารจัดการไม่ดีแบตเตอรี่ก็หายไวไปในพริบตา นี่ขนาดยังไม่นับเรื่องการใช้งาน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่วันหนึ่งวันจะไม่พกแบตฯ สำรอง

เพราะฉะนั้นด้วยจุดปัญหาดังกล่าว จึงคิดพัฒนาขึ้นซึ่งหลายคนอาจคุ้นเคยกันมาบ้างแล้ว กับประโยคที่ว่า ชาร์จเท่านี้นาที แต่สามารถใช้งานได้เท่านั้นนาที ต้องบอกว่าสามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

แต่ข้อเสียคือ : 1. แบตเตอรี่จะเสื่อมไว มีอายุการใช้งานที่สั้นลง 2. ถ้าแบตเตอรี่ถอดออกไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันก็ส่วนใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมาร์ทโฟนต้องโดนงัดและหากทำโดยช่างที่ไม่ชำนาญเครื่องอาจไม่เหมือนเก่า 3. ค่าใช้จ่ายแพงกว่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั่วไป 4. ต้องใช้อะแดปเตอร์ที่รองรับการใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าว 5. ต้องมีปลั๊กเสียบถึงจะชาร์จเร็วได้

10. ด้านระบบเชื่อมต่อ 

10.1 Wi-Fi เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ทำให้เราสะดวกสบายขึ้น ด้วยการใช้หลักการของคลื่นวิทยุในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันก็นิยมมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ใช้สามารถท่องโลกออนไลน์ทุกที่ทุกเวลา โดยที่ไม่ต้องมีสายเชื่อมต่อ เพียงแค่มีสัญญาณก็เชื่อมต่อได้แล้ว

แต่ข้อแนะนำของการต่อ Wi-Fi คือ ผู้ใช้งานไม่ควรเชื่อมต่อ Wi-Fi ในพื้นที่สาธารณะโดยที่ไม่รู้จักแหล่งปล่อยสัญญาณ เพราะอาจเกิดการดักจับข้อมูล ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา และถึงแม้จะรู้จักก็ไม่ควรทำธุรกรรมทางด้านการเงินเช่นกัน

10.2 VoWiFi อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การติดต่อสื่อสารไม่ขาดตอน ด้วยการใช้สัญญาณ Wi-Fi แทนที่การใช้สัญญาณจาก ผู้ให้บริการเครือข่าย ในบริเวณที่ไม่มีสัญญาณนั่นเอง

10.3 Wi-Fi MIMO เชื่อว่าหลายคนคงประสบปัญหาสัญญาณอ่อนไม่เสถียร หรือขาดช่วงขาดตอนเมื่อเวลาใช้งาน ดังนั้นจึงเกิดเทคโนโลยี้ดังกล่าวขึ้น ด้วยการเพิ่มเสาสัญญาณส่งและเสารับสัญญาณมากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องแบนด์วิธ รวมถึงเพิ่งกำลังของสัญญาณให้แรงขึ้น โดยในปัจจุบันสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปก็จะรองรับการใช้งาน Wi-Fi ในลักษณะนี้เช่นกัน

10.4 Wi-Fi Direct อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาบนพื้นฐาน Wi-Fi โดยผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ที่รองรับได้โดยที่ไม่ต้องใช้สายเชื่อมต่อ ทั้งยังเชื่อมต่อมากกว่า 2 อุปกรณ์ขึ้นไปอีก โดยเทคโนโลยีนี้ถูกคาดกันว่าจะมาแทนที่ Bluetooth ในอนาคตด้วยข้อดีที่เชื่อมต่อได้ไกลกว่า รวมถึงมีความปลอดภัยมากกว่า และมีอัตราการรับส่งข้อมูลที่เร็วกว่า

10.5 Wi-Fi Hotspot แน่นอนว่าเมื่อเราเล่น Wi-Fi บนสมาร์ทโฟนได้ ทำไมถึงจะแชร์อินเทอร์เน็ตให้กับคนอื่นไม่ได้ ดังนั้นในดีไวซ์ส่วนใหญ่จึงมีฟังก์ชั่นนี้เข้ามา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การใช้งาน ซึ่งผู้ใช้สามารถกำหนดชื่อ Wi-Fi รวมถึงรหัสการเชื่อมต่อได้ แต่ข้อควรระวังคืออย่าลืมตรวจดูดาต้านะครับ มิฉะนั้นอาจเสียเงินหรืออินเทอร์เน็ตหมดไม่รู้ตัว หากเพื่อนเล่นของเราซะเพลิน

10.6 Bluetooth เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารไร้สายระหว่างอุปกรณ์หนึ่งกับอุปกรณ์หนึ่ง โดยจะนิยมใช้กับอุปกรณ์เสริมจำพวกหูฟัง หรือลำโพงพกพาต่าง ๆ 

10.7 A2DP Bluetooth